8 เมษา วันประชาธิปไตยนะคะ เตรียมตัวไปสร้างประวัติศาสตร์
แต่เช้ากับเขาด้วย เปล่าหรอกค่ะ ไม่ได้ไปแต่เช้า เพียงแต่เริ่มด้วยการนัดแนะ
เพื่อนฝูง ตกลงกันว่าจะไปรวมตัวกันที่บ้านเพื่อนแถวสะพานควาย
รับอาหารกลางวันกันก่อน (ก็แหม กองทัพต้องเดินด้วยท้อง)
ตกลงกันว่า ข้าวเหนียวไก่ย่าง ส้มตำอะไรทำนองเนี้ย ก็เริ่มต้นด้วย
การหุงข้าวเหนียวก่อนค่ะข้าวเหนียวซื้อเขาน่ะแข็งนะคะ ไม่นุ่มนวล
(ไม่เหมาะกับฟันฟาง) หุงข้าวเหนียวที่บ้านสุกหอมชื่นใจเพราะใช้ข้าวเหนียว
ใหม่(อ้อ สำหรับท่านที่ไม่เชื่อว่าเป็นไปได้อย่างไร หุงข้าวเหนียวไม่แช่ก่อน
ขอแจ้งให้ทราบว่าเดี๋ยวนี้หม้อหุงข้าว เขาหุงข้าวเหนียวได้สุกทันใจไม่ต้องแช่แล้วนะคะ
ใช้เวลาหุงพอๆกับข้าวเจ้าเลยล่ะค่ะ ใช้ข้าวเหนียวไม่ต้องแช่นี่แหละค่ะ)
หุงข้าวเหนียวเสร็จก็เตรียมเอาไป แล้วกะว่าจะไปซื้ออื่นๆที่อ.ต.ก.
แหมไปอ.ต.ก. ก็มีอยู่ร้านเดียวแหละค่ะ สุดใจ (แหมมันสุดใจจริงๆ
เพราะเพิ่งรู้ว่าเขาคงเป็นเสื้อเหลือง) ไปถึงก็สั่งไก่ ได้ยินเขาคุยอยู่กับ
คนซื้ออีกคนอย่างดุดันและหงุดหงิดว่า "ดูสิทำกับนายกอย่างนี้ได้ไง
(คงเป็นเรื่องที่พัทยา) นี่นายกฯนะทำกันขนาดนี้ แล้วต่างชาติเห็น
ใครเขาจะกล้ามาลงทุน" โอ้แม่เจ้า เพ่เสพย์หญ้าเป็นอาหารแกล้วทีวีตูดล่ะซี้
ถึงได้รู้เรื่องการเมืองและเศรษฐกิจดีอย่างนี้ แต่แปลก ตอนที่เขายึดสนามบิน
กันโครมๆเพ่ไม่กังวลเลยสินะ เออคนหนอคน เอาอะไรปิดหูปิดตากันอยู่นี่
กะจะถอยกลับไม่ซื้อแล้ว แต่ใจเป็นห่วงเพื่อนที่คงเฝ้ารออาหารกลางวันอยู่
ตัดใจยืนฟังอีกสักหน่อย พร้อมคิดในใจว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายนะเพ่
เพ่รอเสื้อเหลืองของเพ่มาอุดหนุนแล้วกัน เขาพูดต่อว่า"แล้วดูสินี่ วันนี้เอากันอีกแล้ว
เนี่ยถ้าคืนนี้พ่อหลวงไม่ออกมาพูดอะไรบ้าง รับรองนองเลือดแน่" (ตกลงได้ออกมาพูดอะไร
ไหมคะ เพราะอยู่ในสนามไม่ได้ยิน แต่ไม่ได้นองเลือดนะคะ แม้จะแดงไปบ้าง
แต่ก็เป็นสีเสื้อ ไม่ใช่เลือดสักหน่อย)
ไปถึงบ้านเพื่อนก็รับประทานกัน อาหารมากมายเต็มโต๊ะ จนคิดว่าหรือจะนอนกันสักพักค่อยไป(ฮา)
ไม่ได้ค่ะ ภารกิจใหญ่รออยู่ รวมพลพรรคได้ 5คน เป็นชายสองหญิงสาม หนึ่งในสอง
เป็นนายพลตำรวจ (นี่คงเป็นเหตุผลที่ลูกๆปล่อยให้แม่ออกมาชุมนุมได้ เพราะบอกเขา
ว่าไปกับตำรวจ เกิดอะไรขึ้น ท่านคงรู้วิธีเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินได้)
ออกไปเรียกแท็กซี่นะคะ ตอนแรกก็ว่าจะเรียกสองคัน แต่เราว่าคันเดียว
เบียดๆกันหน่อยคงพอได้ ขึ้นไปปุ๊บเจอคนขับใส่เสื้อแดงโร่เลย นายตำรวจ
จึงบอกว่าไม่ต้องบอกหรอกนะว่าไปไหน (ฮา) คนขับอารมณ์ดีบอก
"ครับ เดี๋ยวพาไป ไม่ต้องห่วง เมื่อเช้าผมก็เพิ่งไปมา คนเยอะมากๆ
เดี๋ยวผมก็จะไปอีก แต่มีงานต้องไปขับรถเครน เดี๋ยวเสร็จงานจะตาม
ไปสมทบ" แท็กซี่พามาปล่อยตรงวัดเบญจฯ มีคนเสื้อแดงประปราย
เจอรถคุณอริสมันต์กำลังยืนปราศรัยอยู่ คนเดินมาจากทางไปบ้านสี่สาว เอ๊ยไม่ใช่สี่เสา
แต่เราตกลงกันแล้วว่าจะต้องไปดูน้ำหน้ามันหน่อย ไม่รู้จะออกมาต้อนรับหรือเปล่า
ก็แหม นัดกันไว้แล้วนี่นา
เดินไปก็เจอคนเดินสวนย้อนมาเป็นแถวๆ แต่ก็เดินไปจนถึง ได้ยินเสียงคุณณัฐวุฒิ
เป็นระยะ บอกหมาเอ๊ยป๋าว่าเดี๋ยวมา เดินมาเรื่อยๆก็เห็นคุณณัฐวุฒิ เดินย้อนมา
มีคนเข้าไปกอด ไปขอลายเซนเป็นจำนวนมาก แต่อยู่คนละฟากถนนป้าขี้เกียจวิ่งไป
เดินไปถึงหน้าบ้านพบว่ามีรถหกล้อจัดปราศรัยอยู่แล้ว พอเห็นบ้าน (บอกตรงๆว่า
ไม่เคยรู้เลยค่ะว่านี่เป็นบ้านสีเสา ฟังจากหลายๆคนแถวนั้นก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
ไม่เคยรู้มาก่อนเหมือน ค่อยยังชั่วหน่อย เราไม่ได้เชยคนเดียว)
เห็นวินาทีแรกป้าอุทานดังลั่นเลยว่า อ้าวหน้าตาเหมือนคุกนี่นา ก็แหมทำรั้วซะสูงเกินบ้านคน
เหมือนคุกแถวคลองเปรมล่ะค่ะ สมชื่อดีแท้ๆ ข้างๆบ้านก็มีร้านของสมาคมแม่บ้านทหารบก
แหมช่างกลมกลืน เผื่อประธานสมาคมเธอจะออกมาดูแลกิจการ
มีตำรวจยืนเฝ้าอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนะคะ แต่ข้างในมองไม่เห็นว่า
จะมีทหารทั้งกองทัพหรือเปล่า กำลังยืนเก้ๆกัง มีคนเดินมาบอกให้นั่งลงเลย เอ้อ
อุปกรณ์ก็ไม่มีนะคะ จะเอาเก้าอี้มาก็กลัวละล้าละลัง เผื่อต้องวิ่ง แผ่นปูนั่งเห็นเขาเดินขาย
ก็ไม่ได้ซื้อไว้า เพราะไม่นึกว่าจะต้องนั่ง เอาละวะ นั่งก็นั่ง บนถนนหน้าบ้านเอี้ยเลยนะคะ
ร้อนก้นดีเหมือนกัน แต่ไอ้ตัวที่อยู่ข้างในมันคงร้อนรนยิ่งกว่าเรา คิดได้ดังนี้ก็รู้สึกเหมือนนั่ง
บนโซฟาเลยค่ะ
ฟังปราศรัยสรรเสริญคุณงามความดีของไอ้คนที่อยู่ในบ้านไปพักใหญ่
มีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาข้างหลัง แล้วก็โวยวายด่าทอเสียงลั่นๆจนฟัง
ปราศรัญแทบไม่ได้ยิน เลยหันไปปรามว่าพอแล้วคุณ ก็ไม่ยอมหยุด
กลับส่งเสียงนิวแซนหนักขึ้น มองไปเห็นว่ามือซ้ายถือเบียร์กระป๋อง
มือขวาถือบุหรี่ คนเขานั่งกันอยู่ดีๆแท้ๆ เลยแอบส่งซิกไปถึงการ์ดบนรถปราศรัย
เขาก็ดีเหลือหลาย พยายามส่งไปสักพัก เขาก็ลงมาจัดการ วิธีจัดการก็
น่ารักมากค่ะ เขายกมือไหว้มาแต่ไกล ตั้งแต่บนรถเลย ไอ้นี่ก็งงเอ๊ะยังไง
ทำไมเขารู้จักเราด้วยแฮะแล้วก็เดินมาถึงตัว ลูบแขนจูงมือเชิญพี่ไปทางนี้ครับ
เรียบร้อยไปได้
ที่รถปราศรัยนี้ได้ฟังคุณวิภูแถลง ปราศรัยชอบมาก เพราะส่วนใหญ่ที่เวทีใหญ่
มักจะเห็นว่าเธอทำหน้าที่แค่พิธีกร ประกาศรายชื่อคนบริจาค ประกาศให้ไปเลื่อนรถ
ส่วนอีกคนที่พูดเก่งและดีมากๆก็คือคุณฉ.ฉิ่ง ฟังจากน้องคนนั่งติดๆกันนะคะ
เพราะตอนที่เขาประกาศชื่อได้ยินไม่ถนัด
คุณวิภูแถลงเธอว่าหน้าที่องคมนตรีต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่การออกมารับประกัน
และเชียร์นายกฯที่ปล้นเขามาก็ผิดเกินพอ จริงไหมคะ ยังจะหน้าด้านเถียงข้างๆคูๆอยู่อีก
คุณฉ.ฉิ่ง เธอก็แซวตำรวจจนอมยิ้มกันเลยนะคะ
พอหกโมงเย็น อาการป้าๆลุงๆก็เริ่มแย่ ตกลงกันว่าจะเดินไปเทเวศว์หากาแฟหน่อย
เดินไปจนถึงร้านหัวมุม มองผ่านกระจกเข้าไปแดงเถือกเลย
พอเปิดประตูเข้าไปปุ๊บก็ได้ยินเสียง "พลเอกเปรม ออกไป"สนั่น
และจะร้องรับกันเป็นระยะ เมื่อมีคนเดินเข้าออก สนุกดีจริงๆค่ะ
จากกาแฟก็เลยกลายเป็นอาหารเย็น เพราะกองทัพต้องเดินด้วยท้องอีกแล้ว
รับเสร็จก็เดินมาทางสะพานมัฆวานค่ะ เจอทั้งเสื้อแดงและคุณตำรวจนั่งรับ
อาหารเย็นเป็นแถวๆ มาถึงน้ำพุตรงสะพานมัฆวานคนก็เริ่มแน่นแล้วนะคะ
คราวนี้ซื้อผ้าปูรองนั่ง แล้วก็นั่งดูจอโปรเจคเต้อร์ กลิ่นไม่ค่อยดีหรอกค่ะ
นั่งพักสักใกล้เวลานายกฯมา เสียงก็เงียบๆไปไม่ได้ยิน ทีนี้ก็เริ่มขยับเดินหาจุดที่
จะได้ยินถนัดๆนะคะ เดินไปไหนก็ไม่รอด เพราะคนเริ่มแน่นขึ้นมาอีก
ในที่สุดเขาปรับแก้ได้ เลยได้ยินชัดค่ะ ฟังนายกฯจบก็จะกลับกัน ทีนี้ก็เป็นเรื่อง
เพราะมีคนคิดเหมือนๆกันทั้งนั้นรถก็ไม่มี ในที่สุดก็ต้องนั่งตุ๊กๆ
หวังจะนั่งออกไปหาแท็กซี่ถามตุ๊กๆว่านั่งห้าคนได้ไหม
ตุ๊กๆว่าไม่มีปัญหา แต่นึกดูเอาเถิดค่ะ ผู้ใหญ่ห้าคน รวมอายุก็ปาเข้าไปเกือบ สามร้อยปี
อย่าไปถามถึงน้ำหนักนะคะ แหะๆ โอ้โหทุลัทุเลมาก
นึกแล้วยังขำ ขามากะจะเรียกแท็กซี่สองคัน ขากลับอัดกันไปในตุ๊กๆ
คันเดียว ปวดเมื่อยกันเป็นแถว ในที่สุดก็นั่งไปจนถึงสะพานควายเลยนะคะ
จบวันด้วยความเหนื่อยและล้าเป็นที่สุด
อ้อ ลืมเล่าไปค่ะไปเจอสุภาพสตรีท่านหนึ่งเธอมากับลูก เล่าว่ามาจากราชบุรี
เธอเล่าว่ามาทุกวัน แล้วกลับประมาณห้าทุ่ม หัวหน้ากลุ่มเป็นหมอ รองเป็นภรรยาผู้พิพากษา
รวบรวมกันแค่สองสามวันได้เงินมาห้าแสน ใช้ในการเดินทางมาทุกวัน
เธอเล่าว่าทั้งคันที่มาไม่ใช่รากหญ้ามีแต่คนระดับกลางทั้งนั้น คิดดูเถิดค่ะ
จะหน้าด้านแถกันอีกแค่ไหนว่าคนที่มาถูกจ้างมา เล่ามายืดยาว เพื่อบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ค่ะ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น