วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ผลประโยชน์ทับซ้อน

เห็นว่าห้องสังคมฯลงไปแล้วเลยไม่ได้นำมาลงซ้ำ
ขออภัยลืมไปว่าบางท่านไม่เคยไปห้องโน้น

ยาวหน่อยนะคะ ยังไม่เก่าล่ะค่ะ ทันเวลาพอดี
บทความโดยคุณอาคม ซิดนีย์


The Thai Democratic Rights Body


ผลประโยชน์ทับซ้อนที่
ทักษิณสมควรตาย
โดย อาคม ซิดนี่ย์
วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑

การ ที่ผมเลือกตั้งชื่อเรื่องบทความนี้ว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทักษิณสมควรตาย" นั้นก็สืบเนื่องจากผมต้องการนำเสนอถึงสาเหตุของการโค่นล้มและทำลายล้างพ.ต. ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีที่มาจากหลากหลายสาเหตุด้วยกัน และก็มีอยู่ไม่น้อยที่ได้วิพากษ์วิจารณ์ไปบ้างแล้วผ่านบทความของผม ส่วนที่ยังไม่ได้นำเสนอก็ยังมีอยู่อีกมากมายที่ยังไม่ได้กล่าวถึง ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้การต่อสู้ทางการเมืองในครั้งนี้ จำกัดอยู่เพียงแค่กลุ่มบุคคลที่หาประโยชน์อยู่กับสถา บันพระมหากษัตริย์ โดยไม่คิดที่จะแตะต้องสถาบันฯอันเป็นที่เคารพสักการะ แต่เมื่อมีการแสดงจุดยืนชัดเจนว่าเป็นผู้สนับสนุนและอยู่เบื้องหลังกลุ่ม บุคคลต่างๆที่รวมตัวกันเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำการเคลื่อนไหว ต่อเนื่องมายาวนานหลายปี โดยไม่มีแนวโน้มว่าจะไปสิ้นสุดลงตรงไหนอย่างไรและอีกนานเท่าไร จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมาวิเคราะห์ว่าอะไรคือสาเหตุ

ความจริง การที่จะอยู่เบื้องหลังหรือให้การสนับสนุนใครนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่หรือมีความสำคัญมากมายเท่าไร ว่าใครจะชอบหรือเกลียดใครหากแต่การเลือกฝ่ายและเข้าข้างกันชัดเจนด้วยการ สนับสนุนอย่างที่เห็นเมื่อวันที่ ๑๓ตุลาคม ๒๕๕๑ ประวัติศาสตร์ต้องจารึกละครับว่า "พระราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นพระประมุขของประเทศไทย" ได้เสด็จไปเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพน.ส.อังคนา ระดับปัญญาวุฒิ ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ทำการเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มกบฏ ไปทำการปิดล้อมตึกรัฐสภาโดยมีเจตนาต้องการขัดขวางไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบาย ก่อนเข้าบริหารประ เทศจนเสียชีวิตนั้นจะส่งผลอย่างไรต่อทางการเมือง

การ ที่พระราชินีโปรดเกล้าให้ ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์ รองราชเลขาธิการในองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้อัญเชิญพวงมาลาพระราชทานมาร่วมเคารพศพ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคมที่ผ่านมา ผมเชื่อเหลือเกินครับว่ามีประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่สบายใจ เพราะท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมว่า ก่อนหน้าที่น.ส.อังคณา จะเสียชีวิตไม่กี่วัน คือวันที่ ๑ ตุลาคม มีเหตุการณ์ปะทะกันเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯและกลุ่มผู้ต่อต้านการ เคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ส่งผลให้นายณรงค์ศักดิ์ กรอบไทสง ถูกกลุ้มรุมทำร้ายจนเสียชีวิต และปรากฏมีหลักฐานชัดเจนที่สื่อมวลชนได้แพร่ภาพว่าเป็นฝีมือของกลุ่ม พันธมิตรฯ แต่ก็ไม่ได้รับการเหลียวแล และแม้แต่หลักยุติธรรมเบื้องต้น ก็ไม่ปรากฏว่าได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างกับการเสียชีวิตของน.ส.อังคณา กลับมีเสียงก่นด่าจากพลพรรคที่ให้ความช่วยเหลือและร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรฯ จนสุดท้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องกลายเป็นจำเลยอย่างที่เห็น

อีก เหตุการณ์หนึ่งที่สมควรหยิบยกขึ้นมาเทียบเคียง นั่นก็คือการชุมนุมเรียกร้องให้เปรมลาออกจากตำแหน่งประธานองค์มนตรี ในฐานะที่ให้การสนับสนุนการยึดอำนาจล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ หน้าบ้านสี่เสาฯ และมีการสลายฝูงชนเช่นกันโดยกลุ่มผู้ชุม นุมได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ในขณะที่ฝ่ายตำรวจก็ได้รับบาดเจ็บหลายนาย เหตุการณ์ในครั้งนั้น พระราชินีได้พระราชทานกระเช้าดอกไม้ไปให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้ รับบาดเจ็บ ส่วนเหตุการณ์สลายฝูงชนเมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม ที่ผ่านมา พระราชินีพระราช ทานเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับกลายเป็นจำเลย

การพระราชทานเพลิงศพ ให้ใครหรือจะเสด็จไปที่ไหน เป็นเรื่องของพระราชอัธยาศัย เชื่อว่าคงไม่มีใครอาจหาญพอที่จะกล้าวิพากษ์วิจารณ์แน่นอนครับ เพราะเป็นเรื่องส่วนพระองค์ แต่การที่นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ บิดานางสาวอังคณาออกมาเปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งและชมว่า ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระองค์ท่านยังทรงรับสั่งว่า ขอให้กำลังใจกับครอบครัว และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับทราบแล้ว และเงินที่เป็นค่ารักษาในหลวงเป็นผู้พระราชทานให้ ตรงนี้แหละครับที่ทำให้ความสงสัยในวาทะของสองอดีตนายกรัฐมนตรีในเรื่องของ "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญและมือที่มองไม่เห็น" ปรากฏเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการพูดหรือกล่าวหากันอย่างเลื่อนลอย

นอกจากนี้แล้วผมก็อดห่วงไม่ได้ว่าการที่พระราชินีเสด็จไปงานพระราช ทานเพลิงในวันนั้น ส่งผลให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทั้งสามเหล่าทัพรวมทั้งผู้ บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตลอดจนคณะองค์มนตรีและบุคคลสำคัญของประเทศ มีอันจะต้องไปร่วมในงานนี้ด้วยอย่างไม่อาจที่จะปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงได้นั้น จะส่งผลอย่างไรต่อการปกครองประเทศ แล้วความมั่นคงของประเทศจะขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไร และที่สำ คัญหน้าที่ความรับผิดชอบในชีวิตและทรัพย์สินในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของ สำนัก งานตำรวจแห่งชาติจะยังก้าวต่อไปข้างหน้าได้อีกกระนั้นหรือ เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านผู้อ่านจึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมกระบวนการยุติธรรมของ บ้านเราจึงมีอันจะต้องผิดเพี้ยนอย่างชนิดไม่เคยปรากฏมาก่อน และก็อย่าได้สงสัยว่าทำไมการพิจารณาตัดสินความของศาลที่ผ่านมาจึงไม่ปรากฏ ล่องลอยของหลักนิติธรรมให้ได้เห็น นั่นก็เป็นเพราะว่าศาลต้องตัดสินตามหลักธงที่เจ้าของมือที่มองไม่เห็นตั้งนำ ไว้ให้นั่นเอง

เมื่อผู้มีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและผู้พิทักษ์สันติ ราษฎร์มีอันต้องไปร่วมงานและตกอยู่ในวงล้อมของสายตาที่ดูแคลนของกลุ่มแกนนำ ที่เป็นผู้ต้องหากบฏ และจะต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า ผู้ที่ร่วมทำการเคลื่อนไหวกับกลุ่มกบฏจนเสียชีวิตอย่างน.ส.อังคณา ที่ได้รับการยกย่องจากบุคคลสำคัญสูงสุดของประเทศว่า "เป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์" จึงเป็นธรรมดาที่ในเวลาต่อมาพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบกผู้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงเกี่ยวก้อยผู้บัญชาการทหาร ทั้งสี่เหล่าตบเท้าออก อากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๓ เรียกร้องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์นายกรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่งโดยมีพล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ผู้บัญชาการทหารสูงสุดร่วมอยู่ด้วย

คงต้องยอมรับว่าการ โค่นล้มรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยการยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้นยังไม่บรรลุเป้าหมายของกลุ่มผู้ก่อการ ทั้งๆที่มีการใช้สถาบันและองค์กรตลอดจนเครือข่ายต่างๆเข้าให้การสนับสนุน อย่างเต็มที่ จนหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน ที่มีชื่อว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งก่อนหน้านี้จะจำกัดอยู่เพียงแค่นายสนธิ ลิ้มทองกุลกับ พล.ต.จำลองและแกนนำไม่กี่คน และเมื่อการต่อสู้เพื่อการโค่นล้มดำเนินมาถึงขั้นเปิดไพ่เล่นกันอยู่เวลานี้ จึงทำให้เห็นชัดเจนว่าแท้ที่จริงแล้วมีใครบ้างที่เป็นส่วนประกอบของกลุ่ม พันธมิตรฯ แม้กระนั้นเกมการต่อสู้ในการโค่นล้มเพื่อช่วงชิงอำนาจก็ดูเหมือนนอกจากไม่ ประสบความสำเร็จอย่างที่เห็นแล้ว ยังมีแนวโน้มว่าน่าเป็นห่วงอีกต่างหาก ทั้งนี้ก็สืบเนื่องจากมีผู้คนที่ต่อต้านเพราะไม่อาจทนดูความอยุติธรรมที่ เกิดขึ้นในสังคมไทยเกิดมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและขยายไปสู่วงกว้างนั่นเอง

สิ่ง หนึ่งที่ผมอยากจะบอกเตือนไปยังผู้มีอำนาจทั้งหลายทั้งเก่าและใหม่ให้เห็น เป็นสัจธรรมนั่นก็คือ อำนาจทั้งหลายที่ท่านถืออยู่บนมือนั้นเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับผู้คนใน
เบื้อง ต้นเท่านั้น ต่อเมื่อท่านใช้อำนาจนั้นบ่อยเข้า ความกลัวของผู้คนก็จะหมดลงทุกทีดังเช่นทุกวันนี้ ไม่มีใครกลัวแล้วละครับเรื่องการทำรัฐประหาร อีกเรื่องหนึ่งที่จะบอกให้เป็นการเอาบุญโดยเฉพาะนายสนธิ ลิ้มทองกุลว่า คนโง่นั้นไม่มีวันที่จะโง่ตลอดไปครับ ส่วนที่คุณคิดว่าตัวเองฉลาดนั้นก็คือการแสดงความโง่ออกมาให้ผู้คนได้เห็น นั่นเอง
ทุกวันนี้ ไม่มีใครโง่ให้คุณหลอกได้อีกต่อไป แล้วผมจะทำนายจุดจบของคุณจะทุลักทุเลและสุดสยองกว่าใครทั้งหมด รวมทั้งเฒ่าหัวเกรียนด้วย ให้จำคำพูดของผมนี้ไว้

ผมจะขอกล่าวถึง เรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่กลุ่มพันธมิตรฯยกอ้างขึ้นมาโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสนธิ จะนำมาตอกย้ำอยู่บนเวทีเป็นประจำแม้กระ ทั่งทุกวันนี้ ถ้าหากจะพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนของคุณทักษิณนั้น มันมีอยู่มาก มายหลายเรื่องด้วยกัน ในที่นี้ผมจะขอยกตัวอย่างมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านสักสองเรื่อง นั่นก็คือโครงการ "หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์" หรือ OTOP และ "เขตการค้าเสรี หรือ FTA"ที่นายสนธินำมาบิดเบือนจนดูเหมือนว่า คุณทักษิณเป็นผู้ทำลายชาติที่สมควรตายเลยทีเดียว และเพื่อให้เห็นเป็นภาพชัดเจน ผมมีความจำเป็นที่จะต้องนำโครงการของคุณทักษิณ ขึ้นเทียบเคียงดูว่าไปทับซ้อนผลประโยชน์ของใครบ้าง

หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ผมจำได้ว่าโครงการนี้เกิดขึ้นจากคุณทักษิณมีความต้องการอย่างน้อยสามประการคือ
๑. ให้ประชากรผู้ยากไร้ในแต่ละพื้นที่มีรายได้เสริมนอกจากการทำไร่ทำนาหลังฤดูเก็บเกี่ยว
๒. ต้องการสนับสนุนให้ในแต่ละพื้นที่ มีเศรษฐกิจที่มั่นคงและช่วยตัวเองได้
๓. ลดความแออัดในกรุงเทพฯ เพราะเมื่อในเขตพื้นที่ทุกแห่งมีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่ม ประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องมาเร่ขายแรงงานให้เกิดความแออัดในเมืองหลวงอีกต่อไป

โครงการนี้รัฐบาลไทยรักไทยนำโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้ความช่วยเหลือตำบลละหนึ่งล้านบาทเป็นทุนเริ่มต้น โดยรัฐบาลจะเป็นผู้หาตลาดให้ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการให้สถานทูตที่มีอยู่ในประเทศต่างๆช่วยดูแลในด้านการตลาด และเมื่อมีผลกำไรก็ให้ทยอยจ่ายคืนรัฐบาล ก็ไม่ปรากฏว่าจะมีหนี้สูญอย่างที่ฝ่ายค้านนำมาโจมตีตอนที่มีริเริ่มโครงการ นี้ขึ้นมาใหม่ๆ

โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ไม่นานโครงการดังกล่าวก็กลายเป็นที่กล่าวขานของผู้คนทั่วไป จนต้องขยายผลผลิตให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เข้าทำนองซื้อง่ายขายคล่อง จึงเกิดมีพัฒนาการโดยธรรมชาติตามมา นั่นก็คือความหลากหลายของสินค้าที่เกิดจากภูมิปัญ ญาของคนในแต่ละพื้นที่ ดังที่มีให้ได้เห็นกันซึ่งก็กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคภายใต้ชื่อสินค้า OTOP ในขณะที่ความฝันของคนยากไร้ทั้งแผ่นดินที่ต้องการหลุดพ้นจากความยากจนกำลัง ส่งผลอย่างมีความหวังอยู่นั้น พลันความฝันก็มีอันต้องมาพังทลายลง เมื่อมีการยึดอำนาจเกิดขึ้น จึงเกิดคำถามตามมาทันทีว่า"เศรษฐกิจไทยกำลังไปได้ดี ทำไมจึงมีการยึดอำนาจเกิดขึ้น" ด้วยความสงสัย

แล้วความสงสัยของผม ก็ได้รับความกระจ่างชัดในวันหนึ่ง โดยภรรยารักของเพื่อนผมที่เป็นนายทหารคนหนึ่ง ที่กำลังมีทุกข์มาเฉลยให้ฟังว่า การที่เป็นภรรยานายทหารนั้นเมื่อสามีเจริญเติบโตขึ้นมาในระดับหนึ่งที่เรียก ว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่ ภรรยานายทหารทุกคนจะต้องเข้าไปช่วยงานสมาคมแม่บ้านทหารบก ซึ่งมีหน้าที่ในการช่วยงานศูนย์ศีลปาชีพที่มีข่าย งานที่กว้างขวางมาก และสาเหตุที่ทำให้เธอทุกข์อยู่ในเวลานี้ ก็สืบเนื่องจากเธอเป็นผู้ หญิงที่มีฝีมือทางด้านหัตถกรรม ซึ่งเธอได้ไปร่ำเรียนมาจากต่างประเทศเมื่อครั้งติดตามสามีไปราชการบ้าง ได้ทุนไปศึกษาต่อบ้าง และเมื่อกลับมาบ้านเกิดเธอจึงนำความรู้ที่เรียนมาเปิดทำการสอนที่บ้านเป็น งานอดิเรก โดยเธอจะได้ผลตอบแทนเป็นค่าสอนจากงานอดิเรกนี้ประมาณแปดหมื่นถึงหนึ่งแสนบาท ต่อเดือน และนับตั้งแต่ไปช่วยงานศูนย์ศีลปาชีพทำให้เงินส่วนนี้ของเธอขาดหายไป

ผม ยังได้รับทราบอีกว่าการไปช่วยงานที่ศูนย์ฯทุกคนไม่ได้รับเงินตอบแทน เพราะเป็นงานอาสาสมัคร หน้าที่หลักของเธอก็คือสอนงานผีมือให้ "ลูกชาวบ้านที่ยากจน" ที่พระราชินีทรงรับอุปการะผ่านทางศูนย์ศีลปาชีพบางไทร นอกจากนี้ผมยังได้มีโอกาสรับรู้ในอดีตของศูนย์ศีลปาชีพด้วยว่า มีหน่วยทหารเสือราชินีทำหน้าที่เสาะหาช่างฝีมือดีด้วยการลงพื้นที่ในทุก ภูมิภาคของประเทศ และผมยังทราบอีกว่าไม่ใช่เพียงแต่สมาคมแม่ บ้านทหารบกเท่านั้นที่มีหน้าที่ไปช่วยงานของศูนย์ฯ ยังมีสมาคมแม่บ้านทหารเรือ,ทหารอากาศและตำรวจอีก เรียกว่าครบสี่เหล่าโดยไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนหรือค่าแรงใดๆทั้งสิ้น นอกจากนี้แล้วยังมีหน่วยงานราชการและองค์กรเอกชนหลายแห่งให้การสนับสนุนโดย ไม่คิดมูลค่า และที่สำคัญศูนย์ฯแห่งนี้ยังมีสถานทูตไทยที่มีอยู่เกือบทักประเทศทั่วโลกทำ หน้าที่ดูแลด้านการตลาดให้อีกต่างหาก (สถานทูตทั่วโลกจะต้องมีสินค้าตัวอย่างของศูนย์ศีลปาชีพตั้งโชว์ รวมทั้ง Thai Trade Centre ที่มีอยู่เกือบทุกประเทศด้วย) ซึ่งก็เป็นแรงงานฟรีอีกเช่นเคย

การที่คุณทักษิณยกระดับคุณภาพชีวิตไป สู่ชนบทโดยผ่านโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิต ภัณฑ์ทำให้ทุกคนมีงานทำ ส่งผลให้ "ลูกชาวบ้านที่ยากจน" ซึ่งเป็นแรงงานฟรีสำหรับศูนย์ศีลปาชีพลดน้อยถอยลงนี่เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งการใช้สถานทูตให้เป็นประโยชน์
ในการหาตลาดมารองรับสินค้า หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์แบบเลียนแบบดารา ทั้งสองเรื่องที่กล่าวมานี้ผมเชื่อว่าคุณทักษิณคงไม่คิดมาก่อนว่า มันจะไปทุบกล่องดวงใจของใครเข้า จนกลายมาเป็นประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน ที่ถูกนายสนธิและเครือข่ายนำมาโจมตีอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยความเครียดแค้น

สำหรับ เขตการค้าเสรี หรือ FTA เป็นเรื่องของการจัดระเบียบการค้าใหม่ให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ที่มีการ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (รายละเอียดใช้เวลามาก ขอรวบรัดให้พอเป็นที่เข้าใจ) ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายก็คือการลงนามยกเว้นภาษีนำเข้าระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นอเมริกา,อังกฤษและออสเตรเลีย เขาจะให้แต้มต่อถึงเจ็ดหรือแปดปีในการกำหนดตัวสินค้าสำหรับการนำเข้า (จะเรียกว่าแลกเปลี่ยนสินค้าที่จำเป็นก็คงจะไม่ผิดนัก) ยกตัวอย่างเช่นประเทศออสเตรเลียนั้นมีต้นทุนการผลิตสูงเพราะค่าแรงสูง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เช่นเสื้อผ้า จากที่เคยคิดภาษีนำเข้า ๒๕ % ก็ได้รับการยกเว้นโดยไม่คิดภาษีนำเข้าสำหรับประเทศที่ร่วมลงนาม ในขณะเดียวกันสินค้าส่งออกของออสเตรเลียประเภทอาหารก็มี เนื้อ, นม เป็นต้น ทางรัฐบาลไทยก็จัดเก็บภาษีโดยลดหย่อนให้ ไม่ถูกเหมารวมเป็นภาษีฟุ่มเฟือย การไม่ได้ยกเว้นภาษีให้เขาทั้งหมด ที่ผมเรียกว่าแต้มต่อที่เขาให้กับเรา

เมื่อ ผลิตภัณฑ์อาหารนมและสินค้าประเภทเนื้อได้รับการลดหย่อนภาษี ก็เลยทำให้พี่น้องคนไทยได้บริโภคสินค้าดีมีคุณภาพราคาถูก การที่เครื่องดื่มประเภทนมจากต่างประเทศมีราคาถูกลงจนใกล้เคียงกับสินค้าที่ ผลิตได้เองในเมืองไทยนั้น เราก็ต้องมาวิเคราะห์เจาะ ลึกดูว่ามันมีผลกระทบถึงผู้ใดและหรือผลประโยชน์ไปทับซ้อนกับใครเข้า และก่อนที่จะบอกเล่าความจริงวันนี้ (จะถูกจับไปโยงกับนปชไหมนี่) ผมคงต้องพาท่านผู้อ่านย้อน กลับไปตั้งต้นกันที่ปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ในปีที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลโดยมีนายชวน
หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในเวลานั้นประเทศไทยเรายังไม่มีการลงนาม FTA ผลิต ภัณฑ์นมก็ยังไม่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ จึงมีบริษัทที่ผลิตเครื่องดื่มประเภทนมเพียงไม่กี่แห่ง นมสวนจิตรฯก็เป็นหนึ่งอยู่ในจำนวนไม่กี่แห่งที่ว่านี้

รัฐบาลพรรค ประชาธิปัตย์ในเวลานั้นมีโครงการให้กระทรวงศึกษาธิการจัดหาอาหารเสริมกลาง วันสำหรับเด็กนักเรียนทั่วประเทศ นั่นคือเครื่องดื่มนม และนมสวนจิตรฯก็ได้เลือกให้เป็นอาหารเสริมสำหรับเด็ก ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงต้องจำได้ และต้องจำได้อย่างแน่นอนถึงความอัปยศของโครงการนี้ ที่มีข่าวนมบูดบ้าง นมมีสารปนเปื้อนบ้างเป็นรายวัน ผมเขียนมาถึงตรงนี้เชื่อว่าท่านผู้อ่านคงต้องได้เห็นอะไรบ้างนะครับ และการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนในความรู้สึกของคนไทย ดังนั้นท่านผู้อ่านต้องช่วยกันหาคำตอบกันเอาเองนะครับ และเรื่องนี้มันมีความเกี่ยวข้องกับพรรคประชาธิปัตย์โดยตรงที่จะต้องตอบคำ ถามเอาเองว่า เป็นการหากินกับเด็กนักเรียนโดยเอานมสวนจิตฯบังหน้าเพราะขลังดีไม่มีใครกล้า ตรวจสอบ หรือหากมีการตรวจสอบก็ไม่มีใครกล้าเจาะลึก หรือพรรคประชาธิปัตย์มันว่านอนสอนง่ายและเป็นร่างทรงรับใช้ใคร จึงได้พยายามทุกวิถีทางที่จะต้องดันพรรคนี้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลให้จงได้ในเวลา นี้

ผลพวงจากการลงนาม FTA ในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ ส่งผลให้การส่งออกของประเทศมั่นคงแข็งแรงและสามารถค้ำจุนเศรษฐกิจของประเทศ อยู่รอดจนทุกวันนี้ ทั้งๆที่มีการทำรัฐประหารยึดอำนาจและป่วนเมืองมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และเรื่อง FTA นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งนี้ยังไม่รวมเรื่องหวยบนดินที่ไปทับซ้อนพวกเจ้ามือที่เป็นหัวคะแนนซึ่ง ก็มีอยู่ทั่วทั้งประเทศ ยังมีสงครามยาบ้าที่คุณทักษิณทะเล่อทะ ล่าประกาศออกไปทับซ้อนกับพวกพ่อค้ายา และที่สำคัญการที่หาญกล้าประกาศสงคราม
กับ ผู้มีอิทธิพลผลประโยชน์ก็ไปทับซ้อนกับกลุ่มมาเฟียทวงหนี้, กลุ่มเรียกค่าคุ้มครอง,เจ้าของบ่อนการพนันและกลุ่มที่หากินกับสิ่งผิดกฏหมาย ทั้งหมดนี้ก่อเกิดเป็นขบวนการที่มีผลประโยชน์มหาศาลโยงใยกับข้าราชการระดับ สูงเรียกเก็บค่าคุ้มครองอีกต่อหนึ่ง
ที่เรียกว่าส่วย ที่กล่าวมานี้ล้วนแต่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทำให้คุณทักษิณสมควรต้องตายทั้งสิ้น

คุณ ทักษิณแทบเอาชีวิตไม่รอดในหลายครั้งหลายหน ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดเครื่องบินหรือว่าคาร์บอมและการโค่นล้มทำลายที่ยัง เคลื่อนไหวไม่เลิกอยู่เวลานี้ ก็มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากผลประโยชน์ที่คุณทักษิณมีความพยายามที่จะหยิบยื่น ให้กับผู้ด้อยโอกาสให้มีโอกาสได้ทัดเทียมกัน แต่ดันไปทับซ้อนกับใครต่อใครที่มากด้วยอิทธิพลบารมีบวกอำนาจ การที่กลุ่มพันธมิตรฯสามารถทำการเคลื่อนไหวป่วนเมืองได้อย่างยาวนาน ก็เพราะมีเงินทุนสนับสนุนให้ทำการเคลื่อนไหว เงินทุนก้อนมหึมาสำหรับใช้จ่ายในการ
เคลื่อนไหว ก็มีที่มาจากการลงขันของกลุ่มต่างๆดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น เพื่อทำลายคุณทักษิณให้พ้นทาง การลงทุนเพื่อให้มีการดำเนินการด้วยวิธีสกปรกอย่างที่กลุ่มพันธมิตรทำอยู่ใน เวลานี้นี่แหละที่ผมพอใจที่จะเรียกมันว่าเป็น "ทุนสามานย์" อย่างแท้จริง

ขอให้แฟนอาคม ซิดนี่ย์และสมาชิกกลุ่มพลังปัญญาชนคนต่างแดนทุกคน ได้โปรด
ให้ความร่วมมือในการสนับสนุนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ของเพื่อนพ้องน้องพี่ชาว
เสื้อแดงรักชาติทุกครั้งที่มีการชุมนุม โดยเฉพาะวันที่ ๑ พฤษจิกายนศกนี้ ที่สนามกีฬารัชมังคลา หัวหมาก


อาคม ซิดนี่ย์
arkomsydney@yahoo.com.au
Copyright © 2008 arkomsydney
อ่านแล้วกรุณาส่งต่อ
ติดตามบทความย้อนหลังได้ที่ http://docs.google.com/View?docid=d7qgfs4_35fhp9tg

ไม่มีความคิดเห็น: