วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อุ๊ยเขายังไม่รับรองผลการเลือกตั้งซ่อมอีกหรือคะ

ผ่านมาก็ตั้งเกือบสามอาทิตย์แล้ว แค่เลือกตั้งซ่อมนะคะ
มีอยู่แค่เขตเดียว ตรวจสอบอะไรกันนักหนา สงสัยมีเรื่อง
ร้องเรียนมากมาย กองท่วมหัวท่วมหู แต่ละเรื่องคงเด็ดๆ
ทั้งนั้น เลยต้องตรวจสอบอย่างละเอียดหน่อย

ขนาดเจ้าตัวเขายังออกอาการเลยค่ะ ตามข่าว

"พนิช"ไม่หวั่นกกต.ยังไม่รับรองผลเลือกตั้ง

ว่าที่ ส.ส.กทม.เขต 6 พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ไม่หวั่นกกต.ยังไม่รับรองผลเลือกตั้ง
เชื่อเมื่อไม่ได้ทำผิดหรือทุจริต จึงไม่ต้องกังวลอะไร อีกทั้งเรื่องร้องเรียนทั้งหมด
ไม่เกี่ยวข้องกับตน แต่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม

นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ว่าที่ ส.ส.กทม.เขต 6 พรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ไม่หวั่นใจ
กรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ออกมาประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง
เชื่อเมื่อไม่ได้ทำผิดหรือทุจริต จึงไม่ต้องกังวลอะไร อีกทั้งเรื่องร้องเรียนทั้งหมดไม่
เกี่ยวข้องกับตน แต่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่สาม รวมถึงกรณีนายเทพไท เสนพงศ์
โฆษกประจำตัวนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย
ซึ่งยอมรับอาจทำให้เป็นประเด็นได้ เพราะสิ่งที่นายเทพไทพูดอาจจะขัดกับกฎหมาย
แต่ก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจาก กกต.

ไม่แค่ขัดกม.หรอกค่ะผิดกฎหมายเต็มๆเลยล่ะค่ะ
มีอย่างที่ไหน พูดจาใส่ร้ายผู้สมัครคนอื่น ทั้งๆที่ศาล
ยังไม่ตัดสิน และการพูดอาจมีผลในการตัดสินใจของ
ประชาชนที่มีสิทธิ์ลงคะแนน กฎหมายระบุไว้ชัดเจน
ก็รอดูว่ากกต.จะหาทางแถไปอย่างไรอีก แล้วก็ขอโทษ
เป็นการพูดออกสื่อสาธารณะได้ยินได้รู้กันโดยทั่วด้วย
และโทานี้ก็ไม่จำเป้นต้องทำผิดเอง เพียงแค่คนอื่นไปทำให้
แต่มีผลกับการเลือกตั้ง ก็ต้องโดนอยู่ดี เรื่องอย่างนี้มีการ
ตัดสินให้เป็นบรรทัดฐาน(โดยไม่ต้องมีบัญญัติ) ไม่เช่นนั้น
เวลาซื้อเสียงหรือด่าว่าคนอื่นแล้วอ้างว่าเจ้าตัวคนสมัครไม่รู้เรื่อง
กันทุกรายสิคะ

หากเป็นพรรคอื่นกระทำการดังกล่าวรับรองโดนใบแดง
ไปตั้งแต่ยังไม่ถึงวันเลือกตั้งด้วยซ้ำ แต่นี่เป็นพรรคพ่อพรรคแม่มัน
เลยพยายามทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่มันติดที่มีคนไปร้องไว้น่ะสิคะ

เรื่องมันเลยคาราคาซัง กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ประกาศผล
รับรองการเลือกตั้งก็ยังไม่ได้ ทั้งๆที่เจ้าตัว หน้าบานไปเป็นกิโลแล้ว
ฉลองไปก็คงหลายยกแล้วด้วย ซวยอิ๊บอ๋าย มีนายกฯ เอ๊ยโฆษก
นายกฯปากอมขี้ พ่นออกมาแต่ละทีเหม็นคลุ้งไปทั่ว

คิดก่อนพูด

[ภาพ: 7624_20100812news1.jpg]

เขาสอนกันนักหนาว่า"ให้คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด"
เพราะเมื่อพูดออกไปแล้วคำพูดจะเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ ยิ่งสมัยนี้
เทคโนโลยี่มันก้าวหน้า เมื่อก่อน อาจเคยเชื่อว่า"คนไทยลืมง่าย"
แต่ด้วยเทคโนโลยี่ปัจจุบัน ต่อให้เจ้าตัวคนพูด อยากจะลืมสักเพียงใด
อ้อนวอนสื่อให้เลิกลงข่าว แต่คำพูดก็ยังวนเวียนอยู่ในโลกไซเบอร์

ลองคุ้ยด้วยอากู๋ ทั้งภาพทั้งข่าวทั้งคำพูดที่พล่ามออกไปไม่เคยหายไปไหน
ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ยิ่งเป็นคนดัง พูดอะไรไว้ไม่เคยถูกลืม ดังนั้นการจะพูดอะไร
จึงต้องคิดก่อนพูดมากกว่าคนธรรมดาสามัญ

โดยเฉพาะการพูดทำนองที่เป็นการแสดงปาฐก ยิ่งต้องมีการเตรียมการ
ใช่ว่าอยู่ดีๆถูกไมค์จ่อปาก คิดไม่ทันเลยหลุดปากไปสักหน่อย แต่นี่เป็น
การเตรียมมาพูด แสดงว่าต้องมีการกลั่นกรองเตรียมการมาอย่างดี

ยิ่งการออกมาแก้ข่าวว่า นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ยอมรับผิดกรณีคำพูด
ที่ไม่เหมาะสมที่กล่าวเปรียบเทียบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสมือน
อภิสิทธัตถะ เตรียมไปขอขมามหาเถระสมาคม 20 ส.ค.


นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้เข้าชี้แจงต่อ คณะกรรมาธิการการศาสนา
ศิลปและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ เป็นประธาน
กรณีคำพูดที่ไม่เหมาะสมที่กล่าวเปรียบเทียบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
เสมือน "อภิสิทธัตถะ" โดยมีพระเทพดิลก เลขาธิการศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา
แห่งประเทศไทย และประธานศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา ผู้เสนอญัตติ
เข้าร่วมรับฟังด้วย

นายไพบูลย์ กล่าว ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่พระพุทธศาสนา ยอมรับคำพูด
ของตนได้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย
ซึ่งตนยินดีที่จะขอโทษในสิ่งที่
ได้กระทำลงไป และพร้อมจะไปขอขมาต่อมหาเถระสมาคมด้วยตัวเอง
ในวันที่ 20 ส.ค. นี้




โถๆ อายุก็แก่เกินแกงแล้ว จะว่าพูดโดยไม่คิดได้อย่างไร จากคำชี้แจงก็บอก
แล้วว่าตั้งใจจะพูดยกย่องเช่นนั้น เพียงแต่ไม่คิดว่ามันจะสร้างความกังวล
ให้กับหลายฝ่าย มันไม่ใช่แค่สร้างความกังวลหรอกพ่อง มันยังสร้างความขัดเคือง
ที่คนเขาเห็นว่ามันเป็นการเลียกันเกินไป ไม่สมควรต่างหาก

ถ้าเป็นเด็กเป็นเล็ก ก็ไปอย่าง สมอง ประสบการณ์มันยังน้อย ก็เลยพล่ามไปเรื่อย
แต่นี่อายุก็ไม่น้อย ผ่านการผ่านงานมาก็ไม่เบา ครั้งล่าสุดก็เป็นถึงรมต.พม.จะพูด
พล่อยๆได้อย่างไร การพูดก็รู้ว่าเตรียมการมาอย่างดีแล้ว อุตส่าห์ประดิษฐ์ประดอย
ถ้อยคำสวยหรู แต่เผอิญมันไม่ได้ผ่านสมองน่ะสิ

แก่จนป่านนี้ยังต้องให้สอนอีกหรือว่า ให้"คิดก่อนพูด"

อยากเขียนถึงลูกถึงหลาน

คงไม่ผิดที่จะเรียก"น้องเดียร์"ลูกเสธ.แดงว่าเป็นลูกเป็นหลาน
เพราะอายุอานามก็ไล่เลี่ยใกล้เคียงกับลูกๆของตัวเอง

จากข่าวสานต่อพรรคเสธ.แดง'เดียร์'ยืนข้างเสื้อแดง

ลูกสาว "เสธ.แดง" ประกาศเจตนารมณ์สานต่อพรรคขัตติยะธรรม พร้อมกับประกาศตนเป็นคนเสื้อแดงเต็มตัว
เตรียมทำกิจกรรมร่วมกับแฟนคลับของพ่อ เชิญชวนให้ร่วมสมัครเป็นสมาชิกพรรคให้ครบตามข้อกำหนดของ กกต.
ยืนยันส่งผู้สมัคร ส.ส. แน่ ชูนโยบายเปลี่ยนแปลงระบบยุติธรรมในประเทศไทย เล็งนำระบบลูกขุนมาใช้พิจารณาคดี
รู้ว่ายากแต่ต้องการลดความสองมาตรฐาน และหากพรรคได้ ส.ส. จะยืนเคียงข้างพรรคเพื่อไทยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล

อยากจะเตือนหลานเดียร์ว่า หากอยากเล่นการเมือง ไม่ต้องตั้งพรรคการเมืองหรอกลูก
จริงอยู่พรรคคุณพ่อตั้งเอาไว้ให้แล้ว การสานต่อสิ่งที่คุณพ่อทำไว้มันก็ดีอยู่หรอก
แต่มันไม่ใช่บริษัทห้างร้านนะลูก ไม่ใช่ธุรกิจที่ต้องสานต่อ พรรคการเมืองเป็นเรื่องยุ่งยาก
เป็นแหล่งรวม เสือสิงห์กระทิงแรด ล้วนเข้าการเมืองมาเพื่อหวังกอบโกย ตักตวงทั้งสิ้น

เว้นแต่ว่าลูกหวังจะเป็นพรรคเล็กที่เป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลตามที่เสี่ยสุวัจจน์
กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า'สุวัจน์'ฟันธงเสียงพรรคเล็กชี้ขาดตั้งรัฐบาล

แต่หนูรู้หรือเปล่าว่าการตั้งพรรคการเมืองมันยาก ไม่เชื่อหนูลองไปถามไอ้ลิ้มดูสิลูก
ไหนจะค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ต้องกล่าวถึงการเลือกตั้งหรอกลูก การแค่รักษาพรรคให้คง
อยู่ ก็ใช้แต่เงินทั้งนั้น เขาถึงได้ว่าหากจะเล่นการเมืองมันต้องมีการลงทุน ดังนั้น
เมื่อได้รับเลือกมาแล้วก็ต้องถอนทุน จนกลายเป็นนักการเมืองมูมมามไงลูก

ไม่เถียงหรอกที่มีคนรักเสธ.แดงมาก แล้วความรักก็ส่งต่อมาถึงหนู หากหนูลงรับเลือกตั้ง
ก็อาจได้รับเลือก ด้วยศักยภาพของตัวหนูเอง แต่จะให้ได้มาทั้งพรรค เอาแค่ 10คนน่ะ
ใครๆก็รู้ว่ายากเย็นแสนเข็ญ

หากหนูยืนยันที่จะอยู่เคียงข้างพรรคเพื่อไทยจริง ทำไมไม่ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคเขาเลยล่ะลูก
อาจได้รับการเสนอชื่อให้ลงรับเลือกตั้งในนามพรรค ซึ่งทั้งกระแสส่วนตัวของหนูเองและ
กระแสพรรค มันจะช่วยให้หนูได้เป็นสส.สานต่ออุดมการณ์ของพ่อได้เช่นกัน

ที่เขียนมานี่ก็เพียงเพื่อสะกิดเตือนเล็กๆว่า อย่าหลงไปตามกระแส อย่าหลงไปกับ
คนที่มาเชียร์มายุยงให้ตั้งพรรค(ดำรงค์พรรคอยู่ต่อไป)เลยลูก จากประสบการณ์ตรง
เมื่อก่อนคุณพ่อของผู้เขียนก็เคยเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองนะลูก ตั้งกว่า30ปีแล้วมั้ง
ครั้งนั้นก็ได้สส.ร่วมพรรคมา3คนนะลูก แต่หมดเงินไป มากจนไม่อยากจะคิด
ยิ่งรธน.ปัจจุบันที่เอื้อต่อการขายตัวง่ายๆของสส. เพราะเขาสามารถซื้อตัว
ย้ายพรรคได้โดยง่าย แล้วไอ้ที่หนูลงทุนลงแรงไป มันจะคุ้มหรือ เพราะในที่สุด
มันก็กระโดดหนีหนู ย้ายไปอยู่พรรคอื่น ก็เท่ากับว่าที่หนูลงแรงมาเสียเปล่า

ด้วยความรักและห่วงใยเยี่ยงหนูเยี่ยงลูกหลาน จึงเขียนมาติงเพื่อให้ฉุกคิดเท่านั้นเอง
อย่าโกรธ อย่าว่าเลยนะ เป็นเพราะหวังดีจริงๆ

1ประเทศ 2 มาตรฐาน

ภายใต้พรก.ฉุกเฉินเดียวกัน แต่เลือกปฏิบัติ ดูง่ายๆจากการจับบ.ก.ลายจุด
ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2553 ในการนำผู้ชุมนุม
นำผ้าสีแดงไปผูกที่ป้ายแยกราชประสงค์ แต่อ้างว่าเป็นการจับกุมเนื่องจาก
การชุมนุมของนายสมบัติ เมื่อวันที่ 21 พ.ค.53ยังอยู่ในช่วงที่ มีการประกาศ
พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ซึ่งห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และเมื่อถูกจับ
ไปกักขังแล้ว นายสมบัติได้ร้องขอให้ปล่อยตัว ศาลไม่อนุมัติเพราะกลุ่มผู้ร้องได้
ชุมนุมกันมากถึง 80 คน อีกทั้งมีการนำภาพถ่ายเหตุการณ์ที่แยกราชประสงค์
มาเผยแพร่ จึงถือว่าเป็นการชุทมนุมทางการเมือง


[ภาพ: news_img_340989_1.jpg]

ด้วยเหตุผลนี้จึงต้องจับกักขังไว้ต่อไป เรื่องนี้ไม่ว่ากัน หากเป็นเพราะข้อหาเก่า
ไม่ได้จับเพราะไปผุกผ้าแดง ต่อมายังได้จับนายนทีไปอีก แต่ก็ต้องปล่อย
เพราะนายนทีไม่ได้ผิดพรก. แต่ดันไปผิดข้อหาส่งเสียงดังในที่สาธารณะ
จึงทำได้เพียงปรับแล้วปล่อยตัวไป

หากจะจับนายสมบัติด้วยเรื่องผิดพรก. ก็ยังมีข้อสงสัยกับการการชุมนุม
ของเหลาสลิ่มที่จัดถี่มากในช่วงมีการชุมนุมของคนเสื้อแดง แน่นอน
อยู่ภายใต้พรก.เดียวกัน ต่างกันเพียงแค่ไม่ได้ออกมาด่ารัฐบาลแต่ออกมาสนับสนุน
และเชียร์รับบาลอย่างออกนอกหน้า การชุมโดยพวกสลิ่ม นำโดยหมอตุลย์
มีขึ้นหลายครั้งแต่ก็ผ่านไปด้วยดี ไม่ต้องโดนข้อหาอะไร

แต่ที่มันน่าตกใจคือ การชุมนุมของคนพิการทางสายตาที่มาเรียกร้อง
เรื่องโคว์ต้าการจำหน่ายสลากกินแบ่ง แต่ตำรวจท่านไม่ฟังอีร้าค่าอีรม
เหมารวมว่าเป็นการทำผิดพรก.

ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมได้ฝ่าแผงเหล็กกั้นเข้าบริเวณถนนหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ริมคลองเปรมประชากร
โดยมี พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 นำกำลังตำรวจ
จำนวน 1 กองร้อยมาควบคุมการชุมนุม พร้อมเจรจาให้ถอยออกไป แต่เมื่อการเจรจา
ไม่เป็นผลจึงสั่งการให้ตำรวจพร้อมโล่ประจำกายเรียงแถวหน้า กระดานเพื่อผลักดัน
กลุ่มผู้ชุมนุมให้ออกไปจากพื้นที่ ทำให้เกิดการปะทะกันเล็กน้อย โดยมีผู้ชุมนุม
บางส่วนโดดลงน้ำหนีการจับกุม


[ภาพ: 31391_133307080018816_100000185739604_37...9490_n.jpg]

นึกภาพเอาเถิดค่ะ ไล่คนพิการอย่างกับหมูกับหมา แต่เนื่องจากคนพิการเหล่านี้
ไม่มีพวกหัวหมอ ที่จะอ้างได้ว่า ไม่ได้มาชุมนุมทางการเมือง หลังเหตุการณ์สงบ
แกนนำผู้ชุมนุม 20 คนถูกจับดำเนินคดีฐานผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โทษจำคุก 2 ปี
ปรับ 40,000 บาท


[ภาพ: 12759857101275985796l.jpg]

เอ่อ ต่อมาได้มีการชุนุมของเหล่าพธม. (พ่อทุกสถาบัน) โดยอ้างว่าไม่ได้เป็น
การชุมนุมทางการเมือง แต่มาแสดงออกถึงความรักชาติ (อาการเดียวกับการออกมากู้ซาก
เอ๊ยชาติ เมื่อครั้งก่อนที่บุกยึดมันหมดทั้งทำเนียบ สถานีโทรทัศน์ สนามบิน ก็เห็นท่าจะ
หลุดรอดในทุกกรณี เพราะนาโย้ก มาร่วมด้วยทุกครั้ง (ตั้งแต่สมัยยังไม่เป็นนาโย้ก
จนมาเป็นแล้ว ก็ยังมาร่วมด้วยทุกครั้ง ฮา)

[ภาพ: CIMG1788.jpg&cat=17&pid=...ache=false]

ขออภัยหาภาพนาโย้กไปร่วมชุมนุมมาประกอบไม่ได้ค่ะ

ประเทศนี้มันจึงพิพักพิพ่วน พิลึกกึกกือ เล่นพรรคเล่นพวก จนมองไม่เห็นความ
ถูกผิด กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย มันจึงเป็นแค่เพียงกฎหมา ที่หมามันคอยเห่ารับกัน
เป็นทอดๆในยามดึกสงัดนั่นแล

ใครที่รู้..คนทำนั่นแหละรู้

อ่านเรื่องอ.ชา ท่านสอนเรื่อง"การรักษาศีล"
ท่านว่า

การรักษาศีลก็คือมาดูกาย มาดูวาจาของเรานี้
ใครจะเป็นคนดู จะเอาใครมาดู เวลาไปฆ่าสัตว์ใครเป้นคนรู้ มือนั้นหรือเป้นผู้รู้
หรือใครรู้ จะไปขโมยของเขา อย่างนี้ใครจะเป็นผู้รู้ จะไปประพฤติผิดในกาม
ใครหรือเป็นผู้รู้ก่อน กายนี้หรือมันรู้ เราจะพูดเท็จ อย่างนี้เป้นผู้รู้ก่อน เราจะพูด
คำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ อย่างนี้ใครรู้ก่อน ปากนั่นหรือมันรู้ หรือคำพูดมันรู้ก่อน
ให้พิจารณาดู

ใครมันรู้ก็ให้ผู้นั้นแหละรักษามัน ใครเป็นผู้รู้ก็ผู้ผู้นั้นแหลพดู ผู้ใดรู้ผู้นั้นรักษา
เอาผู้ที่มันพาผู้อื่นทำนั่นแหละ

มันพาทำดี มันพาทำชั่ว เอาผู้ที่มันพาทำนั่นมารักษา...


ดังนั้นคนจะรักษาศีลได้ ต้องรู้จักตัวเองก่อน การมาบอกให้คนอื่นรักษาศีลห้า
โดยที่ตนเองยังไม่รู้เลยว่าตัวทำอะไรลงไป ยังไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ปฏิเสธอยู่ตลอดเวลา
ว่าไม่ได้เป็นคนสั่งฆ่า ไม่ว่ากัน คนเราทำอะไรก็รู้อยู่เต็มอก ถึงจะปฏิเสธ
กับคนอื่นได้ แต่ในใจของตัวก็ต้องรู้อยู่ดี

เมื่อวานฟังคุณสุนัย จุลพงศธร พูดที่ราชบุรี แล้วชอบใจมาก เธอว่า
"อภิสิทธิ์ห้ามใครพูดว่า สั่งฆ่าประชาชน จะฟ้องทุกคนที่พูด แต่อยาก
ถามว่าถ้าไม่ได้สั่งฆ่า ทำไมไม่สั่งห้าม เมื่อรู้ว่าจะมีการฆ่า"

อันนี้น่าสนใจนะคะ ผิดกฎหมายด้วย เพราะเห็นเขาจะฆ่าคนแล้วไม่ห้าม
ต้องโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิด กฎหมายอาจเอาผิดไม่ได้ เพราะมีพรก.ฉฉ.
คุ้มกะลาหัวอยู่ แต่กฎแห่งกรรมคงเลี่ยงไม่ได้ ทำอะไรไป พูดอะไรไป ต้องรู้อยู่แก่ใจ
ปฏิเสธไม่ได้ ความจริงมันจะตามหลอกหลอน

เรื่องแปลกเรื่องที่สอง

ก็บอกแล้วประเทศนี้มันแปลก ปากบอกว่าปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
แต่ยังมีคนออกมาบอกว่า "ประชาธิปไตย ไม่ได้แปลว่าเสียงส่วนใหญ่สำคัญ"
อ้าวเพ่ งั้นต้องมาเรียนภาษาไทยกันใหม่ อธิปไตยแปลว่าเป็นใหญ่ไม่ใช่หรือ
ประชาธิปไตย จึงแปลว่าประชาชนเป็นใหญ่ เมื่อประชาชนเป็นใหญ่ แต่ทุกคนเข้่า
มาทำงานพร้อมกันไม่ได้ จึงต้องมีการเลือกตั้งผู้แทนของปวงชนเข้าไปทำหน้าที่
ในสภาผู้แทนราษฎร ชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นสภาของผุ้แทนประชาชน ประชาชนเขา
เลือกเข้ามาเอง หวังว่าจะให้มาทำหน้าที่แทนตน เป็นปากเป้นเสียงแทนตน
และยังหวังว่าจะมาเป็นรัฐบาลเพื่อ ผลักดันนโยบายที่เอาไปใช้หาเสียงให้ได้
เห็นเป็นรูปธรรม

ดังนั้นหากประชาชนเลือกพรรคใดมาก ก็เพราะหวังว่าจะได้มาเป็นรัฐบาล
แต่แปลกแฮะ ประเทศนี้ไม่ยักจะเป็นอย่างนั้น เพรานักการเมืองผุ้คร่ำหวอด
ออกมาฟันธงว่า‘สุวัจน์’ฟันธงเสียงพรรคเล็กชี้ขาดตั้งรัฐบาล

โอ้ละหนอการเมืองไทย ก็ที่เป็นพรรคเล็ก เพราะคนเขาไม่ค่อยเชื่อถือ เขาเลยไม่ได้
เลือกกันมาให้มากๆ ใช่ไหมล่ะ แต่ประเทศนี้ กลับกลายเป็นว่า พรรคเล็กพรรคน้อยเหล่านี้
กลายเป็นตัวชี้ขาดในการจัดตั้งรัฐบาล กล่าวคือ หากพรรคเล็กพรรคน้อยเหล่านี้
ยกมือโหวตให้พรรคใด พรรคนั้นก็จะกลายเป็นรัฐบาลทันที โดยลืมความจริงที่ว่า
ประชาชนเขาไม่ได้ปราถนาเช่นนั้น

แล้วอย่างนี้จะว่าเมืองไทยไม่แปลกอย่างไรได้ รู้ทั้งรู้ว่าพรรคเล็กพรรคน้อยเหล่านี้
ไม่ได้มุ่งหวังประโยชน์ของชาติและบ้านเมือง แต่เอาประโยชน์ของตัวและพวกพ้องเป็นหลัก ใครให้ค่าตอบแทนดีกว่า ตำแหน่งมากกว่า ก็จะเฮละโลไปเข้าข้าง แล้วประชาชนได้อะไร

เมื่อไหร่หนอ คนไทยจะยกเลิกอัตตา เลิกคิดว่า"ตัวกูของกู" หากรู้ว่าไม่แน่จริง
แทนที่จะออกไปตั้งพรรคเล็กๆไว้คอยเก็บเกี่ยว ก็น่าจะเข้าไปรวมกับพรรคใหญ่ๆ
ที่ตนเองศรัทธาและเชื่อมั่น เพื่อการเมืองไทยจะได้ ดูดีขึ้น ไม่ใช่คอยวิ่งกันฝุ่นตะหลบ
เวลาจัดตั้งรับบาล แต่อย่างว่าเรื่องนี้คงเป็นแค่เรื่อง"พูดง่ายแต่ทำยาก" ที่ทำให้ประเทศนี้แปลกอีกเรื่องหนึ่ง

มันแปลกดีนะ

ประเทศนี้มีอะไรแปลกๆมากมาย เช่นฆ่าคนตายเป็นผักปลา กลับบอกว่า
ไม่ได้ฆ่า สงสัยฆ่ากันเอง ทั้งๆที่ภาพถ่าย วิดีโอชัดเจน พยานบุคคลก็มี
ยังเถียงไปได้ข้างๆคูๆ(ทั้งที่เดี๋ยวนี้คูคลองถูกถมไปหมดแล้ว) พอเถียงข้างๆคูๆ
มันเลยไม่ตกคลอง เกิดความจริงตกคลั้กอยู่กลางถนน ประจานไปทั่วโลก

มีเรื่องนี้เกิดขึ้นมาอีก ที่นับว่าประหลาดสุดๆ ก็จะเรื่องอะไรเสียอีก เรื่องการติดสินบน
เมียอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษของไทย หลักฐานเห็นอยู่ชัดๆ ผู้ใหญ่ของรัฐออกมาการันตีเอง
เลยว่าไม่เกี่ยวกัน ปฏิบัติหน้าที่เป็นคนทำการสืบสวนคนอื่นด้วยวิธีพิเศษต่อไปได้
สมดังชื่อกรมในภาษาอังกฤษ Double Standard Investigation หรือในชื่อไทยว่า
กรมสอบสวนด้วยวิธีพิเศษ (กล่าวคือ ตั้งข้อหาก่อนลอยๆ แล้วค่อยไปหาหลักฐาน
มาปรักปรำ หากไม่สำเร็จ ให้หาเรื่องใหม่มากลบเรื่องเก่าเพื่อให้คนลืม)

ที่ผ่านมานายธาริตทำหน้าที่ได้ดี และยังมั่นใจว่าจะทำหน้าที่ได้ดีต่อไป. นายสุเทพกล่าว
และว่า ไม่กังวลว่าการถูกดิสเครดิตของนายธาริตจะกระทบมาถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาล
เพราะบอกว่าแล้วต้องรู้จักแยกแยะ


จ้าประเทศนี้ต้องแยกแยะจริงๆ ขนาดคนที่ต้องบริสุทธิ์และเป็นกลางในการทำงาน
มีเรื่องมัวหมอง เมียดูท่าจะทุจริต กินสินบาทคาดสินบน กลับบอกว่าไม่เกี่ยวกัน

แต่เอ๊ะ เมียซื้อที่ ผัวเซ็นยินยอม กลับทำไม่ได้ ต้องเอาผิดผัวถึงขั้นโทษติดคุก
2ปี (แล้วบอกว่าเป็นคดีอาญา ออกหมายจับไปทั่วโลก แต่เขาไม่เล่นด้วย
เพราะชื่อก็บอกว่าเป็นคดีอาญาแผนกนักการเมือง ถ้าแน่จริงต้องเอามาฟ้อง
ศาลอาญาปกติ ดูซิว่า เซ็นชื่อให้เมียซื้อที่(จากการประมูลที่ไม่ผิด คนซื้อไม่ผิด
คนขายไม่ผิด แต่จะเอาผิดคนเซ็นชื่อรับรองว่าเป็นเมีย)

เรื่องมันจึงแปลก รายหนึ่งซื้อโดยถูกต้อง เพียงแค่สามีเซ็นรับรองมีโทษผิดถึงติดคุก
แต่อีกรายถูกกล่าวหาว่าภรรยากินสินบน เอาล่ะยังไม่ได้มีการพิสูจน์ว่าผิดหรือถูก
แต่ก็ต้องยอมรับว่าข่าวนี้ทำให้มัวหมอง ทางที่ดีน่าจะให้หยุดงานเอาไว้ก่อน เพื่อ
ทำการพิสูจน์ ไม่ใช่ออกมาถูลู่ถูกังว่า"ไม่มีผลต่อความเชื่อมั่น" โอ้แม่เจ้า ท่าทางสีข้าง
คงถลอกปอกเปิกเสียละมัง จะว่าไม่กระทบความเชื่อมั่นได้อย่างไร

เพราะข่าวการเรียกรับสินบนเพื่อให้ปลดล็อก รายชื่อที่ถูกอาญัติเงินก็ดังกระหึ่ม
แม้ไม่มีหลักฐานเอาผิดได้ แต่ข่าวที่ออกมาก็ทำให้ความน่าเชื่อถือของกรมนี้สั่นคลอน
ตะแบงทำกันต่อไป ไม่ว่า แต่กรณีนี้หลักฐานชัดเจนว่ารับเงินเขามาแล้วจริงๆ
ถึงจะดิ้นว่าเป้นค่าบริการบางอย่าง แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นค่าอะไร แล้วใครจะ
ไปมั่นใจว่า กรมนี้ทำงานกันอย่างบริสุทธิืยุติธรรม เฮ้อ

ยิ่งตัวหัวหน้ากรมออกมาให้ข่าวสื่อต่างๆนาๆ และในที่สุดก็พบว่าไม่จริง
เช่นกรณีจับนายสุรชัย เทวรัตน์ ออกมาแถลงข่าวคนเดียวว่าผุ้ต้องหารับสารภาพ
ว่าก่อกรรมทำเข็ญถึง 8 ครั้ง แต่พอนักข่าวไปเจอเตัวเป็นๆ นายสุรชัยกลับ
บอกนักข่าวว่า อย่าพูดถึงเรื่องการยิงM 79 เลย แค่ปืนธรรมดายังยิงไม่เป็น
แล้วอย่างนี้จะให้เชื่อมั่นการทำงานของกรมที่เอาชีวิตคนไปแขวนบนเส้นด้าย
ได้อย่างไร