วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ถามจริงๆ เห็นรูปนี้แล้วนึกถึงใคร

เผอิญได้อ่านคอลัมน์"นี่สิโดนใจ" ในนสพ.โลกวันนี้วันสุขฉบับล่าสุด
เลยไปค้นภาพข่าวเอามาโชว์ เพราะโดยส่วนตัวพอเห็นภาพปุ๊บมันวาบ
นึกถึงใครบางคนในเมืองตอแหลแลนด์จริงๆ

จากข่าวนี้น่ะค่ะhttp://www.dailymail.co.uk/news/article-1291062/Sorry-think-Im-rubbish--meet-busker-plays-BIN.html

วันอาทิตย์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

แฟ้บ

FAB เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่ปี 2493นะคะเป็นยี่ห้องผงซักฟอก
ที่แปลกใหม่และดูทันสมัยมากๆ คาดว่าสมัยก่อนแต่โบราณกาล
เราคงใช้แต่น้ำด่างซักผ้า แล้วคงไม่สะอาดนัก คงต้องเตรียมน้ำด่างกันเอง

ต่อมาคงใช้สบู่ซันไลต์ ซักมังคะ แต่มันก็คือสบู่ มันเป็นก้อน ซักยาก
จนพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วย ก็คือหมอนี่ล่ะค่ะ FAB ย่อมาจาก faster and better

การที่เป็นผงก็ง่ายแก่การใช้ เอาใส่กาละมังตีฟอง แล้วเอาผ้าใส่
แหมมันมีฟองขึ้นมามากมายน่าตื่นเต้น ส่วนจะซักได้สะอาดกว่า
จริงหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ฟองที่เกิดก็ทำให้หลงเชื่อไปแล้วว่าวิเศษ

ตั้งแต่นั้นมา ถึงจะมีผงซักฟอกยี่ห้ออื่นเข้ามา โด่งดังแล้วก็สูญหายไปจากตลาด
คนก็ยังเรียกขานผงซักฟอกว่า"แฟ้บ"อยู่ดี แม้ปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่จะเลือนไป
ชักไม่ค่อยรู้จักแฟ้บ แต่ก็คิดดูว่าใช้เวลานับ60ปี ที่คนจะลืม แฟ้บ
แล้วหันมาเรียกผงซักฟอก

เกริ่นมาเสียยาว ก็เพียงเพื่อ จะบอกไอ้คนโง่ๆที่บริหารบ้านเมือง
ว่าคนเขาไม่ลืมคนแรกหรอก ต่อให้ใช้ความพยายาม ใช้เงินทอง
ทุ่มลงไปมากมายสักเพียงใด ชื่อ"ทักษิณ ชิณวัตร"ก็ยังอยู่ใน
ความทรงจำของชาวบ้านตลอดไป

การคิดตื้นๆง่ายๆว่าคนรักทักษิณเพราะประชานิยม เลยทุ่มเงิน
เข้าไปสุดฤิทธิ์ ทุ่มเข้าไปมากกว่า เพื่อจะให้เขาลืม คนที่นำมา
มอบให้เป็นคนแรก มันยาก อาจทำได้ แต่ต้องใช้เวลา จากตัวอย่าง
ของคำว่าแฟ้บ ก็คงใช้เวลาอีกประมาณนั้น 60ปี จะอยู่กันถึงไหมล่ะ

ประชานิยมของคุณทักษิณไม่ใช่สักแต่ว่าผุดโครงการขึ้นมาร้อยแปด
ไม่ใช่สักแต่ว่าทุ่มเงินลงไปมหาศาล แต่จะเพราะอะไร ทำอย่างไร
คนถึงยังรักยังศรัทธา ก็ ไม่ลองคลานเข้าไปขอโทษและขอคำ
ปรึกษาดูหน่อยหรือ คุณทักษิณ คงไม่ใจจืดใจดำปิดละมั้ง

การทำตามเหมือนตาบอดคลำช้าง (เพราะเมื่อเขาทำ ก็ปิดหู
ปิดตา ตัวเอง ไม่ศึกษา ดูวิธี เอาแต่ก่นด่า เพราะนึกว่าเป็น
หน้าที่ของฝ่ายค้าน) พอมาเป็นรัฐบาลเองมันเลยยาก
สู้อุตส่าห์กวาดต้อนคนที่เคยอยู่ร่วมรัฐบาลเดิมไปอยู่ด้วย
เพียงหวังว่าเขาจะรู้ทริ้ก เหอๆ ดั๊นไปเอาไอ้คนไม่เอาไหน
(ก็อย่างว่าแหละนะ คนดี มีอุดมการณ์ ใครเขาจะไปเข้าร่วมขบวนการปล้นอำนาจ)

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ แฟ้บก็ยังเป็นคำเรียกผงซักฟอกต่อไป
นายกฯที่ดีที่สุดก็ยังเป็นของคุณทักษิณไปอีกนาน

วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ขออำลาประชาไท

เมื่อเพื่อนรักบอกลาจะไปแล้ว
ใจก็แป้วเหวโหวโอ้ความหลัง
เคยอยู่เคียงเรียงถ้อยให้พลัง
เป็นเหมือนดังเพื่อนรักคอยทักทาย

ได้พบเพื่อนต่างมากันต่างถิ่น
เคยได้รินน้ำใจไม่ขาดสาย
บางครั้งโกรธบางครั้งด่ากันประปราย
แต่ก็หมายมุ่งมาประชาไท

นับแต่นี้ที่ห่างไปไม่เห็นหน้า
จะเหว่ว้าหากันนั่นไฉน
โอ้เพื่อนรักมาจากพรากไปไกล
อีกเมื่อใดจะได้พบประสบกัน

คำขอโทษ ขอบคุณหนุนท่วมปาก
อยากจะฝากให้หนามาปลอบขวัญ
คุณนุชนั้นคงเหนื่อยทุกวารวัน
เป็นเพื่อนกันที่ฉันรักสมัครปอง

หากทำผิดพลั้งไปอภัยด้วย
ไม่อาจช่วยคลายทุกข์ให้หายหมอง
ขออวยพรให้หัวใจเป็นดั่งทอง
ภัยไม่ต้องสุขนั้นทั้งใจากาย

พุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอนว่า
ทุกสิ่งหนา"ไตรลักษณ์"ประจักษ์หมาย
"มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมคลาย
จึงเขียนลายลักษณ์ลิขิตคิดบอกลา

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ย่ามใจ

ลองคิดย้อนนอนนึกระลึกชาติ
โอ้อุบาทว์ชาติหมาน่าฉงน
ออกอาวุธเข่นฆ่าประชาชน
แต่รับผลที่ทำไปไม่เท่ากัน

เริ่มยุคแรกจัดส่งตรงไปโน่น
จนไกลโพ้นแผ่นดินสารขันธ์
ใช้ชีวิตหดหู่อยู่นานวัน
กว่าจะผันคืนถิ่นแผ่นดินทอง

แต่ไม่นานคนใหม่ให้ลาออก
ไม่ต้องบอกมาจากพรรคสยอง
อยู่เคียงคู่เมืองไทยในทำนอง
เห็นว่าต้องมีเป็นยันต์ไว้กันภัย

ผ่านมาอีกนานโขโอ้ซ้ำซาก
สั่งทหารมาพรากชีพตักษัย
คราวนี้หรือก็เพียงลาออกไป
แต่ว่าไม่เอาผิดติดตามตัว

แม้นเข่นฆ่ามากมายไม่ลำบาก
อยู่บนซากชีวิตจิตใจชั่ว
จึงทำผิดซ้ำแล้วไม่เกรงกลัว
รูกันทั่วแต่ทำไงไทยครื้นเครง

ครั้งล่าสุดหยุดยั้งยังไม่ได้
พรากชีพไปใกล้ร้อยคอยข่มเหง
ครั้งนี้ดีกว่าเก่าเขาร้องเพลง
แล้วกระเตงอุ้มต่อหล่อไม่ลง

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ร้องหากรรมSat, 07/03/2010 - 11:41 | by ป้าปากเกร็ด | Vote to close topic มีชีวิตจิตใจใช่ผักหญ้า ที่จะฆ่าทิ้งไปไม่แลเหลียว มีพ่อแม่พี่น้องฟ้องกันเกลีย

มีชีวิตจิตใจใช่ผักหญ้า
ที่จะฆ่าทิ้งไปไม่แลเหลียว
มีพ่อแม่พี่น้องฟ้องกันเกลียว
จะมาเที่ยวยิงทิ้งกลิ้งเกลื่อนเมือง

มีหัวใจได้นึกรู้สึกเจ็บ
และจะเก็บความแค้นแน่นเอาเรื่อง
ที่ทำไปมีหรือใจไม่ขัดเคือง
คิดฟุ้งเฟื่องเรื่องให้เลือนแล้วลืมไป

ต่อให้ผ่านพ้นวันอันขื่นขม
ก็ยังจมถมน้ำตาหาลืมได้
ไม่เห็นคนรับผิดคิดอะไร
แล้วมาให้จบเสียทีที่ระยำ

ลองคิดดูผุ้สูญเสียเมียและลูก
จะไม่ผูกใจเจ็บเก็บความช้ำ
ลองใส่ใจได้คิดลิขิตกรรม
ที่ได้ทำกับเขาเอามาตรอง

ใช่ร้องเพลงเครงครื้นแล้วยืนยิ้ม
นึกกระหยิ่มว่าพ้นภัยไม่เศร้าหมอง
ถึงกฎหมายยกให้ในทำนอง
ก็จะร้องเรียกกรรมมาทำงาน

มีชิตจิตใจใช่ผักหญ้า
ถึงชาตินี้ชาติหน้าหาหลักฐาน
เอาผิดคนที่ระยำทำตำนาน
เข่นฆ่าผลาญชีพวายต้องตายตาม

วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ยิ้มไม่ออก

อนุสนธิจากกิจกรรมมากมาย ล่าสุดได้รับSMS จากAIS
เอากะเขาด้วยจัดรายการ Smile@Ratprasong
ไม่ทันได้อ่านรายละเอียด กดลบทิ้งไปก่อน ได้แต่แต่ง
กลอนนี้บอกให้รู้ว่า "ยังยิ้มไม่ออก"

วันที่ยังฟังเพลงไม่เห็นเพราะ
จะหัวเราะก็ยังไม่เต็มเสียง
วันที่ฟ้ามืดคล้ำยังลำเอียง
วันที่ความธรรมเที่ยงยังไม่มี

จะให้ยิ้มอิ่มใจกระไรได้
วันที่ใจยังช้ำย่ำศักดิ์ศรี
จะให้ลืมหรือไรไม่ไยดี
วันที่มีคำลวงให้ลืมกัน

ยังเป็นคนมีหัวใจไม่ใช่หุ่น
ไม่ให้ขุ่นข้องใจให้สุขสันต์
ทำไม่ได้ให้แย้มยิ้มในทันควัน
ขอเวลาให้ฉันได้ทำใจ

ขอเวลาเยียวยารักษาจิต
ยังไม่คิดจะเลือนลืมลงได้
ทั้งคนเจ็บคนหายอกอกเกลื่อนไป
ให้อภัยไม่ลงคงอีกนาน

คนที่ทำความผิดต่อผู้อื่น
ต้องหยิบยื่นคำขอโทษนั่นพื้นฐาน
คนฆ่าคนต้องเอาไปประจาน
ว่าสามานย์ชั่วช้าน่าละอาย

ลองขอโทษโกรธอาจทุเลาบ้าง
และอาจวางความแค้นแน่น อกหาย
หากยิ้มร่าบ้าบอต่อคนตาย
อย่าได้หมายจะยิ้มให้ไม่มีวัน

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ไม่มีทางลืม

เขาบอกว่าอย่าจำ..ลืมให้หมด
อย่าจำจดความตายหายสาบสูญ
มาเริ่มใหม่เถิดหนาอย่าอาดูร
สุขเพิ่มพูน..สูญหาย..ตายช่างมัน

ก็เห็นไหมในที่นี้มีความสุข
ไร้ความทุกข์สุขใจใครเห็นขัน
คนที่ตายตายไปไม่มีวัน
ที่จะผันพลันฟื้นหรือคืนมา

ก็ลูกหลานว่านเครือเขาเบื่อมาก
เขาอดหยากอดช้อบ..ตอบปัญหา
เอาพื้นที่ช้อบปิ้งของประชา
ด้วยการฆ่าหาพื้นที่ที่เลื่องลือ

ช่วยกันล้างช่วยกันเช็ดจนเบ็ดเสร็จ
มันคงเข็ดเด็ดขาดไม่อาจหือ
ประกาศก้องร้องว่า"พวกเราคือ
พวกมังกือมังเกี้ยเอี้ยทุกคน"

แล้วถนนรนแคมแถมด้วยห้าง
ไม่รกร้างอย่างเก่าเราเห็นผล
เอาเลือดคนทาทับไม่อับจน
เป็นถนนช้อบปิ้งยิ่งใหญ่พลัน

เขาบอกเราให้ลืมลืมให้สิ้น
แค่พวกดินรากหญ้าช่างน่าขัน
จะมีค่าแค่ไหนอะไรกัน
มาสร้างสรรค์ดันห้างอย่างที่ควร

จะให้ลืมลืมได้อย่างไรเล่า
ก็มาเอาชีวิตปลิดไม่หวน
เหมือนสายน้ำไหลไปไม่ไหลทวน
ท้องไส้ป่วนมวนมนจนอาเจียร

ไม่ใช่ญาติก็เหมือนเพื่อนร่วมชาติ
จึงไม่อาจตัดใจไม่ขีดเขียน
ความคิดเห็นเป็นอยู่มันวนเวียน
จึงจุดเทียนแห่งปัญญาว่า...ไม่ลืม