วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

ไม่พูดเรื่องการเมืองสักวันนะคะ

เผอิญได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว
เพื่อนเขาเอาหนังสือพิมพ์ติดขึ้นเครื่องมาด้วย

นั่งเครื่องไม่มีอะไรทำก็เลยยืมหนังสือพิมพ์เขามาอ่าน
เจอเอาฉบับนี้ล่ะค่ะ Bangkok Post ฉบับsupplement
วันอาทิตย์ เปิดไปเจอ ไอ้ฝรั่งหัวโล้น ที่เห็นคนไทยเคยคลั่ง
กันจั๊ง มันเขียนคอลัมน์ Sanook ในหน้าสี่

พับผ่าเถอะ อ่านแล้วไม่สนุกเลยแฮะ เกิดอารมณ์พุ่งปรี๊ด
เกือบหมดสนุกเลยทีเดียว สารภาพว่ากว่าจะอ่านได้จนจบ
นานมากเลยนะคะ เพราะอ่านไปได้สักพารากราฟนึงต้องหยุด
มันโกรธ ต้องค่อยๆแอบมาอ่าน นี่ก็ยังไม่จบเลยค่ะ

เอาเป็นว่าเล่าเฉพาะเท่าที่อ่านแล้วกัน มันอารัมภบทว่า

Last week I attended the wedding in inner-city Bangkok
of a former staff member and her long-term boyfriend.
I should have been happy, but I wasn't.

ดูเอาเถิดค่ะแค่นี้อารมณ์ก็พุ่งปรี๊ด เอาวะทนอ่านอีกหน่อย

Anybody who has lived in Thailand long enough soon discovers
he or she is spending an inordinate amount of time attending
funerals of people you never met, and weddings of people you
did meet but fleetingly. Let's not talk about the former;
it's a beautiful Sunday morning so please, offer any opinions
about funerals to the person in bed next to you assuming that
person has enough English skills to carry on such a conversation.
Sometimes it's hard to discuss anything when the extent of your
lover's English is "You buy me TV, okay?"

ดูๆ ภาษาที่มันใช้ ทั้งดูถูก เหยียดหยามคนไทย ก็พวกแม่มึงเอาแต่กระหรี่เป็นเมียล่ะซี้
ถึงได้คุยกันไม่รู้เรื่อง มีอีกค่ะ แต่เห็นท่าจะทนอ่านต่อไปไม่ไหว หากใครสนใจ ตามไปอ่านเอาเอง
แล้วกันhttp://www.bangkokpost.com/life/education/32483/it-s-a-nice-day-for-a-white-wedding

ที่จะด่ามันวันนี้คือ ไอ้ฝรั่งขี้นก กเฬวรากพวกนี้ มีสิทธิ์อะไรมาด่าทอคนไทย
ที่สำคัญไอ้คนไทยก็เหลือเกินไปยกย่องเชิดชูมัน จริงอยู่คนไทยมีปัญหาแน่
แต่ก็เป็นปัญหาของเรา เราแก้ไขเองได้ มึงไม่ต้องมาด่าทอ ถ้าประเทศนี้มัน
เอี้ย มันเลว แล้วมึงมาอยู่ทำไม มาทำมาหาแดก เก็บเงินเข้ากระเป๋าทำไม

สงสัยอยู่กับหัวหน้าเอี้ยๆจนเคยตัว เกลียดนักเชียวไอ้พวกปากมอม
แน่จริงมึงกลับไปโน่นประเทศมึง แล้วดูซิว่าคนบ้านมึงเขาจะยกย่องเชิดชูมึง
บ้างหรือเปล่า วิพากษ์วิจารณ์ ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยอคติอย่างนี้

กูไม่ใช่เมืองขึ้นมึงโว้ย ไปกลับไป ไอ้ขี้ครอก

ร้อนจริงๆ

อากาศน่ะค่ะ ถ้าเทียบกับอากาศบนสะเมิง กลับมาถึงก็ร้อนทันที
ไปเที่ยวมาสามวันสองคืน นอนบนสะเมิง หนาวจับใจ

ใครจะไปนึก ก่อนขึ้นไปอากาศที่บ้านเราก็ร้อนแล้วนี่นา
เพื่อนที่ขึ้นไปถึงก่อนกรุณาโทร.แจ้งข่าวว่าอากาศเย็นนะ
ไอ้เราก็นึกว่าเย็นไม่ใช่หนาว ที่ไหนได้มันหนาวจับใจ

ช่วงเช้ามืดคงประมาณไม่ถึง10องศา เสียดายไม่มีเทอร์มอมิเตอร์
วัดได้แต่เดาๆเอา พอสายคาดว่าคง10กว่าๆเท่านั้นเอง ดอกไม้สวยงาม
ผู้คนน่ารัก เจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายคนคุยกันสนุกสนาน

การพบกันแบ่งเป็นสองครั้ง (เพราะครั้งแรกบางท่านไม่สะดวกมา)
คืนแรกเป็นการพบช้าง มีเมียและลูกๆช้างมาด้วย มีลุง มีดีเจ
ดีใจที่พบว่ายังสบายดี เว้นแต่ว่าทำให้ผัวอีเรียม(ขวัญ)ผวาไปเล็กน้อย
อ้อสำนวนนี้ไม่ได้คิดเองนะคะ แอบเอามาจากนสพ.โลกวันนี้

ส่วนคืนที่สองเจออีกสอง เป็นหนุ่มทั้งคู่ หนุ่มมากหนุ่มน้อยไปตามส่วน
ไปครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี อาหารดี ดนตรีไม่มี(ฮา)

ก่อนกลับก็แวะไปช้อบที่ดินสักหน่อย เพราะติดใจอากาศที่เย็นถูกใจ
ไปติดใจที่ดินแปลงหนึ่ง เขาปลูกกระท้อนและกาแฟไว้เรียบร้อย
ว่าจะเอาแปลงนี้แหละ เพราะชอบกระท้อน เขาว่ายิ่งทุบยิ่งหวาน
เหมือนพวกเราล่ะม้าง ทุบเข้าไปเถอะ เดี๋ยวก็รู้เองถ้าไม่ช้ำตายไปก่อน
ชัยชนะคงหอมหวานน่าดู

จึงแจ้งข่าวเพื่อนฝูงภาคเหนือว่าอีกหน่อยจะไปอยู่ด้วยแล้วเน่อ
กำลังมากล่อมให้คุณลุงย้ายไปทำสวนที่โน่นแทน เผื่อปลูก
ทูลิปส์ขาย อิอิ แค่เจอป้าปากเดียวก็แย่แล้ว ลองเจอสองปากดูซะบ้าง
ทีนี้ล่ะจะรู้ว่านรกมีจริง ฮา

วิธีจัดการกับอดีตพันธมิตร(เสื้อเหลือง)

ต้องใช้คำว่าอดีตนะคะ เพราะปัจจุบัน หาคนที่จะประกาศตัวว่า
เป็นพันธมิตรยาก ก็ดูเวลาที่ประกาศให้มีการชุมนุมสิคะ พวกเขา
ไม่ได้ใส่เสื้อเหลืองกันอีกต่อไปแล้ว ซึ่่งอาจเป็นเพราะทำชั่วเอาไว้มาก
ใส่ออกไปกลัวคนดักตีหัว หรือไม่ก็อาจถูกห้ามใช้อีกต่อไป หรือไม่
ก็อาจไม่ได้ทำเพื่อใครแล้วก็ได้ อิอิ

พวกนี้ดูว่าลดน้อยลงไป แต่ไม่จริงหรอกค่ะ แม้เขาจะไม่ได้ใช้เสื้อเหลืองแสดงตัว
แม้เขาจะไม่ออกไปชุมนุม แต่ในหัวจิตหัวใจก็ยังเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
การทำให้ความเกลียดอย่าว่าแต่หายไปเลยค่ะ แค่ให้ลดลงยังยากเลย

คนพวกนี้เขาไม่เปิดใจฟังอะไรทั้งนั้น ถูกล้างสมองมาเรียบร้อย
ในสมองไม่มีอะไรนอกจากความเกลียด เขาไม่สนใจฟังความจริง
ขนาดรู้ทั้งรู้ว่าว่าเป็นความจริง เป็นการกระทำที่ผิด เช่นการที่
องคมนตรียึดที่เขายายเที่ยง แม้ในใจจะรู้อยู่เต็มอกว่ามันผิด
แต่การที่จะยอมรับว่าฝ่ายตัวทำผิดก็กระไรอยู่ เลยออกมาแถแทนก็ยังเอา

การทำให้คนพวกนี้หันกลับมารับความจริง มันยากค่ะ เพราะคนไทย
เป็นอะไรก็ได้ แต่เสียหน้าไม่ได้ ใครจะยอมเสียหน้า รับว่าหลงผิด
ไปตั้งนาน ไม่ต้องไปบอกให้เขามาเชียร์ด้วยซ้ำ แค่ให้เห็นถูกเป็นถูก
ผิดเป็นผิด ยังทำไม่ได้เลย เอาสีข้างเข้าถูจนถลอกถลอยไปหมดแล้ว

ดังนั้นวิธีจัดการกับพวกนี้คือ ย้อนรอยค่ะ ทำเหมือนกับที่เขาเคยทำกับเรา
คือจำกัดพื้นที่ในการแสดงออกของเขา เช่นว่าเมื่อก่อนไปไหนก็โวยวาย
ส่งเสียงดัง ด่าทอคุณทักษิณอย่างไม่กระดากปาก ส่วนพวกเราก็ได้แต่เงียบ
ไม่อยากทุ่มเถียง คราวนี้กลับกันค่ะ อย่าปล่อยให้เขาพูดข้างเดียว

ข้อมูลหลักฐานเรามีพร้อมแล้ว เดี๋ยวนี้ จากรายการทีวี จากในเวปบอร์ด
เอาเข้าไปต่อกรเลยค่ะ เวลาคุยกัน อีกหน่อยเขาก็จะเงียบไปกันเอง
การแก้คนมันยาก เพียงแต่อย่าให้ออกมาโวยวายเหมือนเก่าก็พอแล้ว
เชื่อว่าหมดยุคนี้ไป ลูกหลานอาจตาสว่างขึ้นบ้าง (มันคงไม่ได้ฝังไปใน
ดีเอ็นเอ มังคะ) ขาดการกระตุ้นชี้นำ สักพักก็หมดประเทศไปเองล่ะค่ะ

อย่าหวังไปชวนมาเป็นพวกเลย ไม่มีทาง

เอาสักที..ดีไหม?

ยึดอำนาจไงคะ คุณวีระใช้คำพูดว่า"กระชับอำนาจ" ก็เห็นด้วย
เอาเลยทั่น ออกมาประกาศจุดยืนไปเลย หาใครยังไม่ได้ ก็เห็น
ควรเอาไอ้เด็กนี่แหละ เรียกมันเข้าหาบ่อยๆ ติวเข้มกันทุกคืนไปเลย

พอทำการ"กระชับอำนาจ"เสร็จ ก็อ้างไปได้ร้อยแปด เช่นว่า เนื่องจาก
ในขณะนี้สถานการณ์คับขัน (โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง คับขันนะทั่น อย่าไป
บอกว่า"ขบขัน"ล่ะ)

เกิดความแตกแยกในสังคม มีคนมุ่งร้ายรัฐบาลที่มาจากประชาชน
(ไม่ต้องอายหรอก บอกไปเลย ฮา)จึงจำเป็นต้องทำการกระชับอำนาจ
การณ์ในครั้งนี้ คณะเราจะไม่ฉีกรัฐธรรมนูญให้คนเขาด่าว่าเอาได้
เราเพียงขอเพิ่มเติมอีกข้อเดียวเท่านั้นเอง

คือเพิ่มมาตรา 310 ต่อท้ายเข้าไปว่า "บรรดาการใดๆ ที่ได้คณะพันธมิตร(เสื้อเหลือง)
อันมีนายสนธิและพวกเป็นแกนนำทำ ถือว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศ
ใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้"

แค่เนี้ยก็เรียบร้อย ทุกฝ่ายก็สบายใจ ไม่ว่าตำหนวด อัยยิกาเอ๊ยไม่ใช่อัยการ
สาน(กระบุง ตะกร้า) จะได้หมดปัญหาคับข้องใจ ไม่ต้องปวดหัวตัวร้อน
หาทางแก้ตัวให้กันไม่หวาดไม่ไหว ไอ้ประชาชนมันก็รุกเร้า ทวงถามอยู่นั่นแล้ว

ทำอย่างว่าเถอะทั่น แค่นี้ก็เรียบร้อยโรงเรียนเสธ. แต่ผลรับอิฉันไม่รับรองนะ
ลองดูก็ได้ เผื่อฟลุ้กอีกงวด แค่นี้พวกทั่นๆก็จะสบายใจ หายห่วง ปกครอง
กดขี่ไปได้อีกสักระยะล่ะนะ ลองดู เขาว่าไม่ลองไม่รู้ จริงไหม?

รุมตีหมา

ป้าปากเกร็ด's picture

เมื่อไม่นานมานี้มีสำนวนฮิต"ปิดประตูตีแมว" เขาว่ากันว่าจะเกิด
แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์คงมีจริง เพราะแทนที่จะเกิดการปิดประตูตีแมว
มันดันไปเกิด สำนวน"หมาจนตรอก"ขึ้นมาก่อนน่ะสิคะ

แรกๆก็ว่าแน่ กุมทุกอย่างไว้ในมือได้หมด ทั้งสามอำนาจเลยทีเดียว
แต่คนเราพอมีอำนาจมากๆก็ต้องเหลิงเป็นธรรมดา ให้ท้ายลูกน้อง
กันสุดเหงี่ยง

ไอ้ฝ่ายลูกน้องก็เหิมเกริมเต็มที่ เพราะคิดว่ามีแบ็คดี โกงกินกัน
อย่างย่ามใจ มึงหนุบกูหนับ ไม่มีใครกล้าออกมาโวย เพราะเป็นพวกเดียวกันแท้ๆ

แต่สถานการร์พลิกกลับ ข้อมูลหลั่งไหลมาเข้าทางคนที่เขาต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม
เมื่อก่อนใครจะไปกล้าโวย แต่เผอิญได้แบ็คดีเหมือนกัน แม้จะดูด้อยค่ากว่ามาก
แต่จากจำนวนแบ็ค ต่างกันลิบลับ ข้างฟากขะโน้น อย่างดีมีรับรองไม่เกินพัน
แม้จะตัวใหญ่ๆ เป้งๆกัน แต่เนื่องจากจำนวนน้อยกว่า เพราะขนาดมดแดงตัวเล็กๆ
แต่หากรวมฝูงกันได้ ล้มช้างก็เคยมีมาแล้ว

จากสำนวน"ปิดประตูตีแมว"จึงกลายเป็น"หมาจนตรอก"ไปจนได้ แต่โบราณว่า
อย่าไล่หมาให้ไปจนตรอก เพราะมันจะหันหมาสู้ จนตัวตาย เมื่อก่อนเขาก็ทำค่ะ
ไล่ล่าจนคุณทักษิณ เกิดอาการทนไม่ไหวต้องหันมาสู้ ที่รอดมาจนทุกวันนี้น่ะ
เป็นเพราะมีคนช่วยสู้นะคะ ไม่ได้เก่งเป็นเทวดา รอดได้เองหรอกค่ะ

ที่นี้ย้อนกลับ ไอ้ฝ่ายไล่ล่ากลับกลายเป็นถูกไล่ล่าเสียเอง จนถูกผลักให้
เข้าไปจนตรอกแล้วล่ะค่ะ ไหนจะเรื่องลูกน้องทุจริต ไหนจะเรื่องความ
ไม่เป็นธรรม เลยต้องตกเป็นจำเลยสังคม

แน่นอนค่ะ หมาจนตรอกมันต้องหันกลับมาสู้ แต่เผอิ๊ญเผอิญ จำนวนคน
ที่ไล่หมาไปจนตรอก ดันมีจำนวนมหาศาล เลยสงสัยจะเกิด การรุมตีหมาเสียล่ะมากกว่ามั้ง

น้อยใจแล้วเน่อ.....

อะไรว้า โดนว่าว่า"หน่อมแน้ม" หน่อยเดียว ตบเท้าเข้ามาให้กำลังใจกันยกใหญ่

"กรูสิโดนก่นด่าทุกวัน ไหนจะเรื่องเป็นตุ๊ด ไหนจะเรียกกระเทยเฒ่า ไหนจะเรียกป้าแทนป๋า
ด่าทอหาว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ทำตัวไม่เหมาะสม ต่างๆนาๆ อย่างที่ไม่มีใครที่เคย
อยู่ในตำแหน่งนี้เคยโดนมาก่อน

หนอยแทนที่จะตบตีบมาให้กำลังใจ ดั๊นไปให้กำลังใจไอ้เถิก เลี้ยวผิดซอยอ๊ะป่าว
กรูน้อยใจเน้อ"

ได้ยินเสียงลำพึงดังมาแต่ไกลๆ

เอาอีกแล้วนะทั่น

ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ ... อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเขียนเรื่อง GT 200
ในนสพ.โลกวันนี้ว่า "การที่ราคาสูงผิดปรกติพิจารณาได้ว่าการจัดซื้อจัด หาเครื่องจีที 200
เป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการคอร์รัปชัน แต่อาจถูกฝรั่งหลอกโดยคิด "ค่าสมอง" กับนวัตกรรม
ในราคาแพง หรือมิฉะนั้นก็มีการบวกราคาเพิ่มเข้าไปอีกจากที่สูงอยู่แล้ว ทำให้ราคาต่อเครื่อง
สูงเป็นตัวเลข 7 หลัก"

งงสิคะทั่น ตรรกะพิลึกพิลั่นอย่างนี้ งั้นไอ้ที่โกงกันเห็นๆในโครงการต่างๆของรัฐบาล
ก็เป็นอันว่าเป็นการโปร่งใสหรือไง เพียงแต่เสียค่าโง่พ่อค้าด้วยหรือเปล่า หากเป็นไปตามตรรกะนี้
อย่าเอาไว้เป็นนายทหารหรือรมต.เลยนะ มันโง่เกินทน

อีตานี่ก็เป็นอีกคนที่หน้าด้านหน้าทนเขียนคอลัมน์ห่วยแตกบ้าบอได้ทุกวัน ไม่แปลกเลยที่
สำนักข่าวกรองไทยมันห่วยแสนห่วย ก็ขนาดอดีตหัวหน้าสำนักงานยังบ้องตื้นขนาดนี้
เฮ้อ คิดได้ไงเนี่ย โกงกินส่วนต่างกันมโหฬารกลับบอกว่าถูกฝรั่งหลอก!!!