วันศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
เรามาถึงวันนี้ได้อย่างไร
แต่เรามาถึงวันแม้แต่มิตรภาพที่ยาวนานมาแต่เล็ก ต้องมาตายไป ไม่ก็พิการ
จนมองหน้ากันไม่ติด อ้าปากทีไรที่เคยคุยกันฉันท์เพื่อน กลับมาทุ่มเถียงกัน หรือไม่ก็ไม่พูดกันไปเลย
Social Network กลายเป็นสถานที่ต้องห้าม เข้าไปครั้งใดเป็นกลับออกมาด้วยความหงุดหงิด
มันผู้ใดหนอที่พาเรามาถึงวันนี้ มันผู้นั้น มีความสุขที่เป็นประชาชนแตกแยกอยู่หรือ
ความรักมันหมดไปนานแล้ว ไม่แช่งนะคะ จะอุทิศส่วนกุศลไปให้ เกิดอีก ชาติภพใด อย่าได้เจอะเจอกันอีกเลย
สามีแต่งกลอนมาฝากค่ะ แต่เพื่อนคงหูหนวกตาบอดไปด้วยโทศะจริตกันหมดแล้ว
@เห็นภาพเพื่อนวัยใสในกาลก่อน
เคยร่วมกินร่วมนอนวิ่งเล่นไล่
มาวันหนึ่งเห็นต่างห่างกันไกล
ทั้งที่ใจยังคงมั่นไม่ผันคลาย
การได้มองไกลใกล้ใจย่อมต่าง
มองบนล่างยิ่งต่างห่างเหลือหลาย
แต่หากความเป็นเพื่อนต้องคลอนคลาย
น่าใจหายรักมากลายเสียดายนัก
อยากบอกนักรักของเพื่อนนั้นยิ่งใหญ่
มีเดิมพันด้วยหัวใจให้ประจักษ์
แค่เห็นต่างมิใช่เรื่องร้ายนัก
ไม่ควรผลักมิตรรักให้ห่างไกล
เอาเพื่อนรักแลกการเมืองเรื่องสกปรก
เหมือนนรกแลกสวรรค์นั้นคุ้มไหม
ถ้ายังคิดไม่ออกใคร่บอกไว้
เก็บหัวใจกันไว้เถอะ..นะเพื่อนรัก
วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556
คิดแทน
และการระเบิดเที่ยวนี้รับรองดูไม่จืด คุณอยู่กันในกทม.
คุณบอกว่ากลัวความรุนแรง กลัวสงครามกลางเมือง แต่ชาวบ้านเขาไม่กลัว
ยิ่งไอ้พวกชนชั้นกลวงดูถูกเหยียดหยาม พยายามริดรอน สิ่งที่เขาเคยมีเคยได้ มันคงไม่ง่ายเหมือนเก่า
ใครจะเกลียดคุณทักษิณอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ชาวบ้านเขารัก
รักทำไมหรือคะ รักเพราะมีคุณทักษิณเพียงคนเดียวและคนแรกที่
หยิบยื่นโอกาสให้เขา ให้เขาได้มีที่ยืน ให้เขาได้รับรู้ว่าการปกครองถ้ามันดีจริง
ทุกคนในประเทศนี้เท่าเทียมกัน อยากเรียนหรือ มีสมองแล้วก็ต้องได้เรียน
เจ็บป่วยหรือ ก็มีการรักษาพยาบาลให้ ชาวไร่ชาวนา ได้มีโอกาสมาเมืองหลวง
ได้ยืนได้นั่งพูดคุยกับไอ้พวกผู้ดีแปดาสแหรกอย่างเท่าเทียม
ในฐานะพ่อค้ากับลูกค้า ไม่ได้มาเมืองหลวงเพื่อมาใช้แรงงาน ไม่ใช่มานั่งราบกับพื้น
ใครเคยไปงานโอท่อปจะเห็นแววตาความภาคภูมิใจของเขา
นี่จึงเป็นเหตุที่ต่อให้คนเมืองหลวง ดัดจริตว่า ก้าวข้ามทักษิณไปแล้ว ทักษิณไม่เกี่ยวแล้ว
แต่พวกคุณไม่สามารถลบคุณทักษิณออกไปจากใจชาวบ้านได้
หากคุณยิ่งตะโกนขับไล่ คุณใช้ทุกเครื่องมือที่คุณมีเพื่อจะไล่ ลบเขา
ชาวบ้านยิ่งไม่ยอม ความอยุติธรรมที่เห็นอยู่ มันบันดาลให้เกิดความคับแค้น
คนกทม.กลัวเจ็บกลัวตาย เพราะเคยชินติดกับความสบาย
แต่ชาวบ้านไม่ใช่ เมื่อใดคุณพยายามเอาความหวังเดียวของพวกเขาออกไป
เมื่อนั้นเขาจะสู้ตาย ชีวิตมันจะสำคัญอะไรนักหนา ถ้าอยู่อย่างปราศจากตัวตน
วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556
อธิบายง่ายๆ
เล่าให้ฟังว่า แท็กซี่ บ่นมาตลอดทาง คุยกันเรื่องสภาประชาชน
แท็กซี่ถามว่ามันจะทำได้จริงๆหรือ สามีเลยอธิบายให้ฟังว่า
เอางี้แล้วกัน ประเทศเรา มีกม. บอกว่า การขับรถให้ชิดซ้าย
แม้มีคนร้อยคนล้านคนบอกว่าไม่เอา เราจะชิดขวา แล้วก็ขับรถ
ย้อนศรมากันยกใหญ่ คนที่ขับรถตามกฎหมาย เห็นเข้า ก็ทำอะไรไม่ได้
ยอมหลีกทางกลัวคนบ้ามันขับชน
ถามว่า แล้วมันทำได้ไหม มันก็คงทำได้พักนึง แต่ก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่ดี
หากจะเปลี่ยนเป็นวิ่งรถเลนขวาก็ต้องเปลี่ยนกฎหมายก่อน
อธิบายง่ายๆแค่นี้ แท็กซี่บอก พี่อธิบายเก่งจัง ฟังง่ายๆ เข้าใจทันที
แต่คนดีที่บอกเรียนมาสูงๆ ฉลาดหลักแหลม ฟังแล้วทำเป็นไม่เข้าใจ
วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556
ข้อสังเกต
แหม อย่างกับกระดูกชิ้นโต หมาโซกระโดดเข้าใส่
นักวิชาเกินถึงกับตั้งโต๊ะเสวนา ถกกันเรื่องทำได้ ทำไม่ได้
ช่วยหาทางออกกันให้ใหญ่ บ้างก็ว่าทำได้ บ้างก็ยังเหนียม
กลัวๆกล้าๆ ว่าถ้าจะทำให้ถูกต้องควรทำอย่างไร
เห็นแล้วมันหงุดหงิดค่ะ ประกาศให้ชาวโลกรู้ว่า
ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาตั้งแต่ปี 2475
เรามีพรรคการเมือง ดีบ้างเลวบ้างก็พัฒนามาเรื่อยๆ
การเมืองสะดุดหลายครั้ง จนเกือบได้เป็นแชมป์ประเทศ
ที่ปฏิวัติ-รัฐประหาร มากที่สุดในโลก
แต่ก็เอาเถอะ ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยน พัฒนาจากพรรคการเมือง
พรรคเล็กพรรคน้อย เป็นเบี้ยหัวแตก จนมาเกือบได้พรรคใหญ่สองพรรคแล้ว
บางคนในบอร์ดนี้คงเกิดไม่ทันสมัยที่บางพรรคการเมืองมีผู้แทนแค่3-4คน
และไม่ใช่มีพรรคเดียว มีพรรคแบบนี้น่ะ (ได้มาพรรคละไม่ถึงสิบ)มากมาย
จนมีคำเรียกขานว่า พรรคต่ำสิบ
การปกครองระบอบประชาธิปไตยเขาแปลว่า ปกครองโดยเสียงข้างมาก
แต่เนื่องจากเมื่อก่อนพรรคมันเยอะ ประเทศมันเลยไม่ค่อยเจริญก้าวหน้า
เพราะคอยแต่ขัดขากัน การเมืองพัฒนามาจนเกือบได้พรรคการเมือง
ที่ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ที่จะมีข้อดีคือ ทำตามนโยบายได้ไม่ติดขัด
ไม่มีพรรคเล็กพรรคน้อยมาคอยขอส่วนบุญ
สมัยคุณทักษิณทำได้แล้ว ที่กลายเป็นรัฐบาลพรรคเดียว แต่เสียงเรียกไม่ดี
เลยกลายเป็นรัฐบาลพักเดียวไปเสียฉิบ เกิดการรัฐประหาร ให้อ้างว่า
เป็นเผด็จการรัฐสภาบ้างล่ะ เสียงข้างมากไม่เป็นประชาธิปไตยบ้างล่ะ
อันนี้ดังระงมขึ้นมาจากพวกที่แพ้การเลือกตั้งนะคะ
หลังจากผ่านมรสุมมามากมาย คุณยิ่งลักษณ์ก็ชนะเลือกตั้งมา
จัดตั้งรัฐบาล ทำงานดีเข้าตาประชาชน จนเชื่อว่า หากมีการเลือกตั้งอีก
พรรคก็จะชนะได้เป็นรัฐบาลไปอีกสักสองสามสมัย
อู๋ย มันทนไม่ได้ มีคนรักมากไปอีกแล้ว แล้วพรรคที่แอบเชียร์หลังจากตกต่ำ
แพ้การเลือกตั้งมากว่า 20ปี มิจมธรณีไปรึไง
อย่ากระนั้นเลย เราต้องป่วนประเทศดีกว่า ป่วนในสภาก็แพ้
ทีนี้เลยออกมาป่วนนอกสภา กะล้มรัฐบาลให้ได้
จัดม็อบไปหลายๆวันดูทีท่าว่าจะไม่ชนะ เอาใหม่
โยนมุก"สภาประชาชน" บ้าบออะไรมาก็ไม่รู้
ทั้งๆที่สภาที่มีอยู่นี้ก็สภาประชาชนแท้ๆ เลือกตั้งมาจาก
หลากหลายอาชีพ บ้างก็เป็นหมอ เป็นทนาย เป็นนักธุรกิจ
นักวิชาการ ชาวไร่ ชาวนาก็มี บ๊ะ บอกว่าไม่เอา
จะตั้งกันเองเสียนี่
สังเกตไหมคะ เวลาประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ไอ้ความคิด
"สภาประชาชน" ไม่เคยปรากฎ แต่พอไม่ได้เป็นรัฐบาล
แหมความคิดมันพรั่งพรู ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ถ้ามันดีจริง
ตอนเป็นรัฐบาลอยู่ตั้งสองปีกว่าทำไมไม่ทำเสีย ง่ายๆ
ไม่ต้องจัดม็อบมาป่วนให้วุ่นวาย มารดาท่านเงียบกริบ
เสวยสุข แสวงหาผลประโยชน์กันเต็มที่ พอคนอื่นเป็น มันทนไม่ไหวสิท่า
ไอ้นักวิชาเกินก็เอาสิ ออกมาเสนอหน้ากันเชียว
อย่างนี้ต้องยุบสภา-ลาออก ปฏิรูปการเมืองใหม่
ตั้งพวกกรูเข้าไปนะ ช่วยๆกัน โธ่ถัง อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่
พรรคที่พวกมันเชียร์ ฆ่าคนตายกลางถนนเมืองหลวง
เงียบกริ๊บ ไม่มีโผล่หน้ามาสักตัวให้ยุบสภาหรือลาออก
ตอนนี้มาดิ้นเร่าๆ เหมือนเด็กถูกขัดใจ
พ.ศ.นี้มันไม่เหมือน 2549แล้วนะ จะมาปฏิวัตออกจอน่ะ
มันใช้ไม่ได้ผลหรอก คนเขาไม่ได้โง่อย่างที่พวกคุณคิด
มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่คิดว่าคนอื่นโง่
วันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2556
อยากให้ไทยไม่มียักษ
วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556
จินตนาการ
มันก็น่าจะจบ แต่ไม่จบเพราะดันมีทนายฝั่งโน้นออกมาเล่าเป็นฉากๆ
ว่าเป็นการอุ้มฆ่าทางการเมือง เลยชักสงสัยเหมือนกันว่ามันวางแผนกันเอง
แต่เกิดผิดพลาดเพราะดันมีคนขับที่โลภและสุมไว้ด้วยความแค้น
เพราะพฤติกรรมน่าสงสัยที่ทำไมแจ้งความหายเร็วผิดปกติ
แล้วครั้งแรก ทำไมคนขับถึงบอกว่าต้องการหลบไป พอถูกสอบหนักๆเลยรับสารภาพ
เอาใหม่ลองจินตาการดูมั่ง เริ่มตั้งแต่ไปนั่งสุมหัวกันวางแผน
ไอ้คนรถก็รู้ จ้องมานานแล้วด้วย พอสบโอกาสคาดว่า
ถ้าทำอะไรตอนนี้ ไอ้ทนายคงไม่สงสัย เพราะคงกะว่า
ให้หายตัวไปสักพัก ทนายจะได้เป็นคนตีปี๊บเอง แต่ที่คนขับไม่รู้คือ
เขาตกลงกันว่าหากไปถึงที่หมายเรียบร้อยให้ติดต่อทนายมา
แต่นี่ผ่านกำหนดไปแล้ว เงียบหายไป ทนายถึงได้รีบแจ้นมาแจ้งความ
เพราะมันผิดปกติ
แต่ถ้ายอมรับไปตรงๆว่าที่รู้สึกผิดปกติที่มันหายตัวไป ก็จะดูมีพิรุธ
เลยตีขลุมเล่าเรื่องใหม่มาใส่ความฝั่งเรา
หลักการสอบอาชญากรรมบอกหลายทีแล้ว ว่าเขาต้องดูว่า
การตายครั้งนี้ ใครได้ประโยชน์ คนนั้นแหละทำ
งานนี้คนได้ประโยชน์แน่ๆคือคนขับรถ....... ได้เงิน
คุณทักษิณจะไปได้ประโยชน์อะไร จากการตายของมัน
รัฐบาลยิ่งเสียหาย เป็นโจทย์กันอยู่ ใครๆก็ต้องพุ่งเป้ามา
อีกอยากถ้าคนมีอำนาจทำ หรือคนในเครื่องแบบทำ
รับรองไม่เหลือหลักฐานให้ตามได้ นี่ฝังเอาไว้ตื้นๆแท้ๆ
นักฆ่ามืออาชีพ เขาไม่ทำกันหรอก
ถ้าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่อยากฆ่านะ ต้องจ้างคนมายิงหัวมันต่อหน้าฝูงชนด้วย
แล้วก็หนี ลอยนวลไป ใครจะไปรู้ว่าใครสั่งฆ่า เพราะมีคนอยากฆ่ารอคิว อีกเพียบ
สรุปว่า จินตนาการน่ะ ใครๆก็ทำได้ เพียงแต่มันสมเหตุสมผลหรือเปล่าก็เท่านั้น
จินตนาการเก่งๆ ก็ไปเขียนหนังสือขายแล้วสิ จะมาวิ่งเป็นทนายให้คนเลวอยู่รึ
วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556
หัวอกเมีย
แต่ต้องไม่ลืมว่า ถ้าคุณคิดว่าผัวปฏิบัติหน้าที่ของทหาร
คือปราบอริราชศัตรูจริง แล้วตายในหน้าที่ โดนข้าศึกทำให้ตาย
คุณจะเรียกร้องเอาผิดกับใคร จะให้ไปหาคนที่ฆ่าผัวคุณจากที่ไหน
แต่นี่สามีคุณลากปืนลากรถถังออกมาล้อมปราบประชาชนมือเปล่า
แล้วเกิดตายไป คุณจะเอาอะไร อยากให้ตั้งให้สามีคุณเป็นวีรบุรุษหรือ
วีรบุรุษน่ะ ต้องให้คนอื่นตั้งให้ ประชาชนเขาเห็นด่วย แต่เชื่อว่า
ประชาชนที่รู้ความจริงว่าสามีคุณทำอะไรบ้างก่อนตาย แล้วทำไมไปตายตรงนั้น
เขาคงรับรองให้สามีคุณเป็นวีรบุรุษไปไม่ได้
เสียใจน่ะเสียใจได้ แต่การออกมาหาแพะ มันไม่ได้ช่วยให้สามีคุณดูดีขึ้นมาได้
หากผลสืบออกมาว่าใครฆ่าสามีคุณ คุณจะรับได้ไหม และจะออกมา
ขอโทษคนเสื้อแดงที่คุณสงสัยไหมล่ะ
วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556
เบื้องหลังกษัตริย์.....
มัวแต่ดูซีรีย์เกาหลีทั้งวันทั้งคืน ไม่ทราบว่าสมาชิกท่านอื่นๆดูกันอย่างไร
แต่โดยส่วนตัว ดูไปก็คิดตามไปด้วยเสมอๆ เลยได้เจออะไรหลายๆอย่างที่น่าสนใจ
ล่าสุดดูเรื่องราชินีอินซูที่เคยฉายในทรูนะคะ แต่ขี้เกียจตามดูแต่ละตอน
เลยเป็นคนไม่ดี สั่งแผ่นผีมาดูซะงั้น ผิดนะคะ แต่ถึงขั้นโกงชาติหรือเปล่าไม่ทราบ
เป็นละครย้อนยุค แต่ที่ประทับใจคือตอนที่ราชินีอินซูเขาสอนลูกที่เป็นกษัตริย์ว่า
"เบื้องหลังของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และเก่งกล้า ย่อมต้องมีเหล่าคนที่ทำงานเก่งและดี"
คงไม่มีกษัตริย์องค์ที่จะเก่งได้ด้วยตัวของพระองค์เองล้วนๆ ต้องมีคนที่คอยหนุนอยู่เบื้องหลังเสมอ
นึกๆดูก็จริงนะคะ ไม่ต้องกษัตริย์หรอก ใครก็ตามที่มีหัวโขน มีตำแหน่งใหญ่โต หากคนรอบข้างไม่ดี
ไม่คอยช่วยงานอย่างดี เห็นว่าพังกันเป็นแถบ ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่มากมาย ไอ้ประเภท ช่วยเจ้านายจนตกต่ำเนี่ย
อีกข้อคือ หากมีลูกน้องเลว ฉ้อราษฎร์ บังหลวง กอบโกยแต่ผลประโยชน์ส่วนตน
แล้วเจ้านายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ทำตาบอดมองไม่เห็นซะงั้น จะเชื่อได้ไงว่าเจ้านายเป็นคนดี
หนังเกาหลีดูให้ดีเถอะค่ะ ดูแล้วคิดจะสนุกกว่าดูผ่านๆไปเยอะเลยทีเดียว
แนะนำเรื่องดีนะคะ ได้ข้อคิดหลายอย่างที่เอามาเล่าไม่ได้ อิอิ ไปหาดูกันเองแล้วกัน
วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2555
จะทำอย่างไรดี หากต้องทำประชามติ
แต่เมื่อไหร่ที่ขึ้นรถ เบื่อเพลง ก็จะกดหาสถานีอื่นๆไปเรื่อยๆ พอดีไปเจอรายการนี้เข้า
เป็นช่วงคนโทร.เข้ามาก็เลยหยุดฟังเช็คกระแสสักหน่อย
ระยะหลังๆนี่วีระเปลี่ยนไปเยอะค่ะ มีเหตุมีผลมากขึ้น (เรื่องด่ารัฐบาล) แต่เท่าที่ฟังช่วงสั้นๆ
คนที่โทร.เข้ามายังบ้าบอเหมือนเดิม เรื่องที่ได้ยินคือมีคนโทร.เข้ามาถามว่า
"การแก้รัฐธรรมนูญ มันจะทำให้ข้าวหอมราคาถูกลงไหม" อ๊ะ เรื่องน่าสนใจเลยฟังต่อ
พลางคิดในใจว่าแล้วมันเกี่ยวกันอย่างไร(วะ) ก็พอดีวีระเขาให้พูดต่อ แหมทีนี้ไอ้คนโทร.มา
ก็ได้โอกาส ใส่ใหญ่เลยว่า รัฐบาลมัวไปวุ่นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ทำไมไม่แก้ปัญหาปากท้อง
ของชาวบ้าน วีระเขาตอบว่า รัฐบาลเขาก็ต้องทำไปพร้อมๆกันอยู่แล้ว ไม่มีรัฐบาลไหนหรอกที่ทำ
เรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นอย่างเดียว ที่นี้ไอ้คนโทร.ก็โวยต่อ ซักไปได้ความว่าบอกว่าเป็นเกษตรกร
ทำนาทำสวนยางอยู่ที่สุรินทร์ ตอนนี้ไม่พอกิน เข้ามาขี่ซาเล้งขายของในกทม.
แล้วก็เริ่มสับสน บ่นว่า ความเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ลำบาก พืชผลการเกษตรตกต่ำ(อ้าว เมื่อกี้เมิงเพิ่ง
บอกว่าทำไงข้าวหอมราคาจะถูกลง)ไปๆมาฟังได้ความว่า รัฐบาลไม่ควรแก้รัฐธรรมนูญ
เพราะมันไม่เกี่ยวกะปากท้องของชาวบ้าน ฮั่นแน่ จับได้แระ กะจะโทร.มาด่าเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ
ที่ตัวไม่เห็นด้วยกะการแก้เท่านั้นเอง
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะคะ ทำอย่างไรที่จะให้คนทั่วๆไป เห็นด้วยกับการแก้(หากจะใช้วิธี
ขอประชามติ) เพราะเท่าที่ฟังดู หากคนที่โทร.มาเป็นชาวบ้านจริงๆก็น่าห่วง พวกนี้ไม่เข้าใจ
ไม่รู้เรื่อง หากมีใครไปเป่าหู ยุงยงแม้นเพียงน้อยนิด ก็อาจจะออกมาVote No หรือ No Vote เอาได้ง่ายๆ
เผลอๆ ไม่ออกมาลงประชามติ ไอ้ที่พยายามจะตีความกันว่าต้องมีมาลงถึง 24ล้านคน
ก็กลายเป็นเรื่องยากทันที
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ไม่เข้าใจ
มันเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ ความโกรธความเกลียดที่ใครเพาะขึ้นในจิตใจคนร่วมชาติ ที่เป็นไปได้
ถึงเพียงนี้ ไม่เข้าใจจริงๆ
จริงอยู่ที่คนธรรมดาย่อมมีอารมณ์มีความแค้นเคืองได้ แต่ที่ไม่เข้าใจคือ แค้นอะไรกันนักหนา
โกรธเกลียดนักการเมือง มันเป็นเรื่องปกติ แต่เคยถามตัวเองไหมว่าโกรธเกลียดเขาเพราะอะไร
เขาทำอะไรให้เดือดร้อนนักหรือ
คุณทักษิณเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่ชนะการเลือกตั้งมาอย่างถล่มทลาย แล้วถูกปฏิวัติไป
เรื่องก็น่าจะจบ แต่ที่ไม่จบเพราะมันมีคนที่ไม่ยอมให้จบ คอยจุดกระแสปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชัง
อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญมันได้ผลสำหรับคนบางจำพวกด้วยสิ โกรธเกลียดลามปามไปถึงลูกถึงเมียเขา
ไม่คลั่งแล้วจะเรียกว่าอย่างไร
เคยถามตัวเองไหมว่าโกรธเกลียดเขาเพราะอะไร เขาทำอะไรให้เดือดร้อนหรือ
หรือเพียงเพราะเขาบอกว่ามันเลว แล้วเคยหยุดคิดไหม ว่าที่ว่าเลว เลวอย่างไร
มันกระทบอะไรตัว ถ้าหากว่าตัวเองเป็นพวกค้ายา เป็นพวกเสียตำแหน่ง
เป็นพวกถูกกลั่นแกล้ง ก็พอเข้าใจได้ แต่นี่ดูๆไป ก็มีแค่พวกที่ถูกสุมให้เกลียด
โดยไม่ลืมหูลืมตา หาเหตุผลไม่ได้ แล้วความเกลียดมันก็เข้าไปทำร้ายจิตใจตัวเอง
เผลอๆอาจทำร้ายหน้าที่การงาน มันเกิดอะไรขึ้น
ทำไมไมคิดว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่ได้คิดอย่างนั้น คนส่วนใหญ่เขาถึงได้เลือกพรรคที่เกี่ยวข้อง
กับคุณทักษิณมาเป็นรัฐบาล ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยจำนวนคะแนนเสียง
ที่ได้รับมาในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง
เอาเถิด สมมุติว่าคุณทักษิณผิดจริง ตามข้อกล่าวหา(ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ของพวกที่ปฏิวัติล้มอำนาจเขา)
เขาก็แค่ผิดในฐานะนักการเมือง คนที่เชื่อว่าเขาผิดจริงก็แค่สั่งสอนให้รู้สำนึกด้วยการไม่ไปลงคะแนนให้
(ซึ่งพวกนี้ก็ใช้สิทธิ์นั้นอยู่แล้ว) เรื่องง่ายๆแค่นี้เอง แต่ที่ต้องทำต่อไปคือยอมรับให้ได้ว่า คนส่วนใหญ่
ของประเทศนี้เขาไม่ได้คิดอย่างพวกคุณ พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทยถึงได้ชนะจนจัดตั้งรัฐบาลได้ทุกครั้ง
หากพวกคุณบอกเกลียดเพราะเขาโกงกินประเทศ มีคนอีกหลายคนเลยที่คุณควรโกรธเกลียด หากเพียงคุณเปิดใจให้กว้าง
แล้วลองคิดดูบ้างว่ามีใครบ้าง แต่แปลกคุณกลับทำมองไม่เห็น ทำเป็นไม่รู้ กลับมาพกความโกรธ เกลียดไว้ที่คนๆเดียว
แล้วยังลามปามไปยังครอบครัวเขา มันน่าสงสัยจริงๆ สงสัยว่าต่อมรับรู้ ชั่วดีของพวกคุณมันถูกทำลายไปแล้วหรือไร
อยากบอกเป็นครั้งสุดท้ายว่า "ความเกลียด ไม่เคยทำร้ายใคร นอกจากตัวคนเกลียดเอง"
วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
ก็รู้นะว่ามันไม่จบ
ไม่รู้หรือไง ว่าความคุกรุ่นนี้ไม่เกี่ยวกะทักษิณ ต่อให้ตายไปวันนี้พรุ่งนี้ ก็ใช่ว่า
ปัญหาจะจบ เรารู้เขาก็รู้ แต่ทำไม พยายามกันจัง ทำมา 4-5 ครั้งที่รู้ๆ และที่ไม่รู้อีกไม่รู้กี่ครั้ง
โธ่ตอบง่ายๆ ถ้าเรารู้ว่ายิ่งคุณทักษิณตาย แผ่นดินยิ่งระอุ จะเป็นคนสั่งหรือไม่ก็ตาม
คนเขาก็เชื่อไปเกือบร้อยเปอร์เซนต์แล้ว ว่าเป็นคนสั่ง แล้วทำไมยังมีความพยายาม
ที่จะทำอยู่อีก คำตอบคือ ก็มัน แค้นอ้ะ
อะไรว้า ไล่ลงจากตำแหน่ง ไล่ออกไปนอกประเทศ ก็ยังไม่ลืมกันเสียที ขยับนิดขยับหน่อย
ก็ตกเป็นข่าว หากมาใกล้ๆประเทศไปหาไม่ลำบาก ก็ยังอุตส่าห์ถ่อไปหา ไปพบกันมืดฟ้ามัวดิน
ไอ้เรารึอยู่ตรงนี้ แค่แวะมาทักทายกันบ้างก็ยังไม่มา เรียกให้มา เกณฑ์ให้มาก็ยังไม่ค่อยจะยอมมา
อย่ากระนั้นเลย ฆ่าแม่งเลยดีกว่า เรื่องจบไม่จบไม่สำคัญแต่มันคงทำให้หายแค้นบ้างละวะ
วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
รัฐบาลแห่งชาติ
เรียกร้องกันจังว่าอยากให้มีรัฐบาลแห่งชาติ ความคิดนี้ไม่ใช่เพิ่งมี มีนานนม
สมัยบิ๊กจิ๋ว ก็เฝ้าแต่ร้องเรียกหา มาสมัยเสธ.อร้ายยยย ก็อยากให้มีอีก
งั้นลองมาดูกันทีรึว่า ทำไมต้องการกันนัก เอา เป็นแบบในความคิดของพวกรักชาติก่อน
พวกที่รักชาติขนาดหนัก ย่อมเห็นว่า การที่บ้านเมืองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ทำงานกันลำบาก
เพราะจะหยิบจะจับอะไร ก็ติดขัดไปเสียหมด หากมีรัฐบาลแห่งชาติ แปลว่าไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล
สมัครสมานกลมเกลียวกัน มองประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ไม่คอยคัดค้าน
ขัดแข้งขัดขา เห็นไหมคะดีออก
เอ แล้วจะทำไงดี ให้มีรัฐบาลแห่งชาติ จะให้ลอยลงมาจากฟ้าก็คงไม่ได้
เพราะประชาคมนานาชาติ เขาไม่ยอมรับ และที่สำคัญขัดกับรัฐธรรมนูญ
เพราะรัฐบาลตามรธน.ว่าไว้ว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีต้องได้รับการโหวตในสภา
ต้องสังกัดพรรคการเมือง และต้องเป็นสส. เพราะฉนั้น ไอ้ประเภทลอยลงมาหรือ
มาจากค่ายทหาร หรือมาจากการปฏิวัติ ล้วนจะไม่เป็นที่ยอมรับทั้งจากประชาชนและนานาชาติ
ทีนี้จะทำไงดี ไม่ยากหรอกค่ะ ถ้ารัฐบาลแห่งชาติหมายถึงว่าหยุดตีกันสักพัก
มุ่งแต่ประโยชน์ชาติ แทนที่จะไปเรียกร้องฝั่งรัฐบาล ที่ถูก ต้องไปเรียกร้อง
จากฟากฝ่ายค้าน ว่าถ้ารักชาติจริง ให้ร่วมมือร่วมใจ นำพาประเทศออกไปให้พ้นวิกฤต
อย่ามัวแต่จ้องจับผิดตีสำนวนไปวันๆ อะไรที่เป็นประโยชน์ ต้องร่วมมือร่วมใจ ไม่ใช่คอยแต่ค้านตะพึดตะพือ
ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลนี้มาอย่างถูกต้อง ได้รับเสียงจากประชาชนให้มาจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ
ดังนั้นการโค่นล้มเพื่อจะจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มันตลก และไม่สมเหตุสมผล
ดังนั้น การคิดจะมีรัฐบาลแห่งชาติ เพราะอกหัก แพ้เลือกตั้งจึงไม่เป้นวิถีทางแห่งประชาธิปไตย
เรามาเรียกร้องฝ่ายค้านกันดีกว่า ร่วมมือร่วมใจกับรัฐบาลนี้ อีก3ปีครบเทอม
ลงเลือกตั้งใหม่คงกระเตื้องขึ้นมาบ้าง ดีกว่า ตีรวนแบบนี้ จนคนเขาเบื่อ
ไม่เลือกเข้ามากวนในสภาอีก ละก็จบกัน
วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555
ก็เข้าใจนะ
ก็ย้อนกลับไปดูสิว่าใครตั้ง ตั้งเมื่อใด ตอนตั้ง คนตั้งเขาก็มีเจตนาที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสักคณะหนึ่ง
ที่ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะเป็นกลาง เจตนาคงไม่มีอะไรมากไปกว่าตั้งให้ขึ้นมาฟอกความผิดของตัวเอง
ไม่ผิดหวังหรอกค่ะ เมื่อเจตนาในตอนตั้งมีไว้เช่นนั้น รายงานก็ต้องเป็นไปตามนั้น เพียงแต่ว่า มันไม่ตรงกับความจริง
ชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า เขียนคลุมๆลอยๆ อ้างว่าจากการไปสัมภาษณ์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครบ้าง ซึ่งขัดกับความจริง
อย่างสิ้นเชิง
300หน้าคงไม่ได้เขียนกันวันสองวัน คงเขียนมาแต่เริ่มแหละค่ะ เขียนโดยไม่คาดคิดว่า สถานการณ์ จะพลิก
คงไม่คิดว่ารัฐบาลจะเปลี่ยน รายงานเลยออกมาเอาใจคนตั้งเต็มที่ กอรปกับเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว
สถานการ์ณเปลี่ยน รัฐบาลเปลี่ยน ควรที่จะเขียนใหม่ ก็ขี้เกียจเกินกว่าที่จะทำ ก็เลยเอาวะ สันดานมักง่าย
ออกรายงานให้คนเขาก่นด่ากันทั่วเมือง คงคิดว่า คำด่าเป็นคำเยินยอ อีกไม่นานคนคงลืม
มิน่าเล่า ก่อนจะออกมาแถลง ถึงได้พูดว่า เมื่อแถลงเสร็จให้รีบแยกย้ายสลายตัว เพราะคนที่รักเสธ.แดง กะคนเสื้อแดง
ต้องไม่พอใจแน่ เป็นไปตามคาดล่ะค่ะ ก็รายงานอย่างกับเอาตีนเขียน ผ่านหัวใจสัตว์อย่างนี้ จะให้ไม่ต้องคนเสื้อแดง
หรอก แม้แต่คนที่รักความยุติธรรมได้ยินเข้าก็ต้องด่าเป็นธรรมดา
ที่เลวร้ายที่สุดของรายงานนี้เห็นจะเป็นเรื่องของเสธ.แดง ไอ้แก่กะโหลกกะลาพวกนี้ คงถือภาษิตว่า"คนตายพูดไม่ได้"
เลยซัดเขาเสียเต็มที่ หาคำตอบอะไรไม่ได้ ก็โทษเสธ.แดงไว้ก่อน เพราะเขาออกมาแก้ตัวแก้ต่าง โต้แย้งการใส่ความไม่ได้
มันน่าละอายนะคะ แก่ๆกันแล้ว กลับไม่นึกถึงชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เผื่อยังไม่รู้ว่ามีใครกันบ้าง ก็นี่เลย เอามาลงเอาไว้ให้รู้จักกัน
วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555
30 บาทอีกครั้ง
ไม่เข้าใจว่า กลับมาฮือฮาทำไมอีก เรื่อง 30 บาทที่โรงพยาบาลต้องเก็บ
เห็นในข่าวว่ามีหลายโรงพยาบาลออกมาบอกว่าจะไม่เก็บ แล้วมีคนเอามาขยายต่อ
ว่าเป็นการตบหน้ารัฐบาล (ว่าเข้าไปนั่น)
อันที่จริงจำได้ว่าเคยเขียนเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่มีการยกเลิกการเก็บไป
ในสมัยรัฐบาลก่อน นัยว่า มันน้อยไปไม่รู้จะเก็บไปทำไม หรือเพียงเพื่อจะใส่ไคล้รัฐบาลที่คิดนโยบายนี้ขึ้นมา
หรือเพียงเพราะจะทำให้ดูดีกว่า ว่าเห็นไหม ให้ฟรี ไม่ต้องเสียสักบาท
จะอย่างไรก็แล้วแต่เรื่องนี้ มันแสดงให้เห็นว่า คนไทยเป็นคนที่ไม่เคยศึกษา ไม่เคยแสวงหาความจริง
ชอบแต่เรื่องนินทา ชอบแต่ฟังเขามา แล้วเอามาเล่าต่อ กลายเป็นนิทานประเภท ขนนกปลิว แค่ถ่มน้ำลาย
กลายเป็นนกทั้งตัวบินออกมาจากปากได้
เรื่อง 30บาทนี้ เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ จำได้ว่าเป็นนโยบายที่ใช้หาเสียง
ที่ฮือฮามาก มีหลายคนไม่เชื่อว่าจะทำได้ ด้วยว่าไม่เข้าใจบ้าง คิดไม่ละเอียดบ้าง
เกลียดขี้หน้าคนคิดนโยบายบ้าง โดยไม่เคยฟังคำอธิบายเลยว่าเขาจะทำได้อย่างไร
เอาเงินมาจากไหน พอเห็นว่าเป็นการให้การรักษาอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ ก็ตาหูแหก
หลับตานึกถึงเงินก้อนมหึมาที่ต้องใช้ไปกับนโยบายนี้ แล้วก็เริ่มต้นด่า
อันที่จริงหลักใหญ่ในการออกนโยบายนี้ และอีกหลายๆนโยบายของพรรคที่มีคุณทักษิณเป็นผู้นำ
ก็มีเพียงข้อเดียว คือ"ต้องการให้คนไทยทุกคน ได้มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน"
ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ด้านการศึกษา การเข้าถึงแหล่งทุน และที่สำคัญ เรื่องสุขภาพ เบื้องหลังทุกนโยบาย
ก็มีเท่านี้จริงๆค่ะ เป็นเพราะประเทศนี้ มีความเหลื่อมล้ำมาก ไม่ใช่ว่าคนทุกคนจะได้รับสิทธิ์ประโยชน์
อย่างเท่าเทียมกัน พรรคจึงมีแนวคิดที่จะกระจายความเท่าเทียมไปยังคนทุกคนทั่วประเทศ และนี่ก็คง
เป็นเหตุผลใหญ่อีกข้อที่เขาต้องการกำจัดคุณทักษิณออกไปจากแวดวงการเมือง คือ ประเทศนี้เขาไม่ต้องการ
ให้คนเท่าเทียมกัน เขาต้องการให้มีชนชั้น เขาจะได้โหนได้ห้อยแม้จะอยู่ปลายแถวของสายพันธ์
เขาไม่อยากให้คนจนลืมตาอ้าปากได้ ด้วยความคิดว่าหากทุกคนลืมตา(เดี๋ยวก็เห็นทุกอย่างชัดเจนน่ะสิ
อ้าปาก(เดี๋ยวก็มากินส่วนที่เคยสวาปามอยู่กลุ่มเดียวเท่านั้นน่ะสิ)ได้ ก็แค่นั้นแหละที่ค้านกันหัวชนฝา
30บาท เป็นนโยบายที่มีปัญหา เพราะ ยอดเงินกระมัง หลายครั้่งที่พูดกันเรื่องนี้ งงกับตัวเลขนี้
สมัยนายกฯหลังการปฏิวัติ ไอ้รัฐบาลขิงแก่นั่นแหละ ก็มีคนออกมาโวยว่า ยุ่งยาก การเก็บเงิน
แค่ 30บาท ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะค่าใช้จ่ายในการทำทะเบียนประวัติก็เกินอยู่แล้ว งั้นจะไปเก็บ
ทำไม ไอ้คนพูดอย่างนี้น่ะ เป็นแค่คนที่มีอคติ เป็นแค่คนที่คิดว่าจะออกมาโจมตีเขาเท่านั้นเอง
จริงอยู่ 30 บาทมันเอาไปทำอะไรไม่ได้ ไม่พอกับค่าใช้จ่าย แต่มันดีกับประชาชน มันทำให้
รู้สึกว่า เราไม่ใช่คนไข้อนาถา เราจ่ายเงินรักษาตัวเอง ไอ้พวกมาต่อต้านเนี่ย ไม่เข้าใจคำว่า
"ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์"หรอกค่ะ ไม่เข้าใจว่าคนเราสิ่งสำคัญคือศักดิ์ศรี มันคิดแต่ว่ามีแต่พวกมัน
พวกเดียวที่มีศักดิ์ศรี ที่จะให้ใครมาลบหลู่ไม่ได้ ยิ่งเห็นว่าคนจนจะมีสิทธิ์เข้าถึง ยิ่งทนไม่ได้
นอกจากนี้ 30 บาทยังทำให้คนหยุดคิดก่อนเดินเข้าโรงพยาบาล ไม่ใช่ของฟรีนะเว้ยเฮ้ย
จะได้เดินเข้าออกไปขอยาแก้ปวดหัวเล่นทุกอาทิตย์ เนี่ยก็เป็นเหตุหนึ่งที่เก็บเงิน(ซึ่งเวลาออก
มาโจมตี ก็ไม่กล้าที่จะชี้ประเด็นนี้) และที่สำคัญที่ไอ้พวกมีแต่ปากไม่รู้และไม่เคยคิดจะรู้คือ
ไม่มีใครอยากเป็นขอทาน ทุกคนชอบของฟรี แต่ไม่อยากให้ของฟรีนั้นมาในรูปของทาน
ที่เอามาแจกให้ ไม่มีใครอยากดูเป็นคนยากไร้ เขาอยากยืนบนลำแข้งของตัวเอง เขาอยาก
เข้าถึงสิทธิ์ที่เขาพึงจะได้ ไม่ต้องมาแจก ไม่ต้องให้ไปยืนตากแดดหัวแดงทั้งวันเพื่อรอรับของแจก
เข้าใจกันบ้างไหมคะ
ส่วนเรื่องเงินที่จะรักษาพยาบาลจากโครงการนี้ ไม่ต่อว่าไม่ถามกันแล้วมังคะ คงรู้กันหมดแล้วสิท่าว่าเขาไปเอามาจากไหน
ทีแรกที่ออกมาโวยเพราะยังไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ พอรู้ว่าเงินที่เอามาใช้ก็เป็นเงินงบประมาณปกติ ไม่ได้ต้องเพิ่มวงเงิน
ขึ้นไปสักหน่อย ก็เลยเงียบกันเป็นเป่าสากกันซะงั้น หันมาเล่นเรื่อง ตัวเลข 30บาทแทน อันที่จริง หากเก็บสัก 50บาท ก็คงได้
แต่ว่ามันดูแพงไปนิด (ตั้งครึ่งร้อย) 30เนี่ยแหละกำลังดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป ที่สำคัญมันทำให้คนจำได้ไง้ จำได้ว่าใครคิดใครนำมาใช้
วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555
มันคงสับสน
ข่าวว่า หลังการเข้าไปให้การกับDSI ซึ่งใช้เวลานานเหลือเกิน
นายกฯมือเปื้อนเลือด เข้าให้การ 3ชม. และอ่านทบทวนคำให้การอีก4ชม.
เขาว่าเป็นการทบทวนคำให้การที่นานที่สุด มันคงอ่านไทยไม่ค่อยออก
ไม่ก็กลัวเขาจะแอบหมกเม็ด เขียนอะไรที่ตัวไม่ได้พูดลงไปอีก เลยอ่านนานหน่อย
เสร็จออกมาไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไรกับนักข่าว สงสัยยังงงตึ๊บ
ส่วนฝ่ายไอ้เมือก ในฐานะผอ.ศอฉ. โดนเข้าไป13ชม. ทั้งถามทั้งให้ดูคลิ้ป
ที่แม่งตอบว่าไม่เคยเห็น(ตามที่ทราบและนำมาด่ากันสนุกสนานไปแล้วนั้น)
มันยืนยันว่า ทุกคำสั่งของศอฉ. ในฐานะผอ. มันเป็นคนเซ็นแต่เพียงผู้เดียว
ไอ้นายกฯหัวกรวยไม่รู้เรื่อง เพียงมารับข้อกล่าวหาเอ๊ย ไม่ใช่มารับฟังการบรรยาย
สรุบทุกเช้าเท่านั้นเอง อุ๊ย ว้าย ดูแมนมั้กมาก แอ่นอกรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว
แต่มันคงลืมความจริงไปข้อหนึ่งว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้นำสูงสุดในสายการบริหาร
เมื่อเกืดอะไรขึ้นในขณะดำรงตำแหน่งต้องรับผิดชอบด้วย แม้ไม่ใช่คนเซ็น
ในการให้การเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็นการช่วยนายกฯในขณะนั้น จริงหรือเปล่า
หรือเพียงต้องการ 1.ให้ตัวเองดูดีเป็นสุภาพบุรุษ หรือ2. โชว์ความอ่อนด้อยของนายมาร์ค
นายกฯอะไร้ เกิดเหตุร้ายแรงในบ้านเมือง ออกข่าวครึกโครมว่าเข้าไปสุมหัวกัน
ในราบ 11 เพื่อแก้ไขปัญหา แต่ไอ้เมือกออกมารับว่า ไม่ได้รู้เรื่องอะไร เพียงแต่เข้ารับฟังการสรุป
ทุกเช้าเท่านั้นเอง ไม่รู้ไม่เห็น สั่งการอะไรก็ไม่ได้ อ้อ เมือกบอกที่อุตส่าห์ให้เข้ามาฟังการสรุปเนี่ย
เพียงเพราะจะได้มีอะไรไปเสนอหน้า(งานถนัด)ออกทีวีชี้แจงเท่านั้นเอง
เอาเถอะ ไม่ว่าจะเพราะอะไร ภาพที่แทนจะดูดีกลับยิ่งตกต่ำลงไปจนไม่เหลือ
ไม่รู้ว่าซักซ้อมกันมาหรือเปล่าให้นายมาร์คตอบไปในทางเดียวกัน ว่าไม่รู้ไม่เห็น
ที่ว่ามันคงสับสนเพราะ คงจำได้ว่า เมื่อเกิดถูกเรียกไปสอบ ลิ่วล้อปชป. ก็ออกโรงตีปี๊บ
ให้ข่าวว่า ทำเรื่องฟ้องคุณทักษิณ ต่อICC .ในกรณี ฆ่าตัดตอนในการปราบยาเสพติด
ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีคำสั่งให้ฆ่าด้วยซ้ำ เพียงแต่เป็นนายกฯที่มีนโยบายปราบปรามอย่างเด็ดขาด
กลับเอาไปฟ้องเขาในฐานะนายกรัฐมนตรี เหอๆ แต่มีคำสั่งฆ่าคนที่บริสุทธิ์ กลับบอกนายกฯ
วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ต้องเข้าใจกันก่อนนะ
จากการที่เอกสารของศอฉ. หลุดออกมา เรื่องการสั่งยิงด้วยสไนเปอร์นั้น
จะไปโทษ ไอ้พลซุ่มยิง หรือคนสั่งไม่ได้นา
ก็ในเอกสารเขาว่า ในกรณีมีผู้ก่อการร้ายปะปนอยู่ในหมู่ผู้ชุมนุม ให้ใช้ได้
หากจุดไหนไม่มี ก็ร้องขอมาใช้ยิงได้ เห็นไหมล่ะ เขาไม่ได้บอกสักหน่อย
ว่าให้ยิงผู้ก่อการร้าย
ก็ในเมื่อเขาเชื่อว่ามีผู้ก่อการร้ายปะปน แต่เผอิญมันไม่รู้ไงว่าเป็นคนไหนบ้าง
ตามคำสั่งเขาว่าให้ยิงได้ มันเลยยิงมั่วไปหมด ยิงคนขับแท็กซี่บ้าง คนไปรับหลานบ้าง
คนที่เป็นนักข่าวบ้าง ที่ร้ายสุดคือยิงอาสาพยาบาล
เห็นไหมล่ะ ก็สั่งมาหลวมๆว่าให้ยิงได้ ก็ไอ้นายเหนือขึ้นไปมันไม่ได้เจาะจงนี่นาว่ายิงอะไรได้
อะไรยิงไม่ได้ ก่อนมาประจำการ เขาก็กรอกใส่หัวมาแล้วว่า พวกที่อยู่ในที่ชุมนุม
มีผู้ก่อการร้ายเต็มไปหมด เมื่อไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ยิงไว้ก่อน ตามแบบฉบับทหาร ที่เขาสอนกันมา
เนิ่นนานแล้วว่า ยิงก่อนแล้วค่อยถาม(อ้าวนี่เรื่องจริงนะเนี่ย เขาสอนมาอย่างนี้จริงๆ)
แต่เอ ที่ยิงคนจนสมองไหลที่หน้าสตรีวิทย์นี่ ยังคิดมุกผู้ก่อการร้ายไม่ได้เลยนี่นา แล้วเอาไงดีล่ะ
ไอ้มุกผู้ก่อการร้ายนี่มาคิดได้ตอนที่ไอ้ร่มเกล้ามันตายโหงไปแล้วนี่นา แต่ทหารมันดันส่องยิงชาวบ้านถือธงก่อนเป็นรายแรก
เอาละโว้ย อุตส่าห์ เข้ามาช่วยแก้ตัวให้แล้วนา แต่แหมมันไม่ไหวว่ะ ความผิดมันทนโท่ ไม่รู้จะช่วยแถยังไง
เอาเป็นว่ารับโทษไปกันทั่วๆแล้วกันนิ ทั้งคนสั่ง(ผอ.ศอฉ.) นายกฯในฐานะหัวหน้าศอฉ.อีกที
คนยิงจะอ้างว่าทำตามคำสั่งโดยหวังจะปัดไปให้เจ้านายรับผิดคนเดียวก็ไม่ได้ล่ะนะ
เพราะผลที่พิสูจน์ได้ว่าพวกแกทำเกินกว่าเหตุ คนตายและคนเจ็บไม่มีใครมีอาวุธในมือ
ตอนถูกยิงเลยสักคน ทีนี้จะแก้ตัวกันอย่างไรดีละเนี่ย ตัวใครตัวมันละกัน ไม่ต้องโบ้ย
วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555
มหาภารตะยุทธ
เพิ่งดูจบไปเมื่อคืนเองค่ะ ซื้อแผ่นผีแหละค่ะ อายเหมือนกันนะคะ
แต่ไม่สนับสนุนให้ใครทำนะคะ มันไม่ดี ไม่ถูกต้อง ที่ถูก เราต้อง
ซื้อแผ่นลิขสิทธิ์ ราคาเป็นพัน (ฟังดูคุ้นๆไหมเนี่ย ชอบสอนให้คนทำความดี
แต่ตัวเองไม่เคยทำตามที่ตัวเองสอนเลยเนี่ย)
หนังแผ่นผี ก็มีข้อเสียนะคะ คือมันไม่ชัด เอาเสียเลย เสียงก็ค่อยๆ ดังๆ ไปตามเรื่อง
ต้องคอยถือรีโมตไว้ในมือ ปรับเสียงขึ้นลงตามสถานการณ์ อิอิ
ที่ซื้อมาดูเพราะเผอิญหนังเกาหลีใหม่ๆยังไม่มา เลยซื้อมาดูแก้ขัด
หนังอินเดียก็คือหนังอินเดียนะคะ พระเอก-นางเอง อ้วนพี สมบูรณ์มาก
เนื้อเรื่องคงพอทราบกันบ้าง ที่เขียนนี่ไม่ได้ตั้งใจจะรีวิวหรอกค่ะ
แต่ดูมาตั้งนาน จนแผ่นจบ ตอนที่จะเริ่ม มหาสงครามที่ทุ่งคุรุเกษตร
ได้ฟังบทสนากระตุกใจ จนต้องนำมาเขียนถึง
อยากส่งไปให้ทหารหาญ และคนบางคนได้ดูจังเลย
ช่วงที่เผชิญหน้ากัน กำลังเตรียมจะสู้รบ ตัวเอกของเรื่อง
ที่ชื่ออรชุน โดยมีกฤษณะเป็นสารถีรถศึกให้ กระโดดลงไป
แล้ววางคันธนูลงบนพื้น พร้อมพูดว่า "เราไม่รู้ว่าจะสู้รบไปทำไม
ในการสงครามย่อมมีความตายในเบื้องหน้า แต่คนที่ยืนอยู่อีกฝั่ง
ต่างก็เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน พูดภาษาเดียวกันทั้งสิ้น"
ก็ประโยคนี้ล่ะค่ะที่ฟังแล้วมันจี้๊ด อยากส่งไปให้ฟังกันในกองทัพ
ถ้าเขาได้ฟังเสียก่อนที่จะถือปืนออกมายิงประชาชน อาจคิดได้บ้าง
แต่อย่างว่าแหละเนอะ ดั๊นมีกฤษณะเป็นคนชี้นำ เป็นคนที่ยุงยงให้สู้รบ
แล้วดั๊นเป็นคนที่เหมือนใครบางคนในประเทศนี้ด้วยแฮะ คือ เชื่อว่า
ตนเป็นพระเจ้า เป็นคนดี ตัดสินได้ว่าใครถูกใครผิด ใครเป็น ธรรมะ-อธรรม
บอกอรชุนว่า เพื่อให้ธรรมะชนะอธรรม ต้องออกไปรบ เออเนาะเป็น
พระเจ้าจริงด้วย
ส่วนอีกตอนที่ประทับใจ คือตอนจบ ที่ภีสมะบุตรคงคา พูดก่อนตาย
เพราะโดนศรปักเต็มตัวจนกลายเป็นเตียงธนู นอนรอความตายอยู่หลายวัน อิอิ
หนังค่ะหนังอย่าคิดมาก จะตายทันทีได้ไง ต้องยื้อไว้ให้ถึงตอนจบสิ
ทั้งๆที่ภีสมะได้รับพร มาว่าหากไม่อยากตายก็จะไม่ตาย จนแก่ผมขาวเลอะเลือน
แล้วก็ยังไม่อยากตาย จนมาถึงตอนใกล้จบ พบว่าความตายของตน
อาจช่วยให้สงครามยุทธครั้งนี้ยุติลงได้(ซี่งก็หาเป็นเช่นนั้นไม่) จึงขอความตาย
ทีเด็ดอยู่ตรงที่ก่อนตายภีสมะสำนึกผิดค่ะ ได้พูดประโยคทองออกมาว่า
"การที่เราเป็นผู้ใหญ่สูงสุด เห็นอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่ได้พยายาม
ที่จะหยุดมันเสียแต่แรก กลับปล่อยให้ความไม่ถูกต้องดำเนินต่อไป
จนทำให้เกิด มหาภารตะยุทธ ผู้คนล้มตาย เป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง"
นี่แหละค่ะ ภาวะผู้นำ เสียดายมาช้าไปหน่อย กว่าจะคิดได้ว่าตนมีอำนาจ
ที่จะหยุดยั้งความแตกแยกได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ จนต้องมานอน พะงาบๆ สารภาพผิด
แค่นี้แหละค่ะที่ประทับใจหนังเรื่องนี้ ที่อยากส่งไปให้ใครบางคนดู ก่อนที่จะสายเกินไป
วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ถึงเวลาหรือยัง
ไม่ควรเล้ย ไม่ควรเลย ที่โดดเข้าไปรับตำแหน่งนายกฯ อย่างไม่สง่างาม
ในครั้งนั้น เข้ารับตำแหน่งอันทรงเกียรติ ทั้งๆที่ไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง
ได้ตำแหน่งมาอย่างพิศดาร ขนาดเป็นที่เล่าขานกันไปทั่ว ถึงวิธี อันสลับซับซ้อน
ใช้กลไก ทุกรูปแบบ ทั้งอำนาจ เงิน ตำแหน่ง เครื่องล่อใจ จนถึงการข่มขู่สารพัด
กว่าจะดันตัวเองขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกฯ แต่ก็เป็นทุกขลาภของแท้
เป็นลาภอันมิควรได้จริงๆ
ด้วยความอยาก เลยทำให้ คนหนุ่มที่น่าจะมีอนาคตดีงาม กลับมาได้รับสมญาว่า
"ไอ้ฆาตกร" ถูกคนก่นด่า สาปแช่งไปทั่ว เดินทางไปไหนก็มีคนตามไปถือป้ายด่าทอ
หนักหน่อยก็ถูกโห่ร้องตะโกนขับไล่
นี่คงไม่ใช่ภาพที่นายอภิสิทธิ์ใฝ่ฝันถึง เขาคงเพียงอยากจะดูเทห์
ได้นั่งเก้าอี้อันทรงเกียรติ ได้รับการยกย่อง นับหน้าถือตา
แต่ความอยากของนายอภิสิทธิ์ มันเป็นความอยากที่สูงสุดเอื้อม
เลยต้องมีตัวช่วยช่วยโน้มกิ่ง จริงๆก็จะเรียกโน้มก็ดูจะน้อยไป
ต้องเรียกว่า หักกิ่งเอามยื่นให้เลยทีเดียว
แต่ด้วยความที่ด้อยความสามารถจริงๆ แม้ตำแหน่งที่คนอื่นเขาทำทุกวิถีทาง
ผิดถูกไม่สนใจ นำมามอบให้ นายอภิสิทธิ์ กลับไม่สามารถดำรงตำแหน่ง และแสดงศักยภาพ
ของตนให้ปรากฎ ลองคิดดูหากนายอภิสิทธิ์เก่งจริง เวลาตั้งสองปีกว่าที่อยู่ในตำแหน่ง
คงทำให้นายอภิสิทธิ์ สร้างชื่อให้ปรากฎ คนจดจำในทางที่ดีได้ไม่น้อย
แต่น่าเสียดาย ความจริงก็คือความจริง เขาเป็นคนไม่มีความสามารถ
แต่เป็นเพราะแรงผลักดันที่ผิดธรรมชาติ จึงทำให้เขาตกลงไปในกับดัก
ของตัวเอง ยิ่งดิ้นก็ยิ่งจม เลอะเทอะหนักเข้าไปอีก
ใครจะไปรู้ หากนายอภิสิทธิ์ ไม่อยากเป็นนายกฯ ไม่รับตำแหน่งในวันนั้น
เรื่องที่เขาเคยทำผิด ทำชั่วมาในอดีตคงไม่มีใครทราบ ที่เห็นชัดๆก็เรื่อง
หนีทหาร เชื่อเถอะ ในประเทศนี้น่ะ คนหนีทหาร มีเยอะแยะ ลูกท่านหลานเธอ
ลูกอาเจ้ก อาแปะ ที่มีสตางค์ ไม่อยากให้ลูกไปลำบาก ก็หาวิธีหลีกเลี่ยง
กันทั้งนั้น ก็แหมบางคนตอนเรียนรด. ก็ไม่อยากเรียน พอต้องไปคัดเลือก
ก็ใช้สารพัดวิธีที่จะหลบ ใช้เงิน ใช้เส้นสายกันทั้งสิ้น
แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ ไม่ได้กระสันต์อยากมาเป็นนายกฯ
ให้ได้รับการตรวจสอบ ส่วนนายอภิสิทธิื ผู้โลภมาก อยากเป็นนายกฯ
ตามที่เล่าว่าอยากมาแต่เด็ก แต่ก็ไม่รู้จักจัดการชีวิตให้ถูกต้องดีงาม
หากอภิสิทธิ์ ไปรับการเกณฑ์ และใช้วิธีอื่นในการหนีการคัดเลือกมา
ก็จะไม่ดูทุเรศเท่านี้ ถ้านายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เล่นการเมือง ไม่ได้ทยานอยาก
นั่งเก้าอี้ที่ตนไม่ควรนั่ง ผลคือเขาเลยต้องจ่ายด้วยราคาแพงลิบลิ่ว
พ่อแม่ถูกลากมาด่าทอไปด้วย เพราะเมื่อจวนตัว นายอภิสิทธิื ก็จะโทษ
พ่อแม่ ดังเช่นเรื่อง การแจ้งเกิด เมื่อ ถูกซักเรื่องสองสัญชาติในสภา
ก็อภิปรายว่า ไม่ได้เป็นคนไปแจ้งเกิดเอง เรื่องหนีทหาร ทำเอกสารปลอม
ก็คงโทษว่าพ่อไปหามาให้เอาไปยื่น จะปลอมหรือไม่ไม่ทราบ
หากอภิสิทธิ์เป็นนายก.นายข. ประกอบสัมมาอาชีวะอย่างคนปกติ มีหรือ
ที่ใครจะไปขุดคุ้ยออกมาได้ว่า ใช้เอกสารปลอม เขาว่าคนโกหก ลองได้เริ่มครั้งแรก
โอกาสที่จะพูดความจริงครั้งต่อๆไปก็ยาก ต้องโกหกทับเข้าไปเรื่อยๆ
เพราะกลัวว่าไอ้ที่โกหก ครั้งแรกมันจะเผยออกมา
นายอภิสิทธิ์ ป่านนี้จะกินได้นอนหลับอย่างปกติหรือไม่ ที่ทุกวันต้อง
คิดหาเรื่องมาโกหกไปเรื่อยๆ จนชักสับสน ออกอาการบ้า จนคนเขาตั้งข้อสังเกต
เขาจะเสียใจหรือยังว่าไม่น่าเลย ไม่น่ามาเล่นการเมือง ไม่น่ารับตำแหน่ง
จนทำให้ชีวิตดิ่งลงเหว จนยากจะตะกายขึ้นมา นับแต่นี้ไป ชื่ออภิสิทธิ์
คงได้รับการจารึกว่า นายกฯผู้หนีทหาร ใช้เอกสารปลอม และเผลอๆจะต้อง
เป็นนายกฯคนแรก(ตามที่เขาชอบเป็น เป็นคนแรก) ที่ติดคุกฐานสั่งการโดยมิชอบ
ฆ่าคนตายเกลื่อนเมือง
ถึงเวลาหรือยังที่อภิสิทธิ์จะนอนร้องไห้ทั้งคืน คร่ำครวญว่า "ไม่น่าเลย"
วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555
เมื่อพ้นตำแหน่งไป ก็จำเป็นต้องส่งคืน จะมาอ้างนั่นอ้างนี่ ว่ายังมีสิทธิ์ใช้ได้ไง
เขาไม่ได้ให้ใช้เพราะต้องการใช้สักหน่อย ไอ้นิสัยติดตัวที่เห็นแก่ได้ แฮ้บของหลวงไว้เป็นของส่วนตัวเนี่ย
เป็นกันตั้งแต่หัวจรดหาง ไอ้ลูกพี่ใหญ่ก็อยู่บ้านหลวง ที่เขาว่าเป็นบ้านประจำตำแหน่งของผบทบ.
พ้นไปตั้งไม่รู้กี่สิบปีแล้ว ก็ยังไม่ยอมออก เห็นเขาว่าคนที่อยู่คนแรกคือจอมพลสฤดิ์ คงต้องรอให้ลาตาย
ก่อนจะย้ายออกกระมัง
ไอ้เรื่องของหลวงเนี่ย มันเป็นวิสัยของผู้เจริญนะคะ คนที่มีจิตใจดี ไม่มักได้
ต้องรู้ว่า ได้มาพร้อมกับตำแหน่ง เมื่อพ้นตำแหน่ง จำต้องส่งคืน ไม่ใช่เก็บไว้ใช้เป็นสมบัติส่วนตัว
นี่ถ้ารถที่อมไว้ไม่เกิดยางแตก ความจะแตกไหมเนี่ย
แล้วที่ นายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงยืนยันรถที่นายอภิสิทธิใช้เบิกมาอย่างถูกต้อง
โดยกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร จากศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.)
มันไม่ถูกนะคะ หากรถคันนี้ถูกจัดซื้อมาเพื่อใช้เป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เมื่อไม่ได้เป็นนายกฯ แม้จะทำเรื่องขอใช้ ก็ไม่น่าจะถูกต้อง
โชคดีที่ไทยไม่มีบ้านประจำตำแหน่งนายกฯ (เพราะถึงมีก็ไม่มีใครกล้าใช้ เพราะกลัวผี)
ไม่เช่นนั้น ป่านนี้คงต้องปลูกบ้านกันไม่เว้นแต่ละปี เพราะเปลี่ยนนายกฯบ่อย แล้วไอ้คนเก่าก็อ้างว่า
ทำเรื่องขอใช้เป็นการถาวรแล้ว
นิสัยที่เห็นแก่ได้ อมของเล็กๆน้อยๆ เนี่ยมันดูไม่ดีเลยนะคะ รถประจำตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านก็มี
ได้ข่าวว่าเบิกไปใช้แล้วด้วย ส่วนรถประจำตำแหน่งนายกฯก็ไม่คืน มันกระไรอยู่นา
เห็นเถียงว่ารถราคาแค่ หกล้านกว่า ไม่มีปัญญาหาซื้อเองหรือไง อย่างไรก็ลูกพรรคโกงเงินไปตั้งเยอะ
ออกตังค์ซื้อให้ลูกพี่นั่งหน่อยเป็นไร จะได้ไม่ถูกเขาก่นด่ากันเต็มไทม์ไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ธรรมาภิบาล
เคลื่อนไหวกันยกใหญ่
เผอิญมีคนมาส่งข่าวว่าสหภาพการบินไทย ความรู้สึกช้ามากไปมั้ง
เพราะวันที่DD คนนี้เข้ามาก็มาไม่ถูกต้องนา มีคนเขาร้องด้วยซ้ำว่า
ตอนมาแกคุณสมบัติไม่ครบ นะคะ
มาจะเล่าให้ฟัง คือว่าก่อนทีแกจะมาเป็น DDการบินไทยน่ะ
แกทำงานอยู่ที่บาฟส์(บริษัทบริการเชื้องเพลิงการบินกรุงเทพจำกัด (มหาชน)
อันว่าบริษัทนี้เป็นคู่สัญญากับบริษัทการบินไทย(มหาชน)นะคะ และตามข้อห้ามของพรบ.
ได้ปรากฎชัดเจนว่าคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ระบุว่า ไม่เป็นหรือภายในระยะเวลา สามปีก่อนวันได้รับแต่งตั้ง ไม่เคยเป็นกรรมการ
หรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในนิติบุคคลที่ได้รับสัมปทาน
ผู้ร่วมทุน หรือมมีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น เว้นแต่การเป็นประธานกรรมการหรือ
กรรมการในนิติบุคคลดังกล่าว โดยการมอบหมายของรัฐวิสาหกิจนั้น
นายปิยะสวัสดิ์ เคยทำงานที่บาฟส์จริงและลาออกเมื่อวันที่ 7 ตค.49 และได้มารับการคัดเลือกเป็นDDการบินไทย
ก่อนถึงเวลาครบ 3ปี จนมีผู้ร้องให้การแต่งตั้งนายปิยสวัสดิ์เป็นโมฆะ ขนาดรมต.คมนาคม
นายโสภณ ซารัมย์ ยังไม่กล้าเซ็นสัญญาจ้างทั้งที่ผ่านการอนุมัติมากว่า 3เดือน
แล้วเขาทำอย่างไรกันคะ แหมเรื่องนี้ง่ายมากสำหรับพรรคแมลงสาบและพวก ก็ดึงเรื่องไงคะ ดึงเอาไว้
ไม่กล้าแต่งตั้ง เป็นเวลา ถึง3เดือน กับ20วัน(คงจำได้เรื่องการตั้งผบตร.ที่ดองไว้ยาวนานที่สุด)
ซึ่งที่จริงแล้ว คุณสมบัติแก ก็ขาดตั้งแต่วันมาสมัครแล้ว แต่เผอิญเป็นพวกเดียวกัน
ก็ทำเป็นหรี่ตาเสียข้าง หยวนๆกันไป ถูลู่ถูกังแต่งตั้งจนสำเร็จ
แต่เรื่องนี้สหภาพไม่สนใจนะคะ มองไม่เห็นว่ามันขัดต่อหลักธรรมาภิบาล
เหมือนตอนที่ปลดDD เสียนี่ เรื่องนี้ ร้องปปช.ไปแล้วก็เงียบนะคะ ตามสไตล์
ของพวกธรรมาภิบาลสูงส่ง หากเป็นคนอื่น ไม่ใช่พวกตัว ป่านนี้มิลากลงมา
ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งหรือคะ ที่จริงควรเอาผิดย้อนหลังด้วยซ้ำ
ที่เขียนมาเพียงเพื่อจะบอกว่าถึงเวลามาอย่างไร ถึงเวลาไปก็รีบไปเงียบๆเถิดค่ะ
ปรามกองเชียร์ของตนเสียบ้าง อย่าปล่อยให้ออกมาร้องแรกแหกกะเฌอกันดังนัก
เดี๋ยวฝุ่นที่ซุกไว้ใต้พรมมันฟุ้ง จนได้เห็นความผิดกันบ้าง จำไว้ล่ะ