วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ถอดรหัส..ผบ.ตร.

ID # 841742 - โพสต์เมื่อ : 2009-10-01 13:30:22 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


ไม่ได้มีข่าววงนอกวงในลึกซึ้งอะไรหรอกค่ะ เผอิญได้ฟังข่าว
แล้วสะกิดใจ เลยขอถอดรหัสเอง โดยการใช้นามสกุล ได้ออกมาเป็นอย่างนี้ค่ะ

..



..



ก็คนหนึ่งตันเสียแล้ว จะไปเป็นได้อย่างไร ส่วนอีกคนท่านก็ มั่นหมายไว้แล้วด้วยสิ อิ๊อิ๊

คุณปทีปเขานามสกุลตันประเสริฐมั้งครับ คุณป้าฯ

หวายอายมั้กมาก ปล่อยให้ป้าโชว์เฉิ่มอยู่ทั้งวัน ไม่มีใครบอกเลย
ขอบคุณค่ะ

ไปอินเดียกับอภิสิทธิ์

ID # 841109 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-29 10:09:17 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


อ๊ะๆไม่ใช่อ้ายเด็กเวรอย่าเข้าใจผิด แต่หมายถึงอภิสิทธ์ชน
วันไป ท่านนายพลตำรวจส่งลูกน้องไปอำนวยความสะดวก
เช็คอินกระเป๋าและตั๋วอย่างสบายบื๋อ

ขากลับท่านฑูตทหารเรือประจำอินเดียมาส่ง การบินไทย
อำนวยความสะดวกเรื่องกระเป๋า ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนัก
ซื้อโต๊ะหินอ่อนมากันเพียบ

ได้มีโอกาสใช้อภิสิทธิ์เหนือชาวบ้านเล็กๆน้อยๆ ชักติดใจ
มิน่าคนที่มีอำนาจมันถึงได้ติดหลงอยู่กับอำนาจ แม้จะรู้ว่า
ได้มาไม่ถูกก็ไม่อยากเสียไป การมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น
ก็ทำให้ลุ่มหลงกับความสะดวกสบาย

จริงๆอายเหมือนกันนะคะ ที่โหลดกระเป๋าและทำตั๋วแบบ
กรณีพิเศษ ไม่ต้องไปยืนหน้าแห้งรอคิว ไปก็ช้ากว่าชาวบ้าน
แต่ไม่ต้องห่วง ปุ๊บปั๊บได้เข้าไปก่อนเสียอีก เฮ้อ!

ที่สำคัญใช้อภิสิทธิ์แล้ว ยังมีคุณทักษิณมาช่วยเข็นกระเป๋า
ให้อีกด้วย แหะๆ ก็คนที่กลับมาด้วยเป็นนายพลทหารเรือท่าน
ชื่อทักษิณด้วยนี่คะ

อินเดียร้อนมาก คนอยู่ต่างกันอย่างกับคนละโลก ทั้งๆที่ยืนอยู่บน
พื้นดินเดียวกัน ไอ้ที่รวยก็รวยระยับ ไอ้ที่จนก็ยังแบมือขอทาน
อยู่เลย รถติดไฟแดง จะมีเด็กอินเดียมาแสดงกายกรรมเล็กๆ
ข้างรถเพื่อขอเงิน เห็นแล้วก็อนาถ

ข้อน่าสังเกต ที่อินเดียมีแมคโดนัล แต่มีให้เลือกแค่ปลากับไก่
เพราะคนฮินดูไม่รับประทานเนื้อ คนมุสลิม ไม่รับประทานหมู
ไก่และปลาจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด มีไอศครีมชอคโคแลตซันเดย์
ถ้วยเล็กด้วย น่ารักจริงๆ เล็กกว่าบ้านเราครึ่งหนึ่ง แต่ก็กำลังดี
สำหรับคนที่อยากทานพอแก้อยาก ไม่ต้องรับถ้วยใหญ่ให้เหลือจน
รู้สึกผิด

อาหารอินเดีย ประเคนเครื่องเทศลงไปทุกอย่าง จนเหม็นไปหมด
ติดมาจนผลไม้ ในโรงแรมแท้ๆ ตักมะละกอมา พอเข้าปาก ต้องรีบคาย
เหม็นไปหมด นี่ขนาดคนที่รับอาหารอินเดียได้ยังทนไม่ได้ แล้วคนที่ทนกลิ่น
ไม่ไหว เห็นท่าจะตายแน่

สรุปว่าทริปนี้ ได้ทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน เอาเปรียบชาวบ้านเขาเล็กๆน้อยๆ
อ้อ ไกด์อินเดีย จบดอกเตอร์ (PHD) เชียวนะคะ แต่ก็ยังมาทำหน้าที่ไกด์

ถนนตามเส้นทางสามเหลี่ยมทองคำ(ตามเส้นทางเที่ยว ที่ขึ้นชื่อ) คือลงเครื่อง
ที่เดลลี นั่งรถไปอักกร้า ลงมาชัยปุระ แล้วกลับมาเดลลี นั่งรถนานมากๆ
ทางไม่ไกล แค่สองร้อยกว่าโลในแต่ละเที่ยว แต่นั่งทั้งวันแปลกจริงๆ
ถนนก็ไม่เลวร้าย แต่รถโดดไปตลอดทาง ไม่น่าเชื่อ นัยว่าแหนบไม่ดี

ตามทางต่างจังหวัดทั้งคน รถ และสัตว์ (มีตั้งแต่ช้าง ม้า วัว ควายแถมอูฐ)
ร่วมเส้นทางกันขวักไขว่ ทริปนี้ ดีกว่าเส้นทางไปสังเวชนียสถาน โรงแรมดีกว่ามาก
ราคาก็ไม่แพง ยังคิดเลยว่า อย่างนี้ไทยจะสู้เขาได้อย่างไร เพราะโรงแรมหรู
ราคาต่อคืนพร้อมอาหาร(บางแห่งสามมื้อ บางแห่งเฉพาะมื้อเช้า) ไม่เกินสี่พันบาท
ถ้าต้องจ่ายในเมืองไทยคงตกเป็นเงินหมื่น โรงแรมดีมากๆ ใช้ชื่อว่าพาเลซทั้งสิ้น
เลยได้ใช้ชีวิตเป็นเจ้าสบายใจ บางแห่งเป็นวังเก่าจริงๆมีรูปต้นตระกูลประดับอยู่แทบทุกห้อง
ก่อนนอนสวดกันยาว ขอเจ้าของรูปว่าอยู่แต่ในรูปน่ะดีแล้ว ไม่ต้องออกมาต้อนรับหรอก
เดี๋ยวหัวโกร๋นหมด แฮ่ม

ตามสถานที่ท่องเที่ยวมีคนรับจ้างถ่ายรูปเดินตามตลอด สั่งให้เรายืนท่าโน้นท่านี้
เหมือนเป็นสไตลิสต์ในตัว จบทริป เขาอัดมาให้เสร็จ ขนาด5*7 ชัดเจนสวยงาม
ราคาใบละ50รูปีก็สามสิบกว่าบาทเท่านั้น ดีกว่าถ่ายเองด้วยกล้องดิจิต้อล ซึ่งจาก
ประสบการณ์ ถ่ายมาบางทีเป็นชาติยังไม่เคยเอาไปอัด อย่างดีก็ถ่ายเทลงเก็บไว้ในคอมฯ
แต่นี่เห็นทันที จับต้องได้ หากไม่สวยไม่พอใจ ไม่เอาก็ได้ แต่ป้าเอาหมด(เอ เป็นเพราะสวยทุกรูป หรือเปล่าหนอ)
แต่คงไม่ใช่กลัวเขาเอาไปติดประจานว่าดูสิ ไอ้พวกนี้ถ่ายแล้วไม่เอา
โดยเฉพาะถ้ารูปไม่สวยที่เราไม่เอาคงไม่อยากให้ใครเห็น แต่ถ้าไม่เอาจริงๆ
บางเจ้าก็จะลดราคาให้ บางเจ้าก็เอามาทิ้งไว้ตามโรงแรม ให้เก็บกลับไปฟรี
แต่ป้าว่ามันเอาเปรียบเขาราคาขนาดนี้ก็เอาหมดทุกที ตกแห่งละ20รูป
มากกว่าใครเขาเพื่อน

ที่ทัชมาฮาลมีเจ้าหน้าที่ดูแล เดินไปมา กล้องก็ไม่มี แต่จะเข้ามาช่วยหาที่ถ่ายให้
แนะนำจุดสวยๆ บางครั้งก็เอากล้องของเรานี่แหละถ่ายให้ เดินตามไปเรื่อย
เสร็จสรรพเราก็ต้องจ่ายให้เขาอยู่ดี แต่เพราะเขาเป็นเจ้าถิ่น รู้มุมเก๋ๆ เลือกได้ดีกว่าเรา
มีม้านั่งอยู่ตัว เรียกว่า Diana Bench นัยว่าเป็นม้านั่งที่ไดอาน่ามาประทับฉายพระรูป
ใครไปใครมาต้องมานั่งถ่ายซ้ำรอยเดิม ต่อคิวกันยาวเหยียด (บ้าเจ้าเหมือนกันทั้งโลก)



ไดอาน่าเบนช์ที่ว่า เอหรือไม่ใช่ น่าจะเป็นอีกตัวมากกว่า แต่ตัวนี้คิวสั้นกว่า



ท่าตลกๆนี้ฮิตมาก จับจุกกันสนุก รูปนี้ดูอ้วนกว่าตัวจริงมากๆคงเป็นเพราะชุด
แต่ก็แดงดีนะคะ (เขาว่าถ้าใส่แดงแล้วถ่ายคู่กับทัชมาฮาลจะดูสวยสด เพราะ
ทัชมาฮาลสีขาวกระมัง)

ขออภัยรูปใหญ่ไปนิด แสกนกรรมเอ๊ยไม่ใช่แสกนมาจากรูปที่ช่างภาพ
อินตระเดียถ่ายให้ ไม่ได้ย่อล่ะค่ะ โชว์เลย เพราะป้ายังงงๆ ง่วงๆอยู่เลย


โรงแรมไม่เห็นอ้ะค่ะคุณJessica ไม่ทราบว่าเป้นอันเดียวกับWater Palace
หรือเปล่า ถ้าเป็นอันนั้นยังมีน้ำอยู่นะคะ

บ้านเมืองอินเดียแถบที่อังกฤษเข้ายึดครองมีตึกรามบ้านช่องสวยงาม
แต่ถูกทิ้งไว้รกร้าง น่าเสียดาย มีลูกกรงที่เป็นทั้งเหล็กและปูนสวยงามมากๆ

แต่ตามสี่แยกมีเด็กนั่งอึอยู่กลางสี่แยกเลย ส่วนผู้ใหญ่หนุ่มๆก็ยืนฉี่
เข้ากำแพงตามท้องถนแบบไม่อายฟ้าดิน บ้านเมืองเลยเหม็นสุดๆ

ฝุ่นเยอะมาก ว่าเมืองไทยเยอะแล้วยังสู้ไม่ได้ ญี่ปุ่นไม่มีฝุ่นเลย

มีเรื่องเล่าต่อว่าไปซื้อพลอยที่เมืองชัยปุระ ทำด้วยอเมทิสเป็นดอกๆ
ทำเป็นกำไล ยาวไปนิด เลยสั่งตัดออกสองดอกเอาไปทำต่างหู
เขาว่าไม่เสร็จหรอก เราบอกว่าไม่ได้เราจะกลับไปเดลลีแล้ว เขาว่า
มัดจำไว้บางส่วน พรุ่งนี้จะนำส่งให้ถึงโรงแรมพร้อมเงินที่เหลือ ก็ยัง
งงๆไม่เชื่อใจเท่าไหร่ แต่ไกด์รับรองแข็งขัน เลยมัดจำไว้เป็นเงินไทย
สักสามพันบาท เดินทางมาเดลลีใช้เวลาไปค่อนวันอย่างที่เล่าระยะทาง
แค่250กิโล ออกบ่ายสองโมงมาถึงเอาสองทุ่ม นึกในใจว่าใคร้มันจะเอา
มาส่ง เพราะขาดเงินอีกประมาณสี่พันกว่าบาท ปลงว่าถ้าไม่มาก็เสียแค่
สามพันกว่าบาท ที่ไหนได้วันรุ่งขึ้น เขามาส่งถึงสถานฑูตตามเวลานัด
ทำมาให้เรียบร้อยตามต้องการ ไม่รู้ว่าเขาเดินทางมาอย่างไร แต่ทำให้รู้ว่า
คนอินเดียหากรับปากแล้วไม่เคยผิดสัญญา (ไม่เหมือนจีนฮ่องกง ที่จ้อง
แต่จะโกง)

ซื้อของที่อินเดียก็เหมือนกับซื้อของที่เมืองจีน เพราะต่อได้สะบัด
ห้ำหั่นราคากันสุดฤทธิ์ สนุกมากๆ หากไปร้านไหน เขาบอกเป็นฟิกซ์ไพรซ์
ต่อรองไม่ได้ก็ไม่ซื้อเพราะไม่สนุกเอาเสียเลย ของไม่ได้อยากได้
แต่ชอบต่อรองราคา มันสนุกดี เพชรเมืองอินเดีย เขาว่าฝีมือเจียรนัยสู้ไทย
ไม่ได้ แต่ราคาถูกมาก มีพ่อค้านำมาเสนอขายถึงสถานฑูต เขาว่าเพิ่งกลับ
มาจากเมืองไทย นำมาออกงานjewelry ที่เมืองทอง ขายดีมาก เหลือกลับมาไม่มาก ร้านผ้าก็ขนมาให้ดูด้วย เลือกผ้าพันคอกันสนุก

อินเดียหากเลือกได้ไม่เคยคิดกลับไปอีก คราวก่อนไปสังเวชนียสถาน
ก็ว่าเข็ดแล้ว แต่คราวนี้เพื่อนที่เป็นญาติกับท่านฑูตว่าท่านครบวาระจะ
กลับเมืองไทยตุลานี้แล้ว น่าจะมาเที่ยวกัน เขามาแล้วเมื่อต้นเดือน
คราวนี้ชวนเพื่อนร่วมโรงเรียนเก่ามากันนับได้ 13คน สนุกดี แต่คง
ไม่กลับไปอีก

ที่ประทับใจที่สุดก็คงเป็นทัชมาฮาล ที่พอเดินเข้าไปเห็น ภาษาพระ
เขาเรียกว่าเกิดปีติ วูบวาบไปหมด เห็นความสวยงามอลังการบวกกับ
ตำนานการสร้าง สมกับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก

ส่วนนครวัดนครธมก็ไปดูมาแล้วค่ะ ตระการตาไปคนละแบบ
แต่อันนี้ยังดูใหม่ สวยกว่าซากเก่าๆที่นครวัดนครธม

อ้ออีกที่หนึ่งที่เกิดวูบวาบคือศาสนสถานของฮินดู มีเทพหลายองค์
เดินเข้าซื้อดอกไม้เดินเข้าไปนมัสการ เขาไม่ให้ถ่ายรูป มีเจ้าแม่กาลี
หนุมานเป็นอาทิ แต่ที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ที่สุดคงเป็นพระพิฆเนศวร์ที่ภรรยา
ท่านฑูตว่าขออะไรก็ได้ ไม่ต้องบน ให้ไปไหว้แล้วเอ่ยชื่อเสียงเรียงนาม
แล้วตั้งใจขอ ตรงหน้าพระพิฆเนศวร์ นี่ก็เป็นอีกที่ที่รู้สึกวูบวาบคงมี
ความ ศักดิ์สิทธิ์สูง เลยตั้งใจขออย่างที่ใครๆก็ต้องรู้ว่าป้าปากเกร็ดจะขออะไร หวังไว้ว่าถ้าศักดิ์สิทธ์จริงคงต้องกลับไปนมัสการขอบคุณอีกรอบ
แฮ่ม

อนิจจาประเทศไทย

ID # 839608 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-22 15:51:20 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


ไม่ผิดจากที่เขาเรียกว่าตอแหลแลนด์จริงๆ ปัญหาของประเทศนี้
คงอยู่ตรงนี้แหละ คือชอบคิดแทนคนอื่น แทนที่จะถามเจ้าตัว
ว่าเขาต้องการอะไร กลับคิดเอาเองว่าเขาควรได้รับอะไร

อนุสนธิจากเรื่องเด็กไร้สัญชาติที่ไปแข่งพับเครื่องบินกระดาษ
กลับมา รัฐบาลคิดเองเออเองว่าต้องตกรางวัลฐานไปสร้างชื่อ
ให้ประเทศด้วยการให้ทุนเรียนต่อจนจบปริญญาเอก

โอ้แม่เจ้าชาวไทย ทำไม้ทำไมมันถึงได้งี่เง่าขนาดนี้ เด็กอายุ
12 เรียนอยู่ชั้นอะไรหรือ ยังไม่ถึงชั้นมัธยมล่ะกระมัง ความรู้
ความสามารถมีแค่ไหนไม่รู้ เพราะสาขาวิชาที่ไปชนะมาเป็น
แค่ทักษะทางการพับกระดาษ วิชาการ อาจไม่ได้เรื่อง จะเรียน
เก่งหรือไม่ก็ยังไม่รู้ อาจเอาแต่นั่งพับกระดาษอยู่วันทั้งวัน
หนังสือหนังหาไม่สนใจ

แล้วไปให้ทุนเรียนถึงปริญญาเอก แล้วไอ้ปริญญาเอกเนี่ย
มันเรียนกันได้ทุกผู้ทุกคนหรืออย่างไร ให้เขาไปแล้วเขาไม่สนใจ
ไม่อยากได้ ไม่อยากเรียน มิเป็นการกดดันหรือ

บ้าไปกันหมดแล้ว เออถ้าว่าได้โอลิมปิกเหรียญทองมาก็ไม่แปลก
เพราะได้แสดงความสามารถให้ปรากฎว่าเก่งทางด้านวิชาการ
แต่เด็กชายพับกระดาษเก่ง ไปบังคับเขาเรียนปริญญาเอกทำบิดาท่าน
ทำไมหรือ ความรู้ความสามารถมันเรียนได้หรือก็ยังไม่รู้

เคยถามเขาไหมว่าเขาอยากได้อะไร เขาเป็นเด็กไม่มีสัญชาติ
นั้นแหละปัญหาสำคัญ ไม่สามารถทำอะไรตั้งหลายอย่างในประเทศนี้
เช่นว่าแม้การเข้าโรงเรียนปกติยังยากเลย ไอ้หนังสือเดินทางน่ะก็เห็น
อยู่ ว่าถ้าไม่ได้การอมุมัติพิเศษ ก็คงทำไม่ได้

ก็แค่ให้สัญชาติเขาไป ก็ดีถมถืด หากเขาเรียนเก่งก็จะมีลู่ทาง
เรียนได้เองแหละ ดันไปคิดเองว่าให้เรียนถึงปริญญาเอกดีกว่า
เป็นอย่างนี้ทุกที ไม่สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของ
คนได้ เพราะคิดไม่เป็น ถามไม่เป็น คิดแต่ว่าตัวกูของกูนี่แหละเป็น
ใหญ่ ตัดสินชะตาชีวิตแทนคนอื่นได้

เด็กที่ได้ทุนหวยไปเรียนที่ต่างประเทศ เป็นอีกตัวอย่างของความงี่เง่า
ของคนชั้นปกครอง ทุนนี้แหละที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริง
เพราะเด็กที่ได้เป็นเด็กที่เรียนเก่งเรียนดี มีความประสงค์จะไปเรียนต่อ
จริงๆ แต่อนิจจาเรียนจะจบแล้ว เพียงเพราะเกลียดขี้หน้าคนให้ทุน
ต้องการทำลายล้าง เลยหยุดส่งเสียมันกลางคัน ดื้อๆอย่างนั้นเอง

ตราบใดที่เราหัดฟังเสียงชาวบ้านว่าเขาต้องการอะไร ประเทศคงมีความสุข
มากกว่านี้ เลิกคิดเอง แล้วยัดเยียดให้เขาเถอะ ดูง่ายๆ ไอ้ที่โกงกันจนเหม็นโฉ่
เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงอะไรนั่นก็อีก อยู่ดีๆ ก็มีสินค้าไม่กี่อย่างไปให้
ชาวบ้านเลือก (เพราะโกงกินกับบริษัทเจ้าของสินค้ามาเรียบร้อยแล้ว)
แทนที่จะให้เขาคิดเองทำเองว่าชุมชนอยากได้อะไร ดั๊นต้องไปเอาตู้น้ำกด
มากันทุกหมู่บ้าน ทั้งๆที่น้ำประปา เขาคุยโขมงโฉงเฉงว่า"น้ำประปาสะอาด
ดื่มได้อย่างปลอดภัย" เฮ้อ แต่ต้องมีตู้น้ำกด ไม่งั้นมันโกงกันไม่ได้

เล่าเรื่องเมืองญี่ปุ่น

ID # 837610 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-15 20:19:34 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


วันนี้ตั้งใจจะไปสำเพ็งของญี่ปุ่นนะคะ ไปมาหลายครั้งแล้วแต่ก็หลงทุกครั้ง
สถานีน่ะรู้ล่ะค่ะว่าคือ Bakuracho แต่ออกทิศไหนล่ะเนี่ย คนไทยเอ๋หรือป้า
คนเดียว ไม่รู้จักทิศ หลงทางออกทุกทีไป

เดินเสียแย่ ถามคนเขาไปทั่ว ได้ความว่าคนญี่ปุ่นน่ารักที่สุด พูดไม่ได้แต่ก็
ช่วยสุดฤทธิ์ จนถึงขั้นเดินพาไปส่งถึงที่ สิ่งนี้แหละค่ะที่คนไทยไม่มี service
mind เราไม่เคยมี พูดไม่ได้ก็ไม่พยายามจะช่วย ได้แต่หัวเราะแหะๆ แต่ไม่
ได้ช่วยอะไรเลย

พูดไม่ได้ไม่เป็นไร ไปหาคนพูดได้มาช่วย กระเหรี่ยงไทยเลยรอด หากอยาก
เป็นเมืองท่องเที่ยว ต้องสร้างอันนี้ค่ะ อาหารหารกินไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
ใช้ดูรูปกดคูปอง จ่ายเงินส่งให้คนขาย เขาก็ทำตามนั้น ไม่ต้อพูดสักแอะ

ทำอย่างไรให้ไทยเป็นได้อย่างนี้ เงินทั้งนั้น เขาเอามาถึงที่ แทบไม่ต้องลงทุน
ช่วยกันนะคะ คนไทยในสายตาโลกยังดูดีอยู่

เล่าเพิ่มเติมนะคะ มาคราวนี้ติดตามสามีค่ะ เขามาประชุมสมาคมมาตรฐาน
เอเชียหรือไงเนี่ยแหละค่ะ

วันแรกได้ไปงานเลี้งรับรอง เขาให้เอาภรรยาไปด้วย เลยได้เห็นความแตก
ต่างระหว่างยาจกกะคนรวย

แม้ญี่ปุ่นจะประสบปัญหาเศรษฐกิจแต่ก็ต้องนับว่ารวยกว่าเรา โหงานเลี้ยง
จุ๋มจิ๋มน่ารัก ปีที่แล้วจัดเมืองไทย โน่นพาไปล่องเรือถึงอยุทธยา เลี้ยง
อีกทีในโรงแรม มีการแสดงเพียบ

คนไทยชอบจริงเรื่องหน้าใหญ่ใจโตเสียเท่าไหร่ไม่ว่าขอให้ได้หน้าเสียก่อน
เราชอบสร้างภาพจริงๆ มีต้นแบบการสร้างภาพนี่เนอะ ไปแระ


ภาพประกอบ ...งานเลี้ยงจุ๋มจิ๋มน่ารัก

เก็บข่าวต่างประเทศมาฝากกัน

ID # 836552 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-11 08:20:33 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


จากหนังสือพิมพ์"โลกวันนี้"นะคะ น่าสนใจ เลยนำมาลง

เล่นTwitterทำสมองเสื่อม




ปักกิ่ง : ผลการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยสเตียร์ลิ่งเปิดเผยว่า
เว็บไซต์สังคมออนไลน์บางเว็บไซต์สามารถทำให้ผู้เล่นมีสติปัญญา
น้อยลงได้ ขณะเว็บไซต์อื่นๆอาจให้ผลในทางตรงข้าม โดยผู้เล่นจะ
มีความจำดีขึ้น อันเป็นผลมาจากการที่ผู้เล่นจำเป็นต้องจัดการกับ
ข้อมูลจำนวนมากอยู่ตลอดเวลา

ดร.เท รซี่ แอลโลว์เวย์ นักจิตวิทยาซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความจำ
มนุษย์ กล่าวว่า เว็บไซต์สังคมออนไลน์อาจส่งผลเสียต่อความจำ
ของมนุษย์ได้ แต่ไม่ใช่เว็บไซต์จะเป็นอันตรายทั้งหมด ทั้งนี้
ดร.แอลโลว์เวย์ได้ยกกรณีศึกษาเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจนว่า
Facebook อาจมีส่วนกระตุ้นให้ผู้เล่นมีความจำที่ดีขึ้น เนื่องจาก
ผู้ที่เล่นเว็บไซต์นี้จำเป็นต้องมีการจัดการข้อมูลในหัวอยู่ตลอดเวลา
แตกต่างจาก Twitter ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง
ในเวลานี้ที่อาจส่งผลในทาง ตรงกันข้าม เพราะการกระจายข่าวของ
Twitter ไปยังสมาชิกคนอื่นๆอาจมีผลให้ผู้เล่นมีกลไกการทำงาน
ของความจำที่ลดลง

ดร.แอล โลว์เวย์กล่าวเสริมว่า เหตุที่มองว่า Twitter เป็นอันตรายต่อสมอง
เพราะการส่งต่อข้อมูลโดยปราศจากโอกาสที่จะวางแบบแผนกับข้อมูล
เหล่านั้นไม่ เอื้อให้สมองมีโอกาสทำงาน นอกจากนี้ ดร.แอลโลว์เวย์
ยังโทษด้วยว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นตัวการสำคัญที่ทำ
ให้ระบบความจำของมนุษย์แย่ลง เช่น การมีโหมดบันทึกหมายเลข
โทรศัพท์ในโทรศัพท์เคลื่อนที่ทำให้คนสมัยนี้ไม่ สามารถจดจำเบอร์
โทรศัพท์ของคนอื่นๆได้ ไม่เว้นแม้แต่คนใกล้ชิดที่พวกเขาโทร.หาเป็นประจำ

ทั้งนี้ วิธีการฟื้นฟูความจำที่ดีที่สุด ได้แก่ การพยายามจดจำข้อมูลต่างๆ
ในชีวิตประจำวันด้วยตัวเอง นอกจากนี้การหลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ติดต่อ
กันเป็นระยะเวลานานๆก็มีส่วนช่วย ได้ เพราะเคยมีการวิจัยแล้วว่า โทรทัศน์
ส่งผลให้ผู้ดูมีสมาธิสั้น


ว้าย....ต้องเปลี่ยนไปเล่นFacebook แทนแล้วมั้งเนี่ย อีกข่าวนะคะ
น่าชื่นชม เป็นเด็กอยู่แท้ พอประเทศมีอิสระ ก็คิดอ่านอะไรดีๆเพื่อชาติได้

โซลาร์เซลล์จากเส้นผม


ลอนดอน : วัยรุ่น

เนปาล

หัวใสพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์จากเส้นผม
ราคาถูกเพียง 23 ปอนด์ คาดเป็นประโยชน์ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนพลังงานให้ชาติยากจนและทั่วโลก

ท่าม กลางความพยายามค้นหาวิธีสิ่งที่จะมาเป็นพลังงานทดแทนให้กับโลกกำลังพัฒนา
ล่าสุดมิลาน คาร์กี วัยรุ่นวัย 18 ปีในหมู่บ้านชนบทห่างไกลแห่งหนึ่งของเนปาล
ได้เสนอทางเลือกใหม่ที่คาดว่าจะช่วยเหลือประเทศกลุ่มโลกที่สามให้มีพลังงาน
ใช้อย่างง่ายๆด้วยสิ่งประดิษฐ์ของเขาและเพื่อนนักเรียน ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์
ใหม่ที่ทำขึ้นจากเส้นผมมนุษย์ มีราคาถูกและสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าโดยไม่สร้าง
มลพิษให้กับโลก คาดว่าอาจมาปฏิวัติวงการผลิตพลังงานทดแทนได้ในอนาคต

คาร์กีเปิดเผยว่า เส้นผมมีเมลานิน สารสีภายในที่ไวต่อแสง และยังมีคุณสมบัติเป็น
ตัวนำไฟฟ้าที่สามารถนำมาใช้ในแผงโซลาร์เซลล์แทนซิลิกอ น ซึ่งเป็นส่วนประกอบ
ที่ มีราคาแพงได้ จากเหตุดังกล่าวทำให้แผงโซลาร์เซลล์มีต้นทุนเพียงประมาณ 23 ปอนด์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 9 โวลต์ โดยเขาและเพื่อนๆเริ่มทดลองประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้
ภายในบ้านก่อน หลังจากนั้นใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าภายในหมู่บ้าน และเวลานี้คิดว่า
ผลงานของเขาน่าจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางทั่ว โลก รวมถึงผลิตขาย
ในเชิงพาณิชย์ได้ ซึ่งเริ่มทดลองผลิตขายแล้วในหลายตำบลเพื่อทดสอบ
เพราะหากผลิตเป็นปริมาณมากราคาขายจะถูกลงอีกเหลือเพียง 1 ใน 4

ทั้ง นี้ เนปาลเกาะอยู่ในกลุ่มประเทศยากจนที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง แปลกแท้ๆ ทำไมเหมือนกันหมดไม่รู้ ต้องเป็นประเทศยากจนทุกทีเลย เพราะอะไรหรือ หรือมีตัวสูบในพื้นที่ชนบทส่วนใหญ่ไฟฟ้ายังเข้าไปไม่ถึง
และแม้ในพื้นที่ที่มีไฟฟ้าใช้ยังประสบปัญหากระแสไฟฟ้าขาดแคลนราว 16 ชั่วโมงต่อวัน
แต่ต่อไปอาจได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เป็นผลงานจากมันสมองเยาวชน
ในประเทศ โดยแผงโซลาร์เซลล์ดังกล่าวสามารถใช้ชาร์จโทรศัพท์มือถือหรือ
ชุดแบตเตอรี่ที่ สามารถให้ความสว่างภายในบ้านได้ทั้งคืน


จ๊บข่าว ไปแระ เสียว

ถ้าอย่างนั้น

ID # 836046 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-09 10:29:56 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


เปิดคำแถลงชี้มูลความผิดของปปชที่มีต่อ 4คน อดีตนายกฯสมชาย
อดีตรองนายดฯเชาวลิต ผบตร.พัชรวาท และอดีตผบชน.สุชาติ ได้
ความว่า
นายสมชายซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องบริหารบ้านเมือง
ให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และเคารพสิทธิการ
แสดงออกของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่า
นายสมชายได้ติดต่อให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
เปลี่ยนสถานที่ประชุมหรือเลื่อนการประชุมออกไป แต่ในการสลาย
การชุมนุมของตำรวจ นายสมชายไม่ได้สั่งการให้ตำรวจยุติการกระทำ
กลับให้มีการกระทำที่รุนแรงขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงค่ำจนมีผู้ได้รับบาด
เจ็บและเสียชีวิต
ที่ประชุมจึงมีมติ 8 ต่อ 1 เห็นว่าการกระทำของ
นายสมชายมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือ
ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่ง
ผู้ใดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157


ส่วนอีกสามคนก็เหมือนๆกันแหละค่ะ ผิดข้อเดียวกัน เป็นไงคะ
หากการที่คุณสมชายอยู่ในตำแหน่ง แต่ไม่ห้ามปรามการสลายผิด
แล้วไอ้คนสั่งการจะลอยตัวเหนือปัญหาได้หรือคะ หรือว่ามันไม่เหมือนกัน
พวกหนึ่งเป็นลูกเทวดา เลยมีอภิสิทธิ์เป็นเทวดาไปด้วย สลายไม่ได้
แม้มีอาวุธครบมือ มาปิดล้อม ตะโกนว่า"ฆ่ามันๆ" ก็ต้องยอมสละชีพ
สังเวยมันหรือไงคะ

แล้วเหตุการณ์เมื่อสงกรานต์เลือด คนที่ถูกปืนเอ็ม 16 ไล่ยิงเป็นหมูหมาหรืออย่างไร
รัฐบาลและทหารถึงมีสิทธิ์จะเข่นฆ่าได้ตามใจชอบ ประเทศนี้ถ้าเล่นกันแบบนี้
มันก็เกินไปนะคะ มันอัดอั้นตันใจ ใกล้ระเบิดแล้ว

หนทางสร้างเศรษฐี

ID # 835197 - โพสต์เมื่อ : 2009-09-06 08:48:58 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


เช้าวันอาทิตย์ ในประเทศที่หม่นหมอง เศรษฐกิจยับเยิน
เชื่อว่าทุกคนคงอยากทราบวิธีการในการที่จะเปลี่ยนสภาพ
อันย่ำแย่ของตนเองให้กลายเป็นเศรษฐี ก็ใคร้จะอยากจะ
จนกรอบอย่างพอเพียงได้จริงไหมคะ เอาแค่กินให้พออิ่ม
ยังแทบจะไม่ได้ ยังให้พอใจในสิ่งที่ตัวมีอีก เฮ้อ คนพูดนี่
ไม่รู้จักความหิวเอาเสียเล้ย

ก่อนจะเล่าเรื่องหนทางสร้างเศรษฐี นึกขึ้นมาได้เลยจะเล่า
เรื่องนี้ก่อน

ครั้งหนึ่งมีคนขับรถของเจ้าใหญ่นายโตผู้หนึ่ง ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง
ตื่นมาขับรถแต่เช้า ขับรถให้เจ้านาย ข้าวปลาแทบจะไม่มีเวลาหากิน
จนมาวันหนึ่งเกิดทนไม่ไหว เนื่องจากหิวมากจนเริ่มปวดท้อง ด้วยความ
เกรงใจเจ้านายสุดขีด จึงค่อยไเอ่ยอย่างเบาๆไปว่า"ท่านครับ ผมหิวมาก
เราจะไปกันอีกไกลไหมครับ ผมขอแวะหาอะไรรองท้องก่อนได้ไหม"
เจ้านายได้ยินแล้วงงมาก ด้วยธุรกิจหลายร้อยล้านกำลังคอยให้ไปสะสาง
จึงถามไปว่า"อะไรวะ หิว หิวมันเป็นยังไง ก็เห็นอยู่ว่ากำลังรีบ จะอะไรกันนักหนา"
คนขับนึบขึ้นมาได้ว่าโออันเจ้านายนั้น รวยมาตั้งแต่เกิด จนมาทำธุรกิจ
ก็ประสบความสำเร็จอีก ชาตินี้คงไม่เคยหิวเป็นแน่ แล้วจะทำอย่างไรดี
นึกไปนึกมา จึงคิดออกแล้วบอกเจ้านายไปว่า "ท่านครับ ไอ้ความหิวเนี่ย
มันก็เหมือนกับเวลาท่านปวดฟันนั่นแหละครับ" เท่านั้นเอง เจ้านายรีบบอกว่า
"จอดๆ ร้านข้างหน้านี่เลย หาอะไรกินเสียก่อน แล้วก็ไม่บอก"

เห็นไหมคะ เมื่อไม่เคยก็ไม่รู้ ยิ่งไม่พยายามจะเข้าใจ ยิ่งหลงทางไปกันใหญ่
อุ๊ยเล่าเพลินลืมบอกหนทางเป็นเศรษฐีไปเสียได้ แต่เดี๋ยวกลับมาเล่าใหม่นะคะ
เพราะตอนนี้คนเล่าปวดฟัน เอ๊ยไม่ใช่ หิวข้าวต่างหาก เดี๋ยวมาต่อนะคะ


ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้รับเหมือนกันค่ะ แต่เพราะเด็กทำงานเป็นคนใหม่
ยังไม่ได้บอกเลยต้องไปอำนวยการเอง ต้มข้าวต้มก็ยังไม่เสร็จ
ส่วนลูกสาวก็วุ่นทำขนม เลยแว่บมาเล่าต่อ กลัวผู้อ่านจะกระวนกระวาย
อยากเป้นเศรษฐีกันแย่

เรื่องหนทางสร้างเศรษฐีก็มีอยู่สามวิธี เลือกเอากันเองนะคะ ว่าวิธีไหน
จะเหมาะกับจริตตนเองมากที่สุด เพื่อเราทุกคนจะได้กลายเป็นเศรษฐี
และพูดได้เต็มปากว่า "เราพอแล้ว" อ้อ อันนั้นเขาให้แต่อภิมหาเศรษฐีพูด

เรื่องแรกนะคะ มีอยู่ว่า กระทาชายนายหนึ่ง กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน
อย่างน่าอัศจรรย์ นักข่าวจึงไปทำการสัมภาษณ์ ถึงกลเม็ดเคล็ดลับที่กลาย
เป็นเศรษฐี เพื่อว่าคนอื่นจะได้ทำตามบ้าง

เมื่อเดินทางไปถึงคฤหาสน์อันใหญ่โต หลังจากนัดแนะว่าจะมาทำสกู๊ปข่าว
ท่านเศรษฐีใหม่ก็ดีใจหาย ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

พร้อมกันนั้นก็เริ่มเล่าชีวประวัติของตนก่อนที่จะกลายมาเป็นเศรษฐี
โดยเขาเริ่มเล่าว่า สมัยเด็กๆ เขาใช้เวลาว่างหลังจากเรียนด้วยการ
ไปเดินตามไซต์งานก่อสร้าง และก้มหน้าก้มตาเก็บตะปูที่ร่วงหล่น
รวบรวมได้ก็เอาไปขาย เก็บเงินเก็บทองได้

แม้เมื่อโตแล้ว ว่างเมื่อใดเขาเป็นต้องไปเดินตามไซต์งานเสมอ
มองหา สิ่งที่ช่างมักละเลยทำตกหล่นไว้ แต่ก็มักจะกลายเป็นเงิน
สำหรับเขาได้เสมอ

น่าตื่นเต้นนักข่าวเริ่มคิดในใจว่าต้องใช้เวลาเท่าใดหนอจึงจะพอทำ
ให้ตนเองแปลงสภาพจากนักข่าวต๊อกต๋อยกลายเป็นเศรษฐีได้
หากเริ่มตั้งแต่พรุ่งนี้ จะทันชาตินี้ไหมหนอ ปากก็เอ่ยถามไปด้วย
ความตื่นเต้นว่า "แล้วท่านใช้เวลานานเท่าใดคะ ที่เฝ้าเก็บของตามไซต์งาน"

ท่านเศรษฐีมองหน้าคนถามอย่างครุ่นคิด พร้อมเอ่ยปากด้วยเสียงนุ่มลึก
ว่า" ไมนานเท่าไหร่หรอกครับ เพราะคุณพ่อผมท่านเกิดเสียชีวิตกระทันหัน
สมบัติทั้งหมดของท่านจึงตกมาเป็นของผม ผมเลยกลายเป็นเศรษฐีขึ้นมาทันที"

แป่ว!!!!!!!



เรื่องที่สอง ก็ยังเป็นนักข่าวสาวคนเดิมแหละค่ะ หลังจากผิดหวัง
จากหนทางสร้างเศรษฐีของรายแรก เธอทราบว่ามีเศรษฐีชรา
อีกรายรวยมาก แต่ใช้ชีวิตซอมซ่อ แต่ใครๆก็ลือว่าแกมีเงินมากมาย
อย่ากระนั้นเลย เดินทางไปสืบความจริงดีกว่า

เมื่อไปถึงบ้านท่านเศรษฐี พบว่าบ้านก็ไม่ใหญ่โตนัก ติดจะดูเก่าๆด้วยซ้ำไป
เฟอร์นิเจอร์หรือก็ดูไม่ค่อยหรูหรา เมื่อไปถึงและได้รับเชิญให้นั่งคุยกัน
เธอจึงเริ่มถามคำถามว่า"ท่านทำอย่างไรจึงได้มีเงินเก็บมากมายคะ?"

เศรษฐีชรามองหน้านักข่าวสาวแล้วพูดขึ้นมาว่า"เรื่องมันยาวนะหนู"
นักข่าวทำเสียงกระตือรือร้นว่า"ไม่เป็นไรค่ะท่าน คืนนี้หนูว่าง ฟังท่าน
เล่าชีวิตของท่านได้ทั้งคืน" เศรษฐีชราจึงว่า" งั้นเราคงต้องปิดไฟก่อน
ล่ะหนู บอกแล้วว่าเรื่องมันยาว เปลืองไฟนะ"

โอนักข่าวนึกในใจว่า ไม่ต้องฟังแล้วละมั้ง ขี้เหนียวขนาดนี้ ก็รู้แล้ว่า
ทำไมมีเงินเก็บแยะ


เรื่องสุดท้ายนะคะ เมื่อนักข่าวผิดหวังกันเส้นทางสร้างเศรษฐีของสองรายแรก
ก็ตั้งใจว่า เธอจะไปสัมภาษณ์คนอีกคนเดียว ถ้าไม่ได้เรื่องอีก
เธอจะเลิกล้มความตั้งใจที่จะทำสกู๊ปข่าวเรื่องนี้ทันที

รายสุดท้ายที่เธอเดินทางมาสัมภาษณ์ อยู่บ้านในย่านคนรวย
บ้านช่องดูช่างสมกับความเป็นเศรษฐีของเขาเป็นยิ่งนัก

เมื่อเดินทางไปถึงพบว่าชายหนุ่มใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าดูดีมาก
ผิวพรรณหน้าตาก็บอกลักษณะความเป็นเศรษฐีแท้ๆ เมื่อมีโอกาส
ได้คุยกันเธอไม่รอช้าที่จะยิงคำถามตรงเลยว่า"ท่านทำอย่างไรถึง
กลายเป็นเศรษฐีคะ?"

ชายหนุ่มจ้องหน้านักข่าวแล้วถอนใจ ตอบเสียงเบาหวิวว่า"เมื่อก่อน
ผมเป็นมหาเศรษฐีนะครับ หลังจากไอ้เมียเลวมันฟ้องหย่าผม แบ่งสมบัติ
ผมไปครึ่งหนึ่ง ผมก็เลยกลายมาเป็นแค่เศรษฐีนี่ไงครับ" แป่วอีกแล้ว!
เฮ้อ


เป็นไงคะ หนทางสร้างเศรษฐีสามเรื่องพอจะทำให้เกิดแรงบันดาลใจ
กันบ้างไหมคะ แต่อย่าถามถึงหนทางการเป็นอภิมหาเศรษฐีนะคะ
เขาว่าเรื่องนั้นต้องไปถามหาความจริงกันที่ตอแหลแลนด์ ดินแดนที่
ไม่ต้องทำอะไรก็ เป็นอภิมหาเศรษฐีได้

ผม มีนิยามของเศรษฐีเฉพาะตัวเองว่า เศรษฐีคือคนที่มีเหลือแล้วเอาไปแจกจ่ายคนอื่น ส่วนคนที่มีเงินมากแต่ไม่ให้คนอื่นแถมบางทียังเที่ยวหากินกับคนจนๆอีก พวกนี้ผมไม่นับเป็นเศรษฐีครับ


อ่านคำตอบของคุณพ่อลูกสี่แล้วนึกได้อีกเรื่องหนึ่งคะ
อันนี้เป็นนิทานที่พระเล่าให้ฟังนะคะ จำไม่ได้แล้วว่าพระ
องค์ไหนเล่า เพราะเป็นนับถือคำสั่งสอน ไม่ได้ยึดติดตัวบุคคล

เรื่องมีอยู่ว่าในประเทศอินเดียนะคะ มีขอทานคนหนึ่ง
ได้ไปขอเข้าพบท่านเศรษฐี เพื่อหวังจะขอแบ่งทานสักเล็กน้อยเพื่อ
ไปประทังชีวิต เศรษฐีใจดีก็ไม่ว่าให้รออยู่ก่อน บอกกำลังสวดมนตร์อยู่
เมื่อสวดเสร็จแล้วจะออกมาบริจาคทานให้ ขอทานจึง เฝ้าคอยอยู่หน้าห้อง
ที่ท่านเศรษฐีสวดมนตร์ ซึ่งก็กินเวลานานมากๆ และเศรษฐีก็สวดดังมากๆ
จนได้ยินออกมานอกห้อง คำที่ขอทานได้ยินคือ คำสวดภาวนาที่ท่าน
เศรษฐีขอนั่น ขอนี่มากมายไม่รู้จบ เขารอนานจนเบื่อ เมื่อท่านเศรษฐี
เสร็จภาระกิจการสวดอ้อนวอนพระ ออกมาเตรียมหยิบเงินทำทาน
ขอทานจึงเอ่ยว่า "คงไม่ขอรับเงินจากท่านหรอกขอรับ เพราะเท่าที่ฟังดู
ท่านขาดแคลนมากกว่าเราอีก เราแค่อยากมีอาหารกินพอประทังชีวิต
เท่านั้นเอง แต่ได้ยินท่านสวดขอมากมาย เราเชื่อว่าท่านต้องขาดแคลน
มากกว่าเราแน่นอน" ว่าแล้วชายขอทานก็เดินจากไป


เป็นไงคะ เรื่องนี้ก็สนุกนะคะ เป็นอย่างที่คุณพ่อลูกสี่ว่า คนรวยคือคนที่รู้
จักพอ คนที่ไม่พอ ไม่รู้จักแบ่งปัน อยู่ด้วยความโหยหิว ทั้งเงินทองและ
ความรัก หาความสุขไม่ได้หรอกค่ะ ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนๆ