วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

หากกกต.มาผิดทาง

โพสต์เมื่อ : 2008-07-29 10:42:54


ขอถามเป็นความรู้นะคะ หาก เรื่องเดินทางไปถึงจุดที่ว่า กกต.ชุดนี้มาโดยไม่ถูกต้อง
(ไม่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า) อะไรจะเกิดขึ้นคะ
1.การเลือกตั้งที่ผ่านมาจะเป็นโมฆะหรือไม่
2.หากต้องมีการเลือกตั้งใหม่ในทันที ใครจะเป็นผู้ดูแล
3.เมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นโมฆะรัฐบาลก็จะหมดสภาพไป
ใครจะเป็นผู้รักษาการแทนระหว่างการเลือกตั้ง
4.เมื่อรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งที่เป็นโมฆะ การปฏิบัติงาน
ที่ผ่านมาจะเป็นโมฆะด้วยหรือไม่

วันนี้คิดได้แค่นี้ก่อนค่ะ เป็นข้อสงสัยที่อยากทราบจริง
หากท่านใดมีคำตอบที่อิงกม. กรณาช่วยแสดงธรรม
ให้หูตาสว่างด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

แปลกใจจริงๆค่ะ

โพสต์เมื่อ : 2008-07-28 09:57:54


ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้พบได้เห็น คนอะไร้ ยังห่วงหาอาลัย
หัวโขนกันไม่ยอมปล่อยวาง แค่ได้เข้ามารับตำแหน่งช่วงสั้นๆ
เพราะอุบัทวเหตุทางการเมือง มันน่าภาคภูมิใจ ชื่นชมยินดี
อะไรกันนักหนา ถึงขนาดต้อง นัดกันมากินข้าว พบปะกันทุกๆ
สามเดือน ให้กลายเป็นข่าวเอิกเริก ประหลาดดีพิลึก

ครั้งก่อนก็โน่น สนช. นั่นก็ต้องนัดพบปพสังสรรกัน
ส่วนไอ้พวกร่างรธน.โจรก็ไม่น้อยหน้าต้องตั้งชมรม
เอาไว้ปกป้องพวกพ้อง ต่อปากต่อคำกับคนที่ตำหนิ
ชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดที่ตัวได้ทำไว้

ล่าสุดก็นี่ การรับประทานอาหารร่วมกันระหว่างอดีตคณะรัฐมนตรี
อย่างที่บอกเกิดมาไม่เคยพบเคยเห็น จะสังสรรก็ทำกันเงียบๆไม่ได้หรือไง
ต้องออกข่าวเอิกเริก แล้วช่างพอเพียงสมเป็นรัฐบาลในฝันจริงๆ
ผลงานสมัยที่ดำรงตำแหน่งก็มีแต่เรื่องแย่ๆทั้งนั้น แต่ชอบอวดอ้างความมีคุณธรรม
รักความพอเพียง ก็เห็นว่าเป็นแค่คาถาป้องกันตัวเท่านั้น ก็ดูสิคะ นัดเลี้ยงกัน
ในโรงแรมหรูกลางเมือง เฮ้อ

แล้วจะมาพบมาคุยกันเรื่องอะไร ซักซ้อมไว้เผื่อจะได้กลับมารับตำแหน่งอีกหรือไร
ชื่อที่ถูกเรียกขานก็บอกอยู่แล้วว่าอยู่มานานเกินไปเสียแล้ว "ขิงแก่"
อีกไม่กี่วันก็ต้องตายลาโลกกันไปหมดแล้ว จะต้องมาระลึกถึงอะไรกันนักหนา
มันน่าทุเรศ ใครจะคิดอย่างไรไม่รู้ แต่ฉันคิดว่า มันไม่งาม มันเหมือนคนที่ไม่รู้จักปล่อยวาง
ตำแหน่งแห่งหนก็ไม่มีแล้ว ทำไมต้องมารวมตัวกันอีก อาลัยอาวรณ์อะไรกันนักหนา
เหงาก็โน่นไปเยี่ยมหลาน ไม่ก็เข้าวัดทำบุญเสียบ้าง

หน้าไม่อายจริงๆ ทำอย่างกับว่างานที่ได้เคยทำ มันได้มาจากความสามารถ
ประชาชนเขารู้คุณค่า ถึงได้เลือกเข้ามา นี่พวกกันลากกันมาให้รางวัลตอนแก่แท้ๆ
มันน่าทำไหมล่ะนั่น ทุเรศ

คุณบ่าวไพร่ เธอไปฝากเพลงนี้ที่ห้องโน้น

ให้คุณทักษิณ และพวกเราค่ะ The Impossible Dream


To dream the impossible dream
To fight the unbeatable foe (ศัตรูที่มีบารมี เห็นได้แต่ไม่กล้ามอง)
To bear with unbearable sorrow
To run where the brave dare not go

To right the unrightable wrong
To love pure and chaste from afar
To try when your arms are too weary
To reach the unreachable star

This is my quest
To follow that star
No matter how hopeless
No matter how far

To fight for the right
Without question or pause
To be willing to march into Hell
For a heavenly cause

And I know if I\'ll only be true
To this glorious quest
That my heart will lie peaceful and calm
When I\'m laid to my rest

And the world will be better for this
That one man, scorned and covered with scars
Still strove with his last ounce of courage
To reach the unreachable star





โพสต์โดย : ป้าปากเกร็ด
icon
ID # 937483 - โพสต์เมื่อ : 2008-07-27 21:14:20 _ ปิดข้อความ แก้ไข


พอดีกับการมีข่าวแว่วๆว่าคุณปุระชัย อาจจะมาเป็นรมต.มหาดไทย
เคยชอบเธอนะคะ เคยจำได้ว่า เธอออกรายการทีวีให้สัมภาษณ์ราย
การอะไรจำไม่ได้แล้ว เธอว่า ชีวิตเราต้องมีจุดมุ่งหมาย ต้องมีดวง
ดาวเป็นที่ปรารถนา แม้จะรู้ว่าเราอาจไปไม่ถึง
แต่อย่างน้อยเราก็มีทิศทางที่จะชี้บอกเราให้รู้ว่าจะเดินไปทางไหน
จำได้และประทับใจมากๆ แต่มาพักหลังไม่ชอบเธอแล้วค่ะจำไม่ได้แล้วว่าทำไม
จำได้แต่ว่าเธอไม่จริงใจต่อเพื่อน
ความดีที่เธอเคยทำเลยสลายไปหมดแล้ว
ไม่ชอบแล้วค่ะ แล้วก็คิดว่าเธอ
ไม่เหมาะกับตำแหน่งมท.1 ในสถานการณ์ปัจจุบันด้วย

ฟังไอ้เสื้อกั๊กพล่าม

โพสต์เมื่อ : 2008-07-27 12:13:25

ลองอ่านดู ความคิดความเห็นของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตย
เมื่อ 14 ตุลา 16 ไม่น่าเชื่อคนที่ออกมาเป็นผู้นำการต่อสู้เรียกร้อง พาคนไปตาย
มากมายกว่าสมัยจำลองเมื่อ พฤษภาทมิฬอีก

เวลาผ่านไปไม่นาน คนที่แอบยักยอกเงินบริจาคไปเรียนหนังสือหนังหาที่เมืองนอก
ชุบตัวแล้วกลับมาหมกตัวอยู่ในห้องสมุด เวลาทหารครองเมืองโดยการยึดอำนาจกลับหุบปาก
ซุกหัวอยู่ในกระดอง เมื่อไหร่ที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง
ต้องโผล่หัวออกมาตำหนิติเตียน ต่อว่าเสียดสีอย่างไม่มีความละอาย

"ธีรยุทธ"ชี้วิกฤติการเมืองไทย

ต่อมาเวลา 19.00 น. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพฯ ไทย-ญี่ปุ่น ถนนมิตรไมตรี มูลนิธิ 14 ตุลา ได้จัดปาฐกถาพิเศษวาระ 35 ปี 14 ตุลาวันสืบสานประชาธิปไตย เรื่อง "ทบทวนทิศทางประเทศไทย" โดยนายธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าว สรุปใจความตอนหนึ่งว่า วิกฤติการเมืองไทยเกิดจากการคอร์รัปชั่นเป็นประวัติการณ์ มีการ ครอบงำองค์กรตรวจสอบและขัดขวางกระบวนการยุติธรรมในยุครัฐบาลทักษิณ เกิดการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 ขึ้น แต่พรรคพลังประชาชนดึงดันแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อรื้อล้างผลงานการตรวจสอบของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จนเกิดการชุมนุมของพันธมิตรฯจนยกระดับการต่อสู้จากกลุ่มต่อต้านมาเป็นขบวนการทางการเมืองและเคลื่อนไหวได้ยืดเยื้อยาวนาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลงโทษนักการเมืองโกงกินและปรับโครงสร้างอำนาจการเมืองใหม่ ทำให้ปัญหาการเมืองไทยทวีความยุ่งยากคลี่คลายลำบากมากขึ้น

สังคมอับจนไร้ทางออก

สำหรับวิถีทางแก้ปัญหากลับตีบตัน เพราะสังคมไทยเผชิญภาวะที่สุดแห่งวิกฤติศรัทธา เนื่องจากความชอบธรรมของสถาบันการปกครองต่าง ๆ ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เช่น ภาคการเมือง รัฐสภา ไม่ได้รับศรัทธาว่าจะนำพาประเทศชาติได้ เพราะแทนที่จะดับชนวนกลับจุดชนวนวิกฤติ ด้วยการดึงดันแก้รัฐธรรม นูญ สื่อ สถาบันวิชาการก็มีศรัทธาต่ำลง กองทัพ อดีตบุคคลชั้นนำก็ไม่ได้รับศรัทธาว่าจะมีบทบาทแก้ปัญหาได้ ขณะนี้สังคมไทยขาดเครื่องมือแก้ปัญหาทำให้จมอยู่ในภาวะอับจนไร้ทางออก และอำนาจตุลาการรับภาระหนักมากจนอาจเกิดอาการล้า อาจพาประเทศฟันฝ่าวิกฤติไม่ทัน อีกทั้งรัฐบาลกลับกระตุ้นสนับสนุนความรุนแรง จากคำพูดก้าวร้าวสร้างศัตรูไปทั่ว ซึ่งยิ่งจะทำให้สังคมถลำสู่ความรุนแรง ไร้ความเป็นพี่น้องและความมีมนุษยธรรมมากขึ้น

หวั่นซ้ำรอยหนักกว่า "6 ตุลา"

ดังนั้นประเทศไทยจึงอยู่ขอบเหวแห่ง อนาธิปไตยและความรุนแรง จึงต้องระวังเกิดบาดแผลประวัติศาสตร์ "ซ้ำรอยยิ่งกว่า 6 ตุลา"

โดยจะเกิดการเขย่าทางความคิดและนำไปสู่การปฏิรูปความคิดครั้งใหญ่ในสังคมไทย ทุกกลุ่มทุกสถาบันอำนาจในสังคมจึงต้องทบทวนความคิดของตน ตั้งคำถามใหม่ และหาคำตอบที่ชัดเจนขึ้นสำหรับบทบาทตัวเองและทิศทางการเมืองไทย เมื่อเกิดวิกฤติ รากหญ้าและประชาชนมักถูกกีดกันออกไปจากสมการการแก้ปัญหามาโดยตลอด อีกทั้งสังคมไทยอาจเผชิญความรุนแรงขนาดใหญ่กว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา หรือพฤษภา "วิกฤติทักษิณ" นอกจากประดิษฐ์คำเนี่ยเคยทำอะไรได้บ้างไหมที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี ทำให้ความขัดแย้งกว้างและลึกขึ้น กลายเป็นระดับมวลชนทั่วประเทศ รักพวกพ้องอย่างสุดขั้ว มีโอกาสเกิดภาวะอนาธิปไตย ที่ไม่มีใครฟังใคร ใช้ความรุนแรงอย่างไร้เหตุผล โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มโกงกินบ้านเมืองใช้อามิส สินจ้างมาซ้ำเติม

"ขณะนี้ความรุนแรงย่อย ๆ ระหว่างมวลชนเกิดขึ้นแล้วหลายจังหวัดและมีโอกาสขยายเป็นความรุนแรงยืดเยื้อในวงกว้างขึ้น อาจถึงขั้นจลาจล ซึ่งรัฐบาลสมัคร ทุกองค์กร ทุกสถาบันของประเทศจะต้องตระหนักว่าปัญหามากเกินกว่าผู้คนบาดเจ็บล้มตาย แต่จะขยายเป็น บาดแผลของประวัติศาสตร์และสังคม ซึ่งจะลึกซึ้งกลายเป็นการแบ่งข้าง แบ่งพวก แบ่งภาค ถาวรยาวนาน มีความเจ็บปวด ความเคียดแค้น ล้างแค้นระหว่างกัน ซึ่งมีโอกาสลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งแม้แต่การรัฐประหารก็อาจจะควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่" นายธีรยุทธ กล่าว
ก็มันมีนักวิชาการปากหมานที่ดีแต่ออกมาเห่าอย่างพวกแกนี่แหละ
ที่ทำอย่างไรก็ยังไม่เห็นว่าไอ้พวกที่มาป่วนอยู่ข้างถนนนั้นทำไม่ถูก เฝ้าแต่ยุยงส่งเสิรม จนบ้านเมืองแทบจะแตกเป็นเสี่ยงอย่างนี้


จ่อมีเผด็จการเต็มรูปแบบ

นายธีรยุทธ กล่าวอีกว่า ไทยควรปฏิรูป "การเมืองใหม่" ตามแนวของพันธมิตรฯหรือไม่ แนวคิดนี้มุ่งแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น นำพาประเทศไปสู่วิถีความเจริญ เพราะนับวันการเมืองไทยจะยิ่งไม่มีทางเลือก มีโอกาสที่คนจะหันไปสนับสนุนแนวทางนี้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม แนว ทางนี้มีข้ออ่อนคือสวนทางประชาธิปไตยที่ต่อสู้กันมานาน และจากประสบการณ์ของการปฏิวัติทั่วโลก คนดีมักมีความคิดสุดขั้วและอยู่ในกรอบจำกัด ในระยะยาวคนดีก็เสื่อมได้ เพราะอำนาจและผลประโยชน์ ประเทศจึงมีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ถ้าจะเดินไปในเส้นทางนี้
โอ้โฮ เอางั้นเลยนะ ไอ้พวกเวรตะไลกลายเป็นคนดีที่มีความคิดสุดขั้วไปได้ไงเนี่ย พูดออกมาก็ดูสับสนในความคิดอยู่น่ะนา ตกลงจะเชียร์หรือไงล่ะ เกลียดนักเชียวไอ้พวกแทงกั๊กเนี่ยในอนาคต ความรุนแรงในสังคมไทยจะเกิดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยใน 1-2 ปีข้างหน้าจะมีความสุ่มเสี่ยงมาก ต่อการเกิดสถานการณ์ความรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้และอาจตามมาด้วยการรัฐประหารที่เป็นเผด็จการเต็มรูป

แนะช่องทางออกต้องมีสติ

สำหรับตุลาการภิวัตน์ ที่อาจส่งผลเป็นรูปเป็นร่างได้บ้างในช่วงปลายปี 2551 มีโอกาสก้ำกึ่งที่จะคลี่คลายวิกฤติ เพราะคนอาจมองว่าบรรลุผลน้อยเกินไป และหันไปมุ่งแก้ปัญหาอย่างสุดขั้ว ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯควรปรับวิธีต่อสู้ของตัวเองให้มีทั้งการเคลื่อนไหวทางความคิด สลับกับการเคลื่อนไหวมวลชนทั้งผ่อนสลับกับรุก ที่สำคัญในการเสนอความคิดใหม่ทางการเมือง ไม่ควรสวนทางประชาธิปไตย ควรเคารพประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยที่ต่อสู้กันมานาน ควรหาวิธีเปิดกว้างขวางสร้างเวทีความคิดสำหรับทุกฝ่าย ซึ่งต้องมีเวลาขั้นตอน จังหวะก้าวที่เหมาะสม

"อย่างน้อย 1 ปีข้างหน้า คนไทยต้องเจริญสติ มองการแก้ปัญหาทีละเปลาะ ๆ ผมเชื่อว่าทางเลือกที่มั่นคง ถาวร และดีที่สุดสำหรับระยะยาวของประเทศ คือ การสร้างประชาธิปไตยสมดุลเจ้าข้าเอ๊ย มาอีกแล้ว ประดิษฐ์คำ แปลเป็นไทยว่าไงล่ะ สมดุลย์ของแกเนี่ย 70/30 มันสมดุลย์หรือไง เด็กเพิ่งเรียนเลขยังรู้เลยว่ามันไม่สมดุลย์ ไม่เท่ากัน ทั้งยังเป็นหนทางที่เสี่ยงน้อยที่สุด สังคมควรสนับสนุนการทำงานของศาลในการลงโทษนักการเมืองที่คอร์รัปชั่น และสร้างกรอบวินัยทางจริยธรรมให้กับนักการเมือง นักวิชาการ สื่อ คนชั้นกลาง และสังคมทั่วไปยังควรต้องขยายพื้นที่ของการถกเถียงวิจารณ์ที่เป็นเหตุเป็นผล และขยายองค์ความรู้ในด้านประชาธิปไตยสมดุลมากขึ้น" นายธีรยุทธ กล่าว


ตกลงที่พูดมาทั้งหมดเนี่ย แสดงให้เห็นว่าไอ้นักวิชาเกิน มันบ้ากันไปหมดแล้ว มองยังไม่ออกเลยว่าอะไรถูกอะไรควร กลายเป็นหมาบ้าที่มองเห็นคนที่เขามีสติเห็นว่าการออกมาเรียกร้อง
ขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเป็นสิ่งถูกเป็นสิ่งควรกระทำ
ตราบใด ที่ไอ้คนในบ้านนี้เมืองนี้ ยังไม่เห็นว่ากระป่วนเมือง ไปทั่วๆ เป็นสิ่งผิด
เป็นสิ่งที่ต้องรีบแก้ไข ไม่ใช่ไปสนับสนุน ไอ้สงครามกลางเมืองก็คงต้องเกิดเร็วๆนี้แหละ เห็นด้วยอยู่อย่างว่างวดนี้ต้องแรงกว่าทุกครั้งที่เคยเกิดมา เพราะคราวนี้มันจะเป็นขบวนการ

พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

เลยเชียว

เห่าไฟ...ไทยรัฐเขียน

โพสต์เมื่อ : 2008-07-27 09:21:23


สะใจ๊สะใจ เขียนดีตรงใจก็วันนี้เอง อ้อ แค่ย่อหน้านี้เท่านั้นน่ะค่ะ
สำหรับม็อบข้างถนนนั้น พลิกไปดูรัฐธรรมนูญทุกมาตราแล้ว ไม่ได้มีการเขียนรองรับอำนาจหน้าที่เอาไว้ให้ ก็เลยไม่รู้จะนำมาเป็น ทางเลือก ให้ประชาชนได้อย่างไร ดังนั้น

โชคชะตาของ ม็อบข้างถนน ก็เลยต้องฝากไว้ที่ ข้างถนน ซึ่งก็ไม่รู้วันไหน กฎหมู่แบบนี้ จะได้รับบทเรียนครั้งใหญ่ โดน ม็อบ ที่ใหญ่กว่ามารุมล้อมแล้วตกลงปัญหากันตามวิถีทางของ คนข้างถนน ถึงวันนั้น ตำรวจคงห้ามเอาไว้ไม่อยู่แน่นอน!!!

............


เมื่อวันนั้นมาถึง ก็สงครามกลางเมืองเท่านั้นเอง ตราบใดที่พวกมันยังออกอากาศเป่าหู
ล้างสมองคนโง่งมงาย 24 ชั่วโมงอย่างนี้ เห็นท่าจะแย่ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้น
ก็คือการอ้างว่ามีแบ๊คหนุน แล้วก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่คุยเสียด้วย สังเกตได้จาก
ความผิดที่กระทำมากมายก่ายกอง แต่ไม่ได้รับโทษสักที ถ้าไม่มีคนยุ่มย่ามเข้ามาชักใย
มีหรือจะรอด ไอ้คนหนุนมันก็โง่ดักดานเสียเหลือเกิน ไม่รู้ว่าอุ้มเพราะกลัว(ถูกขู่ไว้มาก)
หรืออุ้มเพราะหลงเชื่อจริงๆว่าไอ้พวกข้างถนนนี่มันรักมันชอบจริง หวังว่ามันจะเอา
ความรักใคร่ใยดีกลับมาคืนให้ได้

โธ่โถ ถ้าโง่ได้ขนาดนั้น ก็รอวับจบของตัวเองเถิด อยู่ไปก็โชว์โง่เปล่าๆ

ความเป็นผู้ใหญ่ เขาวัดกันตรงนี้เอง

- โพสต์เมื่อ : 2008-07-27 00:09:50


จากข่าวนี้ค่ะ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงคำอวยพรวันเกิดครบรอบ 59 ปี
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี พล.อ.เปรม
ทำได้เพียงแต่ยิ้มๆ และเดินออกจากกลุ่มผู้สื่อข่าวทันที


โถ ไม่รู้หรือว่าคนเขาจับตาดูอยู่ หากรักและหวังดีกับประเทศจริง
อย่างที่พร่ำบ่น ว่าอยากเห็นคนเขารักกัน สมัครสมานสามัคคีกัน
อภัยให้กัน หนักนิดเบาหน่อยก็อย่าถือสากัน

แล้วไอ้คนพูดมันทำได้ไหม เคยทำไหม คนเขาว่า สองคนนี้มีปัญหากัน
เขาสงสัยว่าจงเกลียดจงชังกัน ถึงขั้นต้องจองล้างจองผลาญกันให้สิ้นไป
ข้างหนึ่งเลยทีเดียว เมื่อตัวเองเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง (เหมือนที่พยายามจะเป็น)
ก็ต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ให้สมกับที่เกิดมานานหน่อย

ดูแต่คุณทักษิณ (ที่ไม่รู้ว่าในใจ จะเกลียดแค้นชิงชังขนาดไหน ที่โดนขนาดนี้)
แต่เมื่อไปพบกันโดยไม่ได้นัดหมายที่งานศพมารดา พลเอกอนุพงษ์ ภาพที่ทุกคน
เห็นคือ ภาพของคุณทักษิณ ยกมือไหว้ เท่านั้นเอง ที่ทุกคนอยากจะเห็น
แล้วมันก็กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ (ตามที่สื่อเกือบทุกขนานเรียกขาน) เป็นภาพ
ที่ใครเห็นก็สบายใจ บรรยากาศก็ดีขึ้น

แล้วนี่อะไรเพิ่งพูดหยกๆว่าอยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข มันจะยากอะไรนักหนา
โอกาสก็ดี มีมาให้ถึงข้างหน้า กลับไม่คว้าเอาไว้ เขาไม่ได้ให้ไปขอโทษ
คุณทักษิณสักหน่อย เขาบอกว่าวันนี้เป็นวันเกิด วันดีนะเนี่ย มีคำอวยพร
อะไรฝากไปให้ไหม กลับไม่พูด เสียไหมเนี่ย ตัวเองอาจไม่รู้สึก เพราะ
ถ้ารู้ได้คงไม่ทำอะไรที่มันดูเลวร้ายหลายๆอย่างสินะ

ยากอะไรนักหนาที่ผู้ใหญ่จะอวยพรวันเกิดอดีตนายกฯ แค่บอกว่าขอให้โชคดี
หรือขอให้มีสุขภาพดี หรืออะไรก็ได้ เพียงเพื่อแสดงให้เห็นว่าไม่ได้เป็นคนแก่
เจ้าคิดเจ้าแค้น ไม่ใช่รีบเดินหนีไป แทนที่อะไรจะดีขึ้น มันกลับเลวร้ายลง

เหมือนดังกระทู้ที่ตั้งไว้นั่นแหละค่ะ ว่าเขาวัดกันว่าใครเป็นผู้ใหญ่ ใครเป็นเด็ก
ก็ตรงนี้เอง ตรงที่ต้องรู้จักปล่อยวาง รู้จักให้อภัย รู้จักมีมุทิตาจิต รู้จักว่า
อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ ในที่สาธารณะ มันต่างกันตรงนี้เอง แค่นี้ก็รู้แล้วว่า
คนบางคนอยู่มานานไปเสียแล้ว กาลเวลาที่มีชีวิตอยู่ก็หาได้ทำให้มีความคิดอ่านดีๆ
ขึ้นมาบ้างเลย กลายเป็นไอ้แก่ที่เจ้าคิดเจ้าแค้น แน่นอกไปเสียฉิบ

ตกลงมันโง่หรือบ้า

โพสต์เมื่อ : 2008-07-25 15:36:31


ได้ยินข่าวว่าไอ้พวกหมาบ้าที่ไปเรียกร้องปตท.คืน
เขาว่าตั้งแต่แปรรูปตั้งแต่ปี 45เนี่ย น้ำมันขึ้นมาโดยตลอด
ขณะนี้ขึ้นไปกว่า30บาทแล้ว

โอ้โอ๋แม่เจ้า กรูอยากตาย มารดาทั่นเอาอะไรคิดหนอ
ที่สำคัญไอ้ฟายที่ฟังมันเอาอะไรฟัง สมองเท่าเมล็ดถั่วเขียว
หรือเปล่า ถึงได้เชื่อไปอย่างนั้น ก็เมื่อปี 45 เนี่ย
น้ำมันโลกมันราคาเท่าไหร่ แล้วเดี๋ยวนี้ราคาเท่าไหร่

บ้านบิดามารดาทั่นผลิตน้ำมันได้เองหรือไง ถึงได้มาหาว่าเขา
ค้ากำไรเกินควร แล้วฟายมันจะรู้ไหมล่ะเนี่ยว่า รัฐบาลถือหุ้นใหญ่
อยู่ไม่ใช่หรือ เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะก๊อบมาให้ดู ข้อมูลเปิดเผย
ใครก็เข้าถึงได้ ฟายบวกเลขเป็นไหมละเนี่ย แล้วไอ้ที่ไปปลุกระดม
กันว่านักการเมืองได้รับผลประโยชน์เนี่ยมันจริงไหม เอ้าดูกันซะ

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวนหุ้น ร้อยละ
กระทรวงการคลัง 1,459,885,575 51.80%
กองทุนรวม วายุภักษ์ หนึ่ง โดย บลจ.เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) 217,900,000 7.73%
กองทุนรวม วายุภักษ์ หนึ่ง โดย บมจ.หลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย 217,900,000 7.73%
HSBC (SINGAPORE) NOMINEES PTE LTD 59,117,288 2.10%
CHASE NOMINEES LIMITED 42 46,347,400 1.64%
บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 44,627,201 1.58%
STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY 42,649,005 1.51%
NORTRUST NOMINEES LTD. 40,729,686 1.45%
MELLON BANK,N.A. 29,622,665 1.05%
THE BANK OF NEW YORK (NOMINEES) LIMITED 26,954,391 0.96%
HSBC BANK PLC-CLIENTS GENERAL A/C 21,251,600 0.75%
สำนักงานประกันสังคม 20,755,100 0.74%
กองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ 18,313,100 0.65%
STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY FOR LONDON 16,189,825 0.57%
GOVERNMENT OF SINGAPORE INVESTMENT CORPORATION C 15,305,300 0.54%
INVESTORS BANK & TRUST COMPANY 15,173,425 0.54%
STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY FOR AUSTRALIA 14,154,335 0.50%


แล้วจะรู้ไหมล่ะว่า ถ้าใครไปถือเกินห้าเปอร์เซนต์ต้องแจ้งตลาด
เพราะจะมีผลต่อการดำเนินการ แล้วไอ้ที่เขาเอามาลงน่ะ
จำนวนน้อยที่สุดที่ปรากฎในตารางน่ะ ยังมีไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์เลย
แล้วไม่เห็นมีชื่อนักการเมืองในรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่เลยสักคน

ถึงได้ถามไงว่ามันโง่หรือบ้ากันแน่ ถึงได้ยอมให้เขาจูงจมูกไปได้ขนาดนั้น
เฮ้อ ยิงทิ้งมารดาทั่นให้หมดไป ก็คงไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซนต์ของประชากรมั้ง
หรือว่าไงกันดีคะ