วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ไม่เข้าใจ

เมื่อคืนหลับไปด้วยความงุนงงสงสัย หลังอ่านทวิตเตอร์เจอ แอร์สายการบินสารภาพว่าตัวเองคลั่ง
มันเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ ความโกรธความเกลียดที่ใครเพาะขึ้นในจิตใจคนร่วมชาติ ที่เป็นไปได้
ถึงเพียงนี้ ไม่เข้าใจจริงๆ

จริงอยู่ที่คนธรรมดาย่อมมีอารมณ์มีความแค้นเคืองได้ แต่ที่ไม่เข้าใจคือ แค้นอะไรกันนักหนา
โกรธเกลียดนักการเมือง มันเป็นเรื่องปกติ แต่เคยถามตัวเองไหมว่าโกรธเกลียดเขาเพราะอะไร
เขาทำอะไรให้เดือดร้อนนักหรือ

คุณทักษิณเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่ชนะการเลือกตั้งมาอย่างถล่มทลาย แล้วถูกปฏิวัติไป
เรื่องก็น่าจะจบ แต่ที่ไม่จบเพราะมันมีคนที่ไม่ยอมให้จบ คอยจุดกระแสปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชัง
อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญมันได้ผลสำหรับคนบางจำพวกด้วยสิ โกรธเกลียดลามปามไปถึงลูกถึงเมียเขา
ไม่คลั่งแล้วจะเรียกว่าอย่างไร

เคยถามตัวเองไหมว่าโกรธเกลียดเขาเพราะอะไร เขาทำอะไรให้เดือดร้อนหรือ
หรือเพียงเพราะเขาบอกว่ามันเลว แล้วเคยหยุดคิดไหม ว่าที่ว่าเลว เลวอย่างไร
มันกระทบอะไรตัว ถ้าหากว่าตัวเองเป็นพวกค้ายา เป็นพวกเสียตำแหน่ง
เป็นพวกถูกกลั่นแกล้ง ก็พอเข้าใจได้ แต่นี่ดูๆไป ก็มีแค่พวกที่ถูกสุมให้เกลียด
โดยไม่ลืมหูลืมตา หาเหตุผลไม่ได้ แล้วความเกลียดมันก็เข้าไปทำร้ายจิตใจตัวเอง
เผลอๆอาจทำร้ายหน้าที่การงาน มันเกิดอะไรขึ้น

ทำไมไมคิดว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่ได้คิดอย่างนั้น คนส่วนใหญ่เขาถึงได้เลือกพรรคที่เกี่ยวข้อง
กับคุณทักษิณมาเป็นรัฐบาล ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยจำนวนคะแนนเสียง
ที่ได้รับมาในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง

เอาเถิด สมมุติว่าคุณทักษิณผิดจริง ตามข้อกล่าวหา(ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ของพวกที่ปฏิวัติล้มอำนาจเขา)
เขาก็แค่ผิดในฐานะนักการเมือง คนที่เชื่อว่าเขาผิดจริงก็แค่สั่งสอนให้รู้สำนึกด้วยการไม่ไปลงคะแนนให้
(ซึ่งพวกนี้ก็ใช้สิทธิ์นั้นอยู่แล้ว) เรื่องง่ายๆแค่นี้เอง แต่ที่ต้องทำต่อไปคือยอมรับให้ได้ว่า คนส่วนใหญ่
ของประเทศนี้เขาไม่ได้คิดอย่างพวกคุณ พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทยถึงได้ชนะจนจัดตั้งรัฐบาลได้ทุกครั้ง

หากพวกคุณบอกเกลียดเพราะเขาโกงกินประเทศ มีคนอีกหลายคนเลยที่คุณควรโกรธเกลียด หากเพียงคุณเปิดใจให้กว้าง
แล้วลองคิดดูบ้างว่ามีใครบ้าง แต่แปลกคุณกลับทำมองไม่เห็น ทำเป็นไม่รู้ กลับมาพกความโกรธ เกลียดไว้ที่คนๆเดียว
แล้วยังลามปามไปยังครอบครัวเขา มันน่าสงสัยจริงๆ สงสัยว่าต่อมรับรู้ ชั่วดีของพวกคุณมันถูกทำลายไปแล้วหรือไร

อยากบอกเป็นครั้งสุดท้ายว่า "ความเกลียด ไม่เคยทำร้ายใคร นอกจากตัวคนเกลียดเอง"

วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ก็รู้นะว่ามันไม่จบ

เห็นออกมาถามกันให้เซ็งแซ่ว่า ไอ้คนที่คิดว่าถ้าฆ่าทักษิณแล้วมันจะจบหรือ
ไม่รู้หรือไง ว่าความคุกรุ่นนี้ไม่เกี่ยวกะทักษิณ ต่อให้ตายไปวันนี้พรุ่งนี้ ก็ใช่ว่า
ปัญหาจะจบ เรารู้เขาก็รู้ แต่ทำไม พยายามกันจัง ทำมา 4-5 ครั้งที่รู้ๆ และที่ไม่รู้อีกไม่รู้กี่ครั้ง

โธ่ตอบง่ายๆ ถ้าเรารู้ว่ายิ่งคุณทักษิณตาย แผ่นดินยิ่งระอุ จะเป็นคนสั่งหรือไม่ก็ตาม
คนเขาก็เชื่อไปเกือบร้อยเปอร์เซนต์แล้ว ว่าเป็นคนสั่ง แล้วทำไมยังมีความพยายาม
ที่จะทำอยู่อีก คำตอบคือ ก็มัน แค้นอ้ะ

อะไรว้า ไล่ลงจากตำแหน่ง ไล่ออกไปนอกประเทศ ก็ยังไม่ลืมกันเสียที ขยับนิดขยับหน่อย
ก็ตกเป็นข่าว หากมาใกล้ๆประเทศไปหาไม่ลำบาก ก็ยังอุตส่าห์ถ่อไปหา ไปพบกันมืดฟ้ามัวดิน
ไอ้เรารึอยู่ตรงนี้ แค่แวะมาทักทายกันบ้างก็ยังไม่มา เรียกให้มา เกณฑ์ให้มาก็ยังไม่ค่อยจะยอมมา

อย่ากระนั้นเลย ฆ่าแม่งเลยดีกว่า เรื่องจบไม่จบไม่สำคัญแต่มันคงทำให้หายแค้นบ้างละวะ

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

รัฐบาลแห่งชาติ

รัฐบาลแห่งชาติ (ชาตินี้ล่ะค่ะ ไม่ใช่ชาติหน้า)

เรียกร้องกันจังว่าอยากให้มีรัฐบาลแห่งชาติ  ความคิดนี้ไม่ใช่เพิ่งมี มีนานนม
สมัยบิ๊กจิ๋ว ก็เฝ้าแต่ร้องเรียกหา มาสมัยเสธ.อร้ายยยย ก็อยากให้มีอีก

งั้นลองมาดูกันทีรึว่า ทำไมต้องการกันนัก เอา เป็นแบบในความคิดของพวกรักชาติก่อน
พวกที่รักชาติขนาดหนัก ย่อมเห็นว่า การที่บ้านเมืองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ทำงานกันลำบาก
เพราะจะหยิบจะจับอะไร ก็ติดขัดไปเสียหมด หากมีรัฐบาลแห่งชาติ แปลว่าไม่มีฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล
สมัครสมานกลมเกลียวกัน มองประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง อะไรที่เป็นประโยชน์ก็ไม่คอยคัดค้าน
ขัดแข้งขัดขา เห็นไหมคะดีออก

เอ แล้วจะทำไงดี ให้มีรัฐบาลแห่งชาติ จะให้ลอยลงมาจากฟ้าก็คงไม่ได้
เพราะประชาคมนานาชาติ เขาไม่ยอมรับ และที่สำคัญขัดกับรัฐธรรมนูญ
เพราะรัฐบาลตามรธน.ว่าไว้ว่าต้องมาจากการเลือกตั้ง นายกรัฐมนตรีต้องได้รับการโหวตในสภา
ต้องสังกัดพรรคการเมือง และต้องเป็นสส. เพราะฉนั้น ไอ้ประเภทลอยลงมาหรือ
มาจากค่ายทหาร หรือมาจากการปฏิวัติ ล้วนจะไม่เป็นที่ยอมรับทั้งจากประชาชนและนานาชาติ

ทีนี้จะทำไงดี ไม่ยากหรอกค่ะ ถ้ารัฐบาลแห่งชาติหมายถึงว่าหยุดตีกันสักพัก
มุ่งแต่ประโยชน์ชาติ แทนที่จะไปเรียกร้องฝั่งรัฐบาล ที่ถูก ต้องไปเรียกร้อง
จากฟากฝ่ายค้าน ว่าถ้ารักชาติจริง ให้ร่วมมือร่วมใจ นำพาประเทศออกไปให้พ้นวิกฤต
อย่ามัวแต่จ้องจับผิดตีสำนวนไปวันๆ อะไรที่เป็นประโยชน์ ต้องร่วมมือร่วมใจ ไม่ใช่คอยแต่ค้านตะพึดตะพือ

ต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลนี้มาอย่างถูกต้อง ได้รับเสียงจากประชาชนให้มาจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ
ดังนั้นการโค่นล้มเพื่อจะจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ มันตลก และไม่สมเหตุสมผล
ดังนั้น การคิดจะมีรัฐบาลแห่งชาติ เพราะอกหัก แพ้เลือกตั้งจึงไม่เป้นวิถีทางแห่งประชาธิปไตย

เรามาเรียกร้องฝ่ายค้านกันดีกว่า ร่วมมือร่วมใจกับรัฐบาลนี้ อีก3ปีครบเทอม
ลงเลือกตั้งใหม่คงกระเตื้องขึ้นมาบ้าง ดีกว่า ตีรวนแบบนี้ จนคนเขาเบื่อ
ไม่เลือกเข้ามากวนในสภาอีก ละก็จบกัน

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ก็เข้าใจนะ

เขียนออกมาตั้ง300กว่าหน้า คงใช้เวลาไม่น้อย คาดว่าคงเริ่มต้นเขียนกันตั้งแต่ตอนได้รับการแต่งตั้ง
ก็ย้อนกลับไปดูสิว่าใครตั้ง ตั้งเมื่อใด ตอนตั้ง คนตั้งเขาก็มีเจตนาที่จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสักคณะหนึ่ง
ที่ดูเหมือนว่าค่อนข้างจะเป็นกลาง เจตนาคงไม่มีอะไรมากไปกว่าตั้งให้ขึ้นมาฟอกความผิดของตัวเอง

ไม่ผิดหวังหรอกค่ะ เมื่อเจตนาในตอนตั้งมีไว้เช่นนั้น รายงานก็ต้องเป็นไปตามนั้น เพียงแต่ว่า มันไม่ตรงกับความจริง
ชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า เขียนคลุมๆลอยๆ อ้างว่าจากการไปสัมภาษณ์ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครบ้าง ซึ่งขัดกับความจริง
อย่างสิ้นเชิง

300หน้าคงไม่ได้เขียนกันวันสองวัน คงเขียนมาแต่เริ่มแหละค่ะ เขียนโดยไม่คาดคิดว่า สถานการณ์ จะพลิก
คงไม่คิดว่ารัฐบาลจะเปลี่ยน รายงานเลยออกมาเอาใจคนตั้งเต็มที่ กอรปกับเป็นพวกขี้เกียจสันหลังยาว
สถานการ์ณเปลี่ยน รัฐบาลเปลี่ยน ควรที่จะเขียนใหม่ ก็ขี้เกียจเกินกว่าที่จะทำ ก็เลยเอาวะ สันดานมักง่าย
ออกรายงานให้คนเขาก่นด่ากันทั่วเมือง คงคิดว่า คำด่าเป็นคำเยินยอ อีกไม่นานคนคงลืม

มิน่าเล่า ก่อนจะออกมาแถลง ถึงได้พูดว่า เมื่อแถลงเสร็จให้รีบแยกย้ายสลายตัว เพราะคนที่รักเสธ.แดง กะคนเสื้อแดง
ต้องไม่พอใจแน่ เป็นไปตามคาดล่ะค่ะ ก็รายงานอย่างกับเอาตีนเขียน ผ่านหัวใจสัตว์อย่างนี้ จะให้ไม่ต้องคนเสื้อแดง
หรอก แม้แต่คนที่รักความยุติธรรมได้ยินเข้าก็ต้องด่าเป็นธรรมดา

ที่เลวร้ายที่สุดของรายงานนี้เห็นจะเป็นเรื่องของเสธ.แดง ไอ้แก่กะโหลกกะลาพวกนี้ คงถือภาษิตว่า"คนตายพูดไม่ได้"
เลยซัดเขาเสียเต็มที่ หาคำตอบอะไรไม่ได้ ก็โทษเสธ.แดงไว้ก่อน เพราะเขาออกมาแก้ตัวแก้ต่าง โต้แย้งการใส่ความไม่ได้

มันน่าละอายนะคะ แก่ๆกันแล้ว กลับไม่นึกถึงชื่อเสียงวงศ์ตระกูล เผื่อยังไม่รู้ว่ามีใครกันบ้าง ก็นี่เลย เอามาลงเอาไว้ให้รู้จักกัน

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2555

30 บาทอีกครั้ง

ไม่เข้าใจว่า กลับมาฮือฮาทำไมอีก เรื่อง 30 บาทที่โรงพยาบาลต้องเก็บ

เห็นในข่าวว่ามีหลายโรงพยาบาลออกมาบอกว่าจะไม่เก็บ แล้วมีคนเอามาขยายต่อ

ว่าเป็นการตบหน้ารัฐบาล (ว่าเข้าไปนั่น)


อันที่จริงจำได้ว่าเคยเขียนเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่มีการยกเลิกการเก็บไป

ในสมัยรัฐบาลก่อน นัยว่า มันน้อยไปไม่รู้จะเก็บไปทำไม หรือเพียงเพื่อจะใส่ไคล้รัฐบาลที่คิดนโยบายนี้ขึ้นมา

หรือเพียงเพราะจะทำให้ดูดีกว่า ว่าเห็นไหม ให้ฟรี ไม่ต้องเสียสักบาท


จะอย่างไรก็แล้วแต่เรื่องนี้ มันแสดงให้เห็นว่า คนไทยเป็นคนที่ไม่เคยศึกษา ไม่เคยแสวงหาความจริง

ชอบแต่เรื่องนินทา ชอบแต่ฟังเขามา แล้วเอามาเล่าต่อ กลายเป็นนิทานประเภท ขนนกปลิว แค่ถ่มน้ำลาย

กลายเป็นนกทั้งตัวบินออกมาจากปากได้


เรื่อง 30บาทนี้ เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลคุณทักษิณ จำได้ว่าเป็นนโยบายที่ใช้หาเสียง

ที่ฮือฮามาก มีหลายคนไม่เชื่อว่าจะทำได้ ด้วยว่าไม่เข้าใจบ้าง คิดไม่ละเอียดบ้าง

เกลียดขี้หน้าคนคิดนโยบายบ้าง โดยไม่เคยฟังคำอธิบายเลยว่าเขาจะทำได้อย่างไร

เอาเงินมาจากไหน พอเห็นว่าเป็นการให้การรักษาอย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ ก็ตาหูแหก

หลับตานึกถึงเงินก้อนมหึมาที่ต้องใช้ไปกับนโยบายนี้ แล้วก็เริ่มต้นด่า


อันที่จริงหลักใหญ่ในการออกนโยบายนี้ และอีกหลายๆนโยบายของพรรคที่มีคุณทักษิณเป็นผู้นำ

ก็มีเพียงข้อเดียว คือ"ต้องการให้คนไทยทุกคน ได้มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน"

ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ด้านการศึกษา การเข้าถึงแหล่งทุน และที่สำคัญ เรื่องสุขภาพ เบื้องหลังทุกนโยบาย

ก็มีเท่านี้จริงๆค่ะ เป็นเพราะประเทศนี้ มีความเหลื่อมล้ำมาก ไม่ใช่ว่าคนทุกคนจะได้รับสิทธิ์ประโยชน์

อย่างเท่าเทียมกัน พรรคจึงมีแนวคิดที่จะกระจายความเท่าเทียมไปยังคนทุกคนทั่วประเทศ และนี่ก็คง

เป็นเหตุผลใหญ่อีกข้อที่เขาต้องการกำจัดคุณทักษิณออกไปจากแวดวงการเมือง คือ ประเทศนี้เขาไม่ต้องการ

ให้คนเท่าเทียมกัน เขาต้องการให้มีชนชั้น เขาจะได้โหนได้ห้อยแม้จะอยู่ปลายแถวของสายพันธ์

เขาไม่อยากให้คนจนลืมตาอ้าปากได้ ด้วยความคิดว่าหากทุกคนลืมตา(เดี๋ยวก็เห็นทุกอย่างชัดเจนน่ะสิ

อ้าปาก(เดี๋ยวก็มากินส่วนที่เคยสวาปามอยู่กลุ่มเดียวเท่านั้นน่ะสิ)ได้ ก็แค่นั้นแหละที่ค้านกันหัวชนฝา


30บาท เป็นนโยบายที่มีปัญหา เพราะ ยอดเงินกระมัง หลายครั้่งที่พูดกันเรื่องนี้ งงกับตัวเลขนี้

สมัยนายกฯหลังการปฏิวัติ ไอ้รัฐบาลขิงแก่นั่นแหละ ก็มีคนออกมาโวยว่า ยุ่งยาก การเก็บเงิน

แค่ 30บาท ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะค่าใช้จ่ายในการทำทะเบียนประวัติก็เกินอยู่แล้ว งั้นจะไปเก็บ

ทำไม ไอ้คนพูดอย่างนี้น่ะ เป็นแค่คนที่มีอคติ เป็นแค่คนที่คิดว่าจะออกมาโจมตีเขาเท่านั้นเอง

จริงอยู่ 30 บาทมันเอาไปทำอะไรไม่ได้ ไม่พอกับค่าใช้จ่าย แต่มันดีกับประชาชน มันทำให้

รู้สึกว่า เราไม่ใช่คนไข้อนาถา เราจ่ายเงินรักษาตัวเอง ไอ้พวกมาต่อต้านเนี่ย ไม่เข้าใจคำว่า

"ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์"หรอกค่ะ ไม่เข้าใจว่าคนเราสิ่งสำคัญคือศักดิ์ศรี มันคิดแต่ว่ามีแต่พวกมัน

พวกเดียวที่มีศักดิ์ศรี ที่จะให้ใครมาลบหลู่ไม่ได้ ยิ่งเห็นว่าคนจนจะมีสิทธิ์เข้าถึง ยิ่งทนไม่ได้


นอกจากนี้ 30 บาทยังทำให้คนหยุดคิดก่อนเดินเข้าโรงพยาบาล ไม่ใช่ของฟรีนะเว้ยเฮ้ย

จะได้เดินเข้าออกไปขอยาแก้ปวดหัวเล่นทุกอาทิตย์ เนี่ยก็เป็นเหตุหนึ่งที่เก็บเงิน(ซึ่งเวลาออก

มาโจมตี ก็ไม่กล้าที่จะชี้ประเด็นนี้) และที่สำคัญที่ไอ้พวกมีแต่ปากไม่รู้และไม่เคยคิดจะรู้คือ

ไม่มีใครอยากเป็นขอทาน ทุกคนชอบของฟรี แต่ไม่อยากให้ของฟรีนั้นมาในรูปของทาน

ที่เอามาแจกให้ ไม่มีใครอยากดูเป็นคนยากไร้ เขาอยากยืนบนลำแข้งของตัวเอง เขาอยาก

เข้าถึงสิทธิ์ที่เขาพึงจะได้ ไม่ต้องมาแจก ไม่ต้องให้ไปยืนตากแดดหัวแดงทั้งวันเพื่อรอรับของแจก

เข้าใจกันบ้างไหมคะ


ส่วนเรื่องเงินที่จะรักษาพยาบาลจากโครงการนี้ ไม่ต่อว่าไม่ถามกันแล้วมังคะ คงรู้กันหมดแล้วสิท่าว่าเขาไปเอามาจากไหน

ทีแรกที่ออกมาโวยเพราะยังไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ พอรู้ว่าเงินที่เอามาใช้ก็เป็นเงินงบประมาณปกติ ไม่ได้ต้องเพิ่มวงเงิน

ขึ้นไปสักหน่อย ก็เลยเงียบกันเป็นเป่าสากกันซะงั้น หันมาเล่นเรื่อง ตัวเลข 30บาทแทน อันที่จริง หากเก็บสัก 50บาท ก็คงได้

แต่ว่ามันดูแพงไปนิด (ตั้งครึ่งร้อย) 30เนี่ยแหละกำลังดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป ที่สำคัญมันทำให้คนจำได้ไง้ จำได้ว่าใครคิดใครนำมาใช้

จนได้มาเป็นตัวเลข 377เสียงนั่นยังไง ฮา

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มันคงสับสน

ข่าวว่า หลังการเข้าไปให้การกับDSI ซึ่งใช้เวลานานเหลือเกิน

นายกฯมือเปื้อนเลือด เข้าให้การ 3ชม. และอ่านทบทวนคำให้การอีก4ชม.

เขาว่าเป็นการทบทวนคำให้การที่นานที่สุด มันคงอ่านไทยไม่ค่อยออก

ไม่ก็กลัวเขาจะแอบหมกเม็ด เขียนอะไรที่ตัวไม่ได้พูดลงไปอีก เลยอ่านนานหน่อย

เสร็จออกมาไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไรกับนักข่าว สงสัยยังงงตึ๊บ


ส่วนฝ่ายไอ้เมือก ในฐานะผอ.ศอฉ. โดนเข้าไป13ชม. ทั้งถามทั้งให้ดูคลิ้ป

ที่แม่งตอบว่าไม่เคยเห็น(ตามที่ทราบและนำมาด่ากันสนุกสนานไปแล้วนั้น)

มันยืนยันว่า ทุกคำสั่งของศอฉ. ในฐานะผอ. มันเป็นคนเซ็นแต่เพียงผู้เดียว

ไอ้นายกฯหัวกรวยไม่รู้เรื่อง เพียงมารับข้อกล่าวหาเอ๊ย ไม่ใช่มารับฟังการบรรยาย

สรุบทุกเช้าเท่านั้นเอง อุ๊ย ว้าย ดูแมนมั้กมาก แอ่นอกรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว


แต่มันคงลืมความจริงไปข้อหนึ่งว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผู้นำสูงสุดในสายการบริหาร

เมื่อเกืดอะไรขึ้นในขณะดำรงตำแหน่งต้องรับผิดชอบด้วย แม้ไม่ใช่คนเซ็น

ในการให้การเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็นการช่วยนายกฯในขณะนั้น จริงหรือเปล่า

หรือเพียงต้องการ 1.ให้ตัวเองดูดีเป็นสุภาพบุรุษ หรือ2. โชว์ความอ่อนด้อยของนายมาร์ค

นายกฯอะไร้ เกิดเหตุร้ายแรงในบ้านเมือง ออกข่าวครึกโครมว่าเข้าไปสุมหัวกัน

ในราบ 11 เพื่อแก้ไขปัญหา แต่ไอ้เมือกออกมารับว่า ไม่ได้รู้เรื่องอะไร เพียงแต่เข้ารับฟังการสรุป

ทุกเช้าเท่านั้นเอง ไม่รู้ไม่เห็น สั่งการอะไรก็ไม่ได้ อ้อ เมือกบอกที่อุตส่าห์ให้เข้ามาฟังการสรุปเนี่ย

เพียงเพราะจะได้มีอะไรไปเสนอหน้า(งานถนัด)ออกทีวีชี้แจงเท่านั้นเอง


เอาเถอะ ไม่ว่าจะเพราะอะไร ภาพที่แทนจะดูดีกลับยิ่งตกต่ำลงไปจนไม่เหลือ

ไม่รู้ว่าซักซ้อมกันมาหรือเปล่าให้นายมาร์คตอบไปในทางเดียวกัน ว่าไม่รู้ไม่เห็น


ที่ว่ามันคงสับสนเพราะ คงจำได้ว่า เมื่อเกิดถูกเรียกไปสอบ ลิ่วล้อปชป. ก็ออกโรงตีปี๊บ

ให้ข่าวว่า ทำเรื่องฟ้องคุณทักษิณ ต่อICC .ในกรณี ฆ่าตัดตอนในการปราบยาเสพติด

ทั้งๆที่เขาไม่ได้มีคำสั่งให้ฆ่าด้วยซ้ำ เพียงแต่เป็นนายกฯที่มีนโยบายปราบปรามอย่างเด็ดขาด

กลับเอาไปฟ้องเขาในฐานะนายกรัฐมนตรี เหอๆ แต่มีคำสั่งฆ่าคนที่บริสุทธิ์ กลับบอกนายกฯ

ไม่เกี่ยว เฮ้ย เมิงจะเอาไงก็เอาสักอย่าง ตกลงเมื่อมีการตายในบ้านเมือง นายกฯต้องเกี่ยวหรือเปล่า

วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ต้องเข้าใจกันก่อนนะ

จากการที่เอกสารของศอฉ. หลุดออกมา เรื่องการสั่งยิงด้วยสไนเปอร์นั้น

จะไปโทษ ไอ้พลซุ่มยิง หรือคนสั่งไม่ได้นา


ก็ในเอกสารเขาว่า ในกรณีมีผู้ก่อการร้ายปะปนอยู่ในหมู่ผู้ชุมนุม ให้ใช้ได้

หากจุดไหนไม่มี ก็ร้องขอมาใช้ยิงได้ เห็นไหมล่ะ เขาไม่ได้บอกสักหน่อย

ว่าให้ยิงผู้ก่อการร้าย


ก็ในเมื่อเขาเชื่อว่ามีผู้ก่อการร้ายปะปน แต่เผอิญมันไม่รู้ไงว่าเป็นคนไหนบ้าง

ตามคำสั่งเขาว่าให้ยิงได้ มันเลยยิงมั่วไปหมด ยิงคนขับแท็กซี่บ้าง คนไปรับหลานบ้าง

คนที่เป็นนักข่าวบ้าง ที่ร้ายสุดคือยิงอาสาพยาบาล


เห็นไหมล่ะ ก็สั่งมาหลวมๆว่าให้ยิงได้ ก็ไอ้นายเหนือขึ้นไปมันไม่ได้เจาะจงนี่นาว่ายิงอะไรได้

อะไรยิงไม่ได้ ก่อนมาประจำการ เขาก็กรอกใส่หัวมาแล้วว่า พวกที่อยู่ในที่ชุมนุม

มีผู้ก่อการร้ายเต็มไปหมด เมื่อไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ยิงไว้ก่อน ตามแบบฉบับทหาร ที่เขาสอนกันมา

เนิ่นนานแล้วว่า ยิงก่อนแล้วค่อยถาม(อ้าวนี่เรื่องจริงนะเนี่ย เขาสอนมาอย่างนี้จริงๆ)


แต่เอ ที่ยิงคนจนสมองไหลที่หน้าสตรีวิทย์นี่ ยังคิดมุกผู้ก่อการร้ายไม่ได้เลยนี่นา แล้วเอาไงดีล่ะ

ไอ้มุกผู้ก่อการร้ายนี่มาคิดได้ตอนที่ไอ้ร่มเกล้ามันตายโหงไปแล้วนี่นา แต่ทหารมันดันส่องยิงชาวบ้านถือธงก่อนเป็นรายแรก

เอาละโว้ย อุตส่าห์ เข้ามาช่วยแก้ตัวให้แล้วนา แต่แหมมันไม่ไหวว่ะ ความผิดมันทนโท่ ไม่รู้จะช่วยแถยังไง


เอาเป็นว่ารับโทษไปกันทั่วๆแล้วกันนิ ทั้งคนสั่ง(ผอ.ศอฉ.) นายกฯในฐานะหัวหน้าศอฉ.อีกที

คนยิงจะอ้างว่าทำตามคำสั่งโดยหวังจะปัดไปให้เจ้านายรับผิดคนเดียวก็ไม่ได้ล่ะนะ

เพราะผลที่พิสูจน์ได้ว่าพวกแกทำเกินกว่าเหตุ คนตายและคนเจ็บไม่มีใครมีอาวุธในมือ

ตอนถูกยิงเลยสักคน ทีนี้จะแก้ตัวกันอย่างไรดีละเนี่ย ตัวใครตัวมันละกัน ไม่ต้องโบ้ย

โดนกันทุกคนจ้า