วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กลอนปีใหม่

ก็เป็นเพียงอีกวันผันมาถึง
เป็นวันซึ่งเปลี่ยนปีมีเสมอ
ผ่านมาแล้วแล้วก็ผ่านต้องพบเจอ
อย่าละเมอว่าใหม่มันไม่จริง

ยังวนเวียนซ้ำซากแม้อยากเปลี่ยน
ยังคงเลี่ยนล้าหลังยังถูกสิง
ผ่านปีใหม่ผ่านไปไม่ประวิง
ด้วยทุกสิ่งคงคงย้ำทำเหมือนเดิม

เมื่อไหร่หนอขอให้ได้ใหม่บ้าง
ให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่ต้องเพิ่ม
เพียงเปลี่ยนไปนิดหน่อยค่อยๆเติม
จะได้เริ่มประชาธิปไตยในเมืองเรา

ให้เสรีมีบ้างอย่างที่ฝัน
ให้มีวันอ้าปากได้คงไม่เหงา
ให้มีสิทธิ์คิดได้ค่อยบรรเทา
ให้ใครเขาเข้าใจในต้องการ

ผ่านไปแล้วผ่านไปไม่สมหวัง
ที่เรายังตั้งใจให้สุขศานติ์
ไม่ขอมากหากจะได้ให้ยืนนาน
โปรดเจือจานความเสรีที่รอคอย

ต้องเพียรขอรอไปเท่าไหร่หนอ
ต้องให้รอรอไปใจยังหงอย
เสรีภาพที่จะคิดไม่เลื่อนลอย
เราไม่ถอยที่จะขอรอต่อไป
IdeaIdeaIdea

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สี่แผ่นดิน

เอาว่าจะเล่าเรื่องละครเวที "สี่แผ่นดิน เดอะ มิวสิคัล" ที่กำลังเปิดการแสดงอยู่ ณ ขณะนี้นะคะ

ไม่ได้ชวนไปดู แต่เพราะเรื่องนี้ เป็นกระแสฮือฮาอยู่ในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คมาได้สักพัก

เมื่อเริ่มเปิดการแสดง หลังจากที่ต้องเลื่อนไปเพราะสถานการณ์น้ำท่วม และมีมาโพสท์ กระหน่ำชักชวนกันให้ไปดู
ถึงขนาดมีทวิตเตอร์ ของผู้ว่าฯกทม. ออกมาบอกว่าให้ไปดู โดยเฉพาะแฟนคลับนปช. เท่านั้นแหละเป็นเรื่อง
จนในที่สุด ก็มีการโพสท์ขออภัยว่าทวีตนั้น ไม่ใช่ผู้ว่าฯ ผู้ว่าไม่ได้ไปดู และไม่ได้เชิญชวน โอละพ่อเล็กๆกันไป
ตกลงไปดูจริงหรือไม่ได้ไป ไปแล้วไม่ได้ชวน หรืออะไรก็ตามเถอะ แสดงให้เห็นว่ามีการนำเรื่องละครเพลงนี้
มาจุดกระแสความแตกแยกอีกครั้ง หรือไม่ก็การหาความบันเทิงของผู้บริหารในยามนี้ เป็นสิ่งต้องห้าม
ไม่สมควรทำมั้ง เพราะเห็นกระหน่ำด่ากันเมื่อมีคนเลวโพสต์กล่าวหาว่านายกฯไปดูคอนเสิร์ตยานี
ผู้ว่าฯกทม. เลยกลัวถูกด่า บอกว่าไม่ได้ไปดู เอิ๊กส์
แต่เอาเถอะจะไปดูหรือไม่ได้ไปดูก็แล้วแต่ ป้าได้ไปดูเลยจะนำมาเล่าก็แล้วกัน

หลังจากเห็นกระแสเอามาบอกกล่าวว่าต้องไปดู ดูแล้วจะรัก"ในหลวง"มากยิ่งขึ้น ทำเอาใจเสีย
เพราะบัตรจองล่วงหน้าไว้นานแล้ว เขาเลื่อนเพราะน้ำท่วมก็เอาไปเปลี่ยนรอบกะเขามาเรียบร้อย
พอมาเจอเสียงลือเสียงเล่าอ้างอย่างนี้เลยชักใจเสีย ไม่ใช่ว่ากลัวว่าไปดูแล้วจะรัก"ในหลวง"มากขึ้นหรอกค่ะ อย่าคิดมาก

แต่ใจเสียเพราะงง จำได้ว่าบทประพันธ์ของมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเรื่องนี้อ่านมานานแล้ว และอ่านหลายรอบ
ละครเวทีที่ธรรมศาสตร์ ก็เคยแสดงเป็นตัวประกอบแล้วด้วยซ้ำ เคยชอบและประทับใจเรื่องนี้มากๆ
แต่เท่าที่นึกออก ก็เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผ่านชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยมาจนแก่ตาย โดยผ่านยุคสมัยมาถึง 4 รัชกาล
ตั้งแต่ร.5ถึงวันสุดท้าย ที่แม่พลอยตายเมื่อได้รับข่าวการสวรรณคตของร.8
ก็เท่านั้นเองไม่ใช่หรือ แล้วมาเชิญชวนกันไปดูเพื่อจะได้"รักในหลวง"มากขึ้นได้ไง
นี่มันพ.ศ. ไหนแล้วเนี่ย ร.9มาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ
หรือคนเขียนบทไปแก้ไขยืดเรื่องเอาเอง เลยชักใจไม่ดี เสียความรู้สึก
เลยต้องไปดู ให้รู้จริง (อ้อ ต้องไปดู เพราะเสียดายตังส์ด้วยนั่นแหละ บัตรก็ออกแพง เขาไม่รับคืนเสียด้วย)

ไปดูมาเรียบร้อย เลยมาเขียนเล่าให้ฟังแล้วกัน ว่าทำไมเขาถึงฮือฮากันนัก ไม่ได้ชวนไปดูหรอกค่ะ
เพราะบัตรคงไม่มีแล้ว รอบเมื่อคืนก็เห็นนั่งกันเต็มทุกที่นั่ง

ละครเวทีประเภทเดอะมิวสิคัลนี้ เท่าที่ดู ถกลเกียรติ จัดมาแล้วหลายเรื่อง
ก็ชอบทุกเรื่องล่ะนะคะ เพราะเป็นคนชอบดูละครเวทีมาแต่ไหนแต่ไร
ชอบโปรดักชั่นงานสร้างเขา ทั้งฉาก เครื่องแต่กาย แสงสีเสียง รวมทั้งนักแสดง
ล้วนมากฝีมือ ดูทุกเรื่องก็ประทับใจทุกเรื่อง

"สี่แผ่นดิน" ครั้งนี้ ก็ไม่ได้ดัดแปลง เนื้อเรื่องแต่ประการใดนะคะ ยังคงเป็นเรื่อง
ของแม่พลอยที่มีผัวชื่อ คุณเปรมแบบเดิมแหละค่ะ
แต่อาจเป็นเพราะยุคนี้เป็นยุคของความขาดแคลน ขาดแคลนความรัก
สังคมเริ่มหวั่นไหว ว่า เรารัก"ในหลวง"น้อยไปหรือเปล่า

จะเป็นการจงใจหรือไม่ไม่ทราบ แต่ละครเรื่องนี้ เปิดฉาก โดยเอาแม่พลอยที่แก่แล้ว ออกมาเล่าเรื่องหน้าฉาก
เกริ่นนำว่าที่ปวงชนชาวไทยอยู่ร่มเย็น เจริญรุ่งเรืองมาเพราะบารมี"ในหลวง" เท่านั้นแหละ น้ำหูน้ำตารื้นกันขึ้นมาทีเดียว
โดยคงลืมไปว่า แม่พลอยแกตายไปตั้งแต่ร.8 "ในหลวง"ที่แม่พลอยแกพูดถึงเนี่ยก็น่าจะนับแค่ร.5-ร.8เท่านั่้น
แต่ก็เอาเถอะ คนดู พอได้ยินคำว่า"ในหลวง" น้ำตาคงไหลพรากๆกันแล้ว

เรื่องดำเนินผ่านยุคผ่านสมัยมาเรื่อยๆ เล่าเรื่องความเจริญรุ่งเรืองในสมัยร.5 มีการกล่าวถึง รถไฟม รถราง และไปรษณีย์
ในเนื้อที่ร้อง บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดในรัชสมัยนั้น รวมทั้งการเลิกทาส
พอเปลี่ยนมายุคร.6 ประเทศเราก็ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เอาอย่างฝรั่งกันเต็มที่ ใช้ชีวิตหรูหรา
ฟุ่มเฟือย (เพราะมีแบบอย่าง) แล้วต่อมาถึงร.7 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
มีการนำเอาคำประกาศของคณะราษฎรมาอ่านเล็กน้อยด้วยนะคะ ป้าเกือบเผลอ
ลืมตัวปรบมือเมื่อฟังจบเสียแล้วสิ

ระหว่างนั้น การดำเนินเรื่องก็เป็นไป ตามท้องเรื่อง เพิ่งได้ทราบจากบางท่านในทวิตเตอร์ว่าคุณชายคึกฤทธิ์
ท่านเขียนเรื่องนี้ได้แบบเนียนๆ โดยเอาความคิดของคนแต่ละแบบใสไว้ในตัวละคร
เลยต้องจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมามัวไปโฟกัสที่ตัวแม่พลอย โดยลืมดูลูกๆ
ครั้งนี้ต้องใส่ใจหน่อย และพบว่า ลูกของแม่พลอย ต่างเป็นตัวแทนของคนแต่ละคน
ที่คิดเห็นต่างกันในสังคมนี้

เพียงแต่สมัยท่านคึกฤทธิ์เขียนกะยุคนี้มันต่างกัน แม้ความต่างจะยังคงมีอยู่ และเพิ่มความรุนแรงขึ้น
"อ้น" ลูกคุณเปรมคนแรกที่เกิดจากเด็กในบ้าน อู๋ย อันเนี้ย เป็นไพร่แท้จริง เพราะเกิดจากการผสมพันธุ์ต่างชั้น
ตามหลัก เด็กพวกเนี้ยจะเจียมเนื้อเจียมตัว ตามทัศนคติของคุณชาย เอ่อ แล้วก็ต้องจงรักภักดีมากเป็นพิเศษ

"อั้น" ลูกชายคนโตที่เกิดจากแม่พลอยและคุณเปรมส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก กลับมาพร้อมเมียแหม่ม
และมีความคิดอยากเปลี่ยนแปลงการเมือง ในทัศนคุณชาย ก็อาจจะมาก่อนกาล เลยแพ้ภัยไปในที่สุด

"อ๊อด" ลูกแหง่ของแม่ ไปเรียนเมืองนอกเมืองนามาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากทำตัวเป็นชาวเกาะ
(เกาะแม่กิน) แม้มันช่างเหมือนลูกท่านหลานเธอโดยทั่วๆไปโดยแท้ ครั้นวันหนึ่งคิดได้ว่าต้องทำงาน
ก็ดั๊นไปเลือกงานยากเกินกำลัง ลงใต้ไปทำเหมือง เลยแพ้ภัยตายไปอีกราย

ส่วนลูกสาวคนเล็ก"ประไพ" ก็แต่งงานไปกะเจ๊กจีน พ่อค้าที่ โดนดูถูกดูหมิ่น(ในสมัยนั้น) เห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน
ซึ่งจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ก็ยังเป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยน

เรื่องก็น่าจะจบลงในตอนที่แม่พลอยตาย จึงจะสมบูรณ์ตามเรื่องเดิม หมดสี่รัชกาลดังชื่อ"สี่แผ่นดิน"
แค่ถกลเกียรติ ก็เสริมต่อไปอีกหน่อย อันคงเป็นเหตุ ทำให้ซาบซึ้ง น้ำตาไหลกัน

โดยส่วนตัว ละครไม่เลวร้าย เพียงแต่อาจมากไปนิด โดยถกลเกียรติ อาจลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า "มากไปย่อมเฝือ" "ยัดเยียดย่อมน่าเบื่อ"
ยุคสมัยเปลี่ยนไป คนเรียนรู้มากขึ้น เข้าใจโลกเข้าใจสัจธรรมมากขึ้นแล้วนะคะ เอ หรือทั้งโรง มีป้าคิดเอาเองอยู่คนเดียว

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อาทิย์ อุไรรัตน์

ถูกเรียกขานว่าสุภาพบุรุษประชาธิปไตย เพียงเพราะ เปลี่ยนชื่อนายกฯที่ต้องนำถวาย
ในวินาทีสุดท้าย เลยได้นายกฯอานันท์ เข้ามาเป็นแทน สมบูรณ์ ระหง

ดีหรือไม่ไม่ทราบ แต่ช่วงนั้น คนตบมือตีตีน เชียร์ว่าทำถูก ทำดี กันทั้งนั้น
โชคดี ที่ปัจจุบันการเลือกนายกฯต้องทำในสภา ไม่งั้นได้มีการเล่นพิเรนท์อีกแน่ๆ

เมื่อกลายเป็นสุภาพบุรุษประชาธิปไตย แต่ทำผิดธรรมเนียม ก็ต้องมารู้จักแกกันหน่อย
ยิ่งตอนนี้ สุภาพบุรุษของใครไม่รู้ แกขู่ฟ่อดๆว่าจะปิดถนน หากรัฐไม่แก้ไขปัญหาน้ำท่วม
มหาวิทยาลัยของแก

อาทิตย์ อุไรรัตน์ มีชื่ออยู่ในสื่อตลอดเวลาที่ผ่านมา บางครั้งก็จงใจให้ข่าว
บางครั้งก็คงไม่อยากให้เป็นข่าว แต่เผอิญคนเขาสนใจ(เช่นเรื่องของลูกสาว)

อาทิตย์ อุไรรัตน์ ภาพที่ปรากฎ ชัดคือ เป็นนักการเมืองที่แม้จะเคยมีพรรคของตนเอง
แต่ลึกๆก็แอบเชียร์ปชป. อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ซ้ำเคยลงแข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
แมลงสาบด้วย คิดดูแล้วกันว่าเป็นคนหัวใจปชป.หรือไม่

แม้ปัจจุบันจะบอกวางมือจากการเมืองแล้ว แต่ก็มักให้ความเห็นหรือแสดงทัศนวิจารณ์เรื่องการเมืองอยู่บ่อย ๆ
ตามสื่อสารมวลชนโดยเฉพาะทางช่อง ASTVและสื่ออื่นในเครือผู้จัดการ คิดดูแล้วกันว่าคนอย่างนี้
จะเชื่อได้ว่าเป็นคนที่เป็นกลาง ไม่มีอคติต่อรัฐบาลนำโดยท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้อย่างไร

ล่าสุดที่ออกมาขู่ว่า จะปิดถนน แหม วางตัวเป็นนักวิชาการ วางตัวว่าสูงส่ง
มีทัศนคติดีงาม แล้วออกมาขู่ปิดถนนเนี่ย มันไม่ทุเรศไปหน่อยหรือ
จริงอยู่ ปัญหาที่เกิด(น้ำท่วมขัง) ต้องได้รับการเยียวแก้ไข แต่การ
ออกมาขู่ มันดูไม่สวยนะทั่น แล้วมันเผอิญมาตรงกับวาระที่ปชป. ฉายเดี่ยว
กะจะอัดรัฐบาลโดยผ่านคุณประชา พอดิบพอดี

เลยยากที่จะเชื่อว่าทำไปด้วยความเดือดร้อนจริงๆ เพียงแต่รับงานมาทำให้
ดูเหมือนว่ารัฐบาลนี้จัดการอะไรไม่ได้เลย ถ้าหากว่ารัฐบาลเพิกเฉยจริง
ก็ไปอย่าง นี่ก็ทำอยู่ไม่มีวันหยุด หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ป่านนี้ได้ท่วมกัน
ทั่วถึงแล้วแน่ๆ นี่ก็พยายามบริหารจัดการน้ำอยู่ เพราะปัญหามีรอบด้าน อาทิตย์เอง
ก็รู้ ว่าคลองประปาเป็นเรื่องใหญ่ แล้วจะออกมาขู่ทำไม

ภาพความเป็นกลางไม่มี แล้วยิ่งทำเพื่อมหาวิทยาลัยของตน ยิ่งดูไม่สวยใหญ่เลยนะจ๊ะ

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ได้ไม่คุ้มเสีย

จะเรื่องอะไรเสียอีกล่ะคะ ถ้าไม่ใช่เรื่องฮ็อตฮิตติดชาร์ตอยู่ในขณะนี้


ก็ไอ้เจ้าSMS เจ้ากรรม พาเจ้าของเครื่องติดคุกไปเสีย 20 ปี

เรื่องของเรื่องที่ยังคุยกันไม่รู้จบ ในขณะนี้มีหลายหัวข้อ ซึ่งสร้าง
ความมึนงงสงสัยแก่คนได้รับรู้ข่าวสารกันไม่น้อย

เรื่องเทคนิคที่ ตัดสินก็แปลก เนื่องจากจำเลยไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมา
ยืนยันว่าตนอาจไม่ได้เป็นคนส่ง ศาลจึงไม่ยกประโยชน์ให้

แต่ที่มันติดใจจนต้องตื่นมาเขียนคือ ม.112 มีเนื้อหาสั้นมาก ไม่มีรายละเอียด
อื่นใดมากกว่านี้ จึงขึ้นอยู่กับ "ดุลยพินิจ" ของศาลในการตัดสินเท่านั้น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย (1) พระมหากษัตริย์ (2) พระราชินี (3) รัชทายาท
หรือ (4) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”


อันนี้แหละค่ะน่าสนใจ ว่าแค่ไหนอย่างไร เมื่อไม่มีกำหนดไว้ชัดเจน คำตัดสินจึงไปขึ้นกับผู้พิพากษา
ซึ่งท่านก็เป็นคน ที่มีอคติ มีความเชื่อต่างๆกันไป บางท่านอ่อนไหวหน่อย
เห็นแล้วสะเทือนใจมากก็จะเห็นว่าผิดมาก
แต่บางท่านบางคนอาจบอกว่าเอาน่าเรื่องเล็กน้อย ให้อภัยได้ มีเรื่องชวนสงสัย
ที่สามารถจะยกประโยชน์ให้จำเลยได้มากมาย แต่ท่านก็ไม่ทำ ตัดสินเสียเต็มเหนี่ยว
เอาไปข้อความละ 5ปี รวมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 20ปีไม่ลดสักปี

แต่ที่ข้องใจจนนำมาเขียนวันนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิค ไม่ใช่เรื่องข้อกม. แต่เป็นเรื่องความเข้าใจส่วนตัวล้วนๆ

กล่าวคือ คำว่า SMS ซึ่งมีคำเต็มว่า Short Message Service แปลเป็นไทยว่าการส่งข้อความสั้นๆ
เขากำหนดไว้แค่ครั้งละ140ตัว(เท่ากับทวิตเตอร์นะคะ) หากอยากเพ้อมากกว่านี้ ต้องแบ่งส่งเป็นหลายๆข้อความ

แล้วSMS จะส่งไปถึงเฉพาะเบอร์ที่เราเลือก จริงอยู่อาจส่งได้ทีละหลายๆเบอร์แต่ในเคสนี้ เขาส่งไปให้แค่เบอร์เดียว

ต่างจากทวิตเตอร์ที่พิมพ์ทีเดียวมีคนเห็นมากกมาย แล้วแต่จำนวนคนตามเรา แต่บางทีพิมพ์จี๊ดถูกใจ ก็จะมีคนเอาข้อความเราไปทวีตต่อ

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อส่งเป็นSMS คนที่รู้จึงน่าจะมีคนเดียว นอกจากเราจะเอาเครื่องไปโชว์
ดังนั้นคนได้รับ ตามข่าวเป็นเลขานุการนายอภิสิทธิ์ จึงมีคนเดียว

หากข้อความดังกล่าว(ซึ่งก็ไม่เคยมีใครรู้ เพราะเขาไม่เคยบอก) เป็นการกระทำผิด ตามม.112จริง คือดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายจริง ก็น่าจะรู้แค่คนได้รับสารนั้น

หากเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร หวีดว้ายแล้วกดลบทิ้งแทบไม่ทัน ใช่หรือไม่ อย่างดีคุณก็คงแอบเอาไปให้เพื่อนดู สังเกต :ต้องแอบนะคะ
เพราะต่างก็รู้ดีว่ามันผิดกม.

ก็เมื่อเป็นแค่การส่งไปให้คนเพียงคนเดียว เผอิญมันบ้าจี้ เอาไปฟ้องร้อง ศาลท่านก็ดันคิดไม่เหมือนขาวบ้าน
ท่านคงคิดว่ามันผิดร้ายแรง เลยตัดสินเสียเต็มเหนี่ยว ทีนี้ข่าวก็เลยดังไปทั่วโลก ไอ้ที่จะรู้แค่เพียงคนส่งกะคนรับ
เลยกระจายไปเป็นวงกว้าง ไอ้ที่จะเสนอข่าวเฉยๆ ประเทศเราก็ไม่ได้ดังขนาดนั้น เลยต้องมีการท้าวความ
อธิบายที่มาที่ไปลงไปสักเล็กน้อย ทีนี้เลยดังกันสมใจ เข้ากับคำพังเพยที่ว่า "ได้ไม่คุ้มเสีย" ล่ะค่ะ

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วุฒิภาวะ

คนบางคนแม้จะแก่หรือเรียกอย่างสุภาพว่ามีวัยวุฒิ ก็ไม่ได้หมายความว่า
จะมีวุฒิภาวะ คือแก่แต่เพียงอายุ แต่ความคิดอ่านแต่จิตสำนึกยังบกพร่องอยู่มาก

ด้วยเหตุที่ในขณะนี้ เรากำลังเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่หลวง
บ้างก็ว่าในรอบ 50 บ้างก็ว่าอาจถึง 100ปี ที่มีน้ำท่วมใหญ่
เป็นการท่วมที่รุนแรงและกว้างขวาง

เขาว่าวิกฤตน่าจะทำให้เกิดโอกาส โอกาสที่จะได้ร่วมมือร่วมใจกันเพื่อช่วยกันแก้ไข
ช่วยกันเพื่อจะช่วยให้ภัยครั้งนี้ไม่รุนแรง ไปจนแทบไม่มีอะไรเยียวยาได้

น้ำท่วม มองในแง่ดี อย่างน้อยผืนดินก็ยังอยู่แม้จะต้องเสียเงิน
มากมายในการบูรณะ บ้าน โรงงาน ที่ทำกิน แต่เราก็ยังมีผืนดินอยู่
น้ำไม่สามารถพัดพาเอาไปได้ ดีกว่าเสียหายจนไม่เหลืออะไรสักอย่าง
เราต้องมองไปข้างหน้า ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

จึงเห็นว่ารัฐบาลที่นำโดยพณฯท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้รอจนน้ำลด
ที่จะเร่งฟื้นฟู บูรณะประเทศ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด
เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประเทศเกิดปัญหา
เช่นนี้ซ้ำขึ้นมาอีก

หนึ่งในคณะกรรมการ จากสามชุดที่ว่า ก็มีคนแก่ ที่แก่แล้วแก่เลย
แก่แล้วด้วยวัย แต่สติปัญญายังด้อยอยู่มาก

จะใครเสียอีกล่ะคะ ถ้าไม่ใช่หนึ่งเดียวที่คนส่วนใหญ่ เมื่อได้ยินชื่อ
แล้วเป็นต้องตะขิดตะขวงใจ และไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ เรื่องที่จะเอาชื่อมาใส่ทำไมหนอ

เพราะหลังจากถูกประกาศชื่อว่าเป็นหนึ่งในคณะทำงาน การให้สัมภาษณ์
ก็โชว์ตัวตนชัดเจน แม้แรกๆจะดูว่าคิดดีพูดดี แต่ก็หลุดออกมาในที่สุดตอนท้าย
คำพูดที่แสดงว่าขาดวุฒิภาวะเป็นอย่างยิ่ง

ถามว่าจะใช้เวลากี่ปีในการฟื้นฟู ผมไม่ทราบ แต่เวลานี้ผมอายุ 72 ปีแล้ว
ผมคงไม่ได้เห็น แต่ถ้าทำเสียแต่วินาทีนี้ ทั้ง 62 ล้านคนรับผิดชอบร่วมกันทำอย่างจริงจัง
ภายใน 5 ปี อาจจะยังพอมีหวัง แต่ถ้ายังทำแยงกันไป ตัดขากันไปอย่างนี้...ยาก
แค่ผมรับการแต่งตั้ง ยังมีทั้งคนโทร.มาเชียร์ โทร.มาตัดพ้อ

ไอ้ประโยคสุดท้ายเนี่ย ไม่พูดก็ได้มั้ง เพราะพูดไปแล้วไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
มันเป็นการตอกย้ำว่าประเทศนี้ผสมผสานรวมกันไม่ได้ มีการแบ่งแยก
เป็นฝักเป็นฝ่ายชัดเจน จริงอยู่มันเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็แก่ขนาดนี้แล้วน่ะนะ
คิดไม่เป็นหรือว่าไม่ควรพูด ถึงจะมีคนโทร.ไปจริง แล้วมันเกิดประโยชน์อันใด
ที่ต้องตอกย้ำ ไหนว่าจะมาช่วยชาติ แต่ทำตัวอย่างนี้ พูดอย่างนี้ กลับไปนอนรอ
ความตายที่บ้านดีกว่ามั้ง

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีป้องกันน้ำท่วม?

ระยะนี้ จะเห็นว่ามีการเสนอวิธีการป้องกันน้ำท่วม(กันน้ำไม่ให้เข้าบ้าน)
กันออกมามากมาย ซึ่งก็ดีนะคะ ถ้าทำแล้วสบายใจ ไม่เสียเงินมาก
ก็ลองทำดู อย่างน้อย ก็จะสบายใจว่าได้ทำแล้ว

แต่น้ำท่วมครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งไหนๆ ไม่เหมือนน้ำท่วมที่เกิดจากฝน
ตกหนัก แล้วน้ำระบายไม่ทัน(กทม.เป็นบ่อยๆ) ไม่ใช่น้ำท่วมที่เกิดจาก
น้ำทะเลหนุน แม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำสูง ถ้าเป็นอย่างนั้น การยาซิลีโคน
การกั้นกระสอบทราย ก็คงเอาอยู่ น้ำที่จะมาครั้งนี้ เป็นมวลน้ำมหาศาล
เขาว่าก้อนใหญ่มหึมา เป็นน้ำลามทุ่ง (แปลว่าทางบก)ไม่ได้มาทาง
แม่น้ำลำคลอง หรือจากฝน จึงยากที่จะกั้นเอาไว้ได้

ไม่ทราบได้ดูข่าวโรงงานกิ๊ฟฟารีนในนวนครกันหรือเปล่าคะ
ผู้บริหารเขาว่าเป็นโรงงานสุดท้ายที่น้ำเข้าท่วม เขาเล่าว่า
ที่โรงงานก่อกำแพงคอนกรีตหนาอย่างดี สูง2เมตร กั้นไว้รอบตัวอาคาร
จึงเป็นโรงสุดท้ายที่อยู่รอด แต่เมื่อน้ำมาจริงๆ เขาว่า เสียงดังมาจากทางด้านหลัง ตึงๆ (แน้ มีเคาะประตูด้วย)
แล้ว กำแพงคอนกรีต2เมตรก็พังลงมา และน้ำก็ทะลักเข้าทุกทิศทุกทาง
จนเจิ่งนองไปสูงสักสองเมตรกว่า เป็นอันจบกันสำหรับแขกที่ไม่ได้
รับเชิญ แต่ก็มาอยู่ดี

เอาเถอะค่ะ ป้องกันไว้ให้ดีที่สุด แต่ต้องไม่ลืมทำใจไว้ด้วย
น้ำครั้งนี้ มากมายมหาศาล ลองเธอจะผ่านมา กั้นอย่างไรก็เอาไม่อยู่
ปล่อยเธอกลับไปหา พ่อ-แม่เธอในทะเลเถอะค่ะ เธออาจจะผ่านบ้าน
ใครไปบ้าง ก็ต้องยอมๆกันไป อย่าไปดึงดัน ห้ามเธอเลย
เธอเป็น หญิงเจ้าอารมณ์ กั้นเธอมากๆ แป๊บเดียวเธอก็รวม
พลังบุกทะลวง สร้างความเสียหายมากกว่าอีกค่ะ

ด้วยความเคารพจริงๆ วิธีกันน้ำแบบที่เสนอๆกันมา คงใช้ได้ดี
สำหรับกรณีน้ำท่วมขัง เพราะระบายไม่ทัน แต่หากเป็นน้ำลามทุ่ง
เช่นครั้งนี้ เห็นทีจะยาก เพราะน้ำที่มาจะมาจะเร็วและแรง และเยอะมากๆ

สู้เอาเงินที่จะป้องกัน ไปซื้อของกิน น้ำดื่ม เตรียมไว้รับสถานการณ์
จะดีกว่านะคะ ไม่ก็เก็บเอาไว้ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลดจะดีกว่า
อย่าหาว่ามองโลกในแง่ร้ายเลย หากแต่ มองโลกในความเป็นจริงมากกว่า

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ขอโทษ

เมื่อ"ขอโทษ"โกรธก็หายไปเกือบครึ่ง
ที่เคยตึงเคยข้อง คงต้องหาย
คำขอโทษ ต่อใจโหดโกรธแทบตาย
ก็ยังคลายหายขึ้งพึงทำกัน

เเป็นนายกฯที่อ่อนน้อมยอมขอโทษ
ไม่ต้องโอดว่าไม่ผิดคิดผลักผัน
มีปัญหามาให้แก้อยู่ทุกวัน
แล้วจำนรรจ์คำขอโทษโกรธก็คลาย

คำสั้นๆคำนี้มีอำนาจ
คนขี้ขลาดหวาดระแวงแกล้งทำหาย
ทำดึงดันว่าไม่ผิดไม่คิดอาย
ทำคนตายก็ไม่กล้าเอ่ยวาจา

พระท่านสอนเอาไว้ไม่ผิดพลาด
คนฉลาดต้องรู้จำย้ำหนักหนา
เอ่ยขอโทษ เพื่อให้เขาเอาใจมา
พร้อมอาสาจะช่วยไปด้วยใจ

พูดไม่ยากหากใจไม่กระด้าง
เพราะมันง้างหัวใจไปถึงไหน
เปิดประตู ความช่วยเหลือเพื่อคนไทย
ไม่ฝักใฝ่ไม่ถือหางข้างเขา-เรา

เพียงนายกฯ เอ่ยคำว่าขอโทษ
คนใจโฉดคิดด่าพากันเหงา
ความขึ้งเคลียด เกลียดก็คลายคล้ายบรรเทา
ควรจะเอาใส่ในปากไม่ยากเลย

ผิดหรือไม่ใครก็เห็น เป็นเรื่องแน่
เพียงแต่แค่เอ่ยคำ อย่าทำเฉย
พูดติดปากว่าขอโทษให้คุ้นเคย
มันไม่เชยหรอกหนาป้าวิงวอน

จากข้อคิดคำสอน ของท่านอาจารย์ คะเวสะโก หรือที่รู้จักกันในนามท่านมิสุโอะ
พระญี่ปุ่น ที่พูดไทยคล่อง แต่หนังสือสอนเล่มสั้นๆอ่านง่ายๆ ไว้มากมาย