วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

อีกวันที่มีความสุข....จริงๆนะ

อีกวันที่มีความสุข....จริงๆนะ
ก็แหม สถานการณ์ปัจจุบัน ใครจะกล้าพูดได้เต็มปากกว่าสุขเหลือแสน
ไหนจะเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ ถึงคุณไม่จน มีเงินจับจ่าย แต่ภายใต้
การบริหารงานของไอ้เด็กเวร มีเงินก็ใช่จะสบาย แค่จะหาซื้อน้ำมันสักขวด
ยังทำไม่ได้ มีคนมีเงินที่ไหน ออกไปซื้อน้ำมันทีละขวด ใครจะบ้าออกไปซื้อทุกวัน
ลูกน้องมีต้องเลี้ยงดู อาทิตย์หนึ่งเดือนหนึ่งออกไปซื้อของที ก็ต้องซื้อทีละมากๆ
นี่อะไร ให้ซื้อน้ำมันได้ทีละขวด เอาวะ งั้นซื้อน้ำมันปาล์มสักขวด เอาไว้ทอด
ของกรอบๆกิน ส่วนน้ำมันเมล็ดทานตะวันไว้ไช้ผัด ที่ไหนได้คนคิดเงินเขาบอกว่า
ซื้อไม่ได้ค่ะ ต้องซื้อได้ขวดเดียว เพราะเขากำหนดว่าให้ซื้อได้ครอบครัวละขวด
ยืนเถียงกับน้องหนูว่ามันไม่ใช่น้ำมันเหมือนกันนี่นา เขายืนยันว่าอย่างไรก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันอะไร หน้าตาขวดเป็นขวดเพ็ต เขาเหมาว่าเหมือนกันหมด
เป็นน้ำมัน ดังนั้นซื้อได้ขวดเดียว

นี่ดีนะ ที่บัตรประชาชนยังไม่เป็นสมาร์ตการ์ดทุกคน ไม่งั้นการซื้อน้ำมันอาจต้องรูด
บัตรไว้ เพื่อครอสสเช็คว่าไม่ได้ไปเดินสายซื้อหลายๆแห่งในวันเดียวกัน เฮ่อ

ว้ายอารัมภบทยาวเกิ๊น แต่ไม่ได้ตั้งกระทู้มานาน มันเลยอัดอั้นน่ะค่ะ หึหึ ย้อนกลับมา
เรื่องที่ทำให้เมื่อวานมีความสุข ก็เขาชวนกันออกไปชุมนุม เรียกร้องความยุติธรรม
ให้กับบ้านเมือง จะนอนเหงาอยู่บ้านอย่างไรได้ มันก็ต้องออกไปแสดงตัวสิคะ
ไม่ไปเดี๋ยวเขาจะเหมารวมว่าเป็นคนไม่สนใจ ยุติธงยุติธรรมไม่รู้จัก ยอมถูกกดหัวไปวันๆ
เลยต้องออกไปแสดงตัวสักหน่อย

ออกจากบ้านเวลาเที่ยง นัดจะไปรับเพื่อนอีกสามคนที่ ลาดพร้าวซอย 15
แต่ที่ไหนได้เคยใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมงถึงบ้านเขา กลับไม่เป็นดังคาด
พอลงสะพานที่มาจากเส้นก๋วยเตี๋ยวก็ติดเสียแล้ว มองไปถนนฝั่งขวาขาออก
ทั้งคนทั้งรถเริ่มทะยอยกันมาแล้ว ดูคึกคักน่าดู

[ภาพ: 9jGvd8sDCc.jpg]

[ภาพ: 8SVczJoZZO.jpg]

[ภาพ: xxLOvB8zf4.jpg]

[ภาพ: DeyTUqDQSb.jpg]

มองขึ้นไปบนสะพานลอยคนข้าม ได้เห็นภาพที่ใกล้เคียงกับวันที่12มีนาปีที่แล้ว
ที่ีคนออกมาจับจองสะพานลอยคอยต้อนรับขบวนรถที่จะเข้ามาเรียกร้องให้ยุบสภา

[ภาพ: 6ExbDH7h7I.jpg]

รถเริ่มติดเพราะมีการเปิดทางให้รถทางฝั่งนี้ กลับรถไปเข้าแถวกันฝั่งโน้น
ทางฝั่งนี้ก็มีรถจอดอยู่สองแถว แล้วคนเดินไปหน้าศาลอาญา (สถานที่นัดหมาย)
รถติดไปตลอดทาง เปิดหน้าต่างรถทักทายผู้คนแถวนั้นไปตลอดทาง
มีรายหนึ่ง ออกมาขอโทษขอโพยแทน ว่าขออภัยในความไม่สะดวก
ที่อาจทำให้รถติดในวันนี้ เพราะเขาคงไม่คิดว่ารถที่ดูไฮโซหรูหรา
จะมาเข้าร่วมขบวนด้วย พยยายามจะอำนวยความสะดวกให้เคลื่อนไป
อีกเลนที่จะเดินทางต่อไปได้ เลยยิ้มหวานบอกเขาไปว่าไม่เป็นไรค่ะ
เรามันพวกเดียวกัน นี่ก็มาร่วมชุมชุมด้วย บอกเขาไปว่า รถติ๊ดติด
แต่ทำไมอารมณ์ดี๊ดี ทำไม่ไม่โกรธก็ไม่รู้ เป็นครั้งแรกที่รถติดแล้วไม่หงุดหงิด
เพียงแค่คำอธิบายนี้ ก็ทำให้ได้หัวเราะหัวใคร่กันอย่างกับเป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่ชาติปางก่อน

ในที่สุดก็เคลื่อนมาถึงหน้าศาลอาญา ก็เจอภาพนี้แหละค่ะ

[ภาพ: HIuQ3qrF4n.jpg]

รถค่อยๆขยับไปทีละน้อย โทรไปบอกเพื่อนว่าใจเย็นๆรอหน่อย รถเคลื่อนตัวได้ช้ามาก
ระหว่างทางก็เปิดกระจกรถทักทายกับเขาไปทั่ว บ้างก็ทักว่าทำไมมาคนเดียว
ต้องชี้แจงแถลงไขว่าเดี๋ยวมาค่ะ เดี๋ยวไปรับเพื่อนมาก่อน นี่ก็กะว่าหากไม่ติดรถจนปวดปัสสาวะ
จะให้เพื่อนออกมาเจอกันที่หน้าศาลเลยด้วยซ้ำ แต่นี่เกิดความจำเป็นต้องไปแวะฉี่ แหะ แหะ

รับเพื่อนมาด้วยกันอีกสาม สองคนมาจากเชียงใหม่ เจ้าของบ้านก็คนลาดพร้าวแหละค่ะ
ออกเดินทางไป พอถึงแยกลาดพล้าวตัดรัชดา พบว่า คุณตำรวจเธอเอาแผงเหล็ก
มากั้นไว้ ติดประกาศว่าปิดการจราจร โปรดหลีกเลี่ยงไปใช้ทางอื่น เราก็ปักหัวรถเข้าไปเลย
บอกคุณตำรวจเธอว่ามาชุมนุมหละค่ะ เธอก็เปิดทางให้อย่างดี เลี้ยวไปได้จี๊ดเดียว
รถก็หยุด มาอีกแล้ว คนที่หวังดี เดินเข้ามาบอกว่ารถไปไม่ได้หรอก ต้องยูเทิร์น
กลับไปอีกฝั่ง บอกเขาว่ามาชุมนุมนี่แหละค่า เอ๊ะ หน้าตา หน้ารถเรามันไม่ให้หรือไง
เขาเลยบอกว่างั้นดับเครื่องจอดคอยได้เลย แล้วให้เดินเท้าเข้าไป อิอิ บอกเธอไปว่า ไม่เป็นไรค่ะ
นั่งคอยขบวนก็ได้ ก็แหมค่ารักษาฝ้ามันแพงนะคะ ถึงจะรวยก็เถอะ เราก็ไม่ควรเสีย

นั่งคอยกันเกือบครึ่งชั่วโมงรถถึงได้ขยับ พบว่า รถเต็มสามเลน มุ่งหน้าไปทาง
อนุเสาวรีย์ ประชาธิปไตย สนุกสนาน ไขกระจกฟังเพลงไปกันตลอดทาง
พบรถกระบะที่มีคนนั่งตากแดดมากันเต็มคันเยอะยะ แดดเปรี้ยงร้อนมั้กมาก
ยังคุยกับเพื่อนๆเลยว่า เนี่ยไม่ใช่สบาย หากต้องจ้างจะต้องจ้างเท่าไหร่ คนถึงจะได้ยอมลำบาก
มาขนาดนี้ ระหว่างทางก็มีคนแจกน้ำ หลายราย เขาเตรียมน้ำแช่กันมาเต็มรถ
เอาไว้แจกรถในขบวน รถเราไม่มีสัญญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นเสื้อแดง เพื่อนรุ่นน้อง
ก็เลยสอดส่ายสายตา ไปเจอเอารถคันหนึ่งมีผ้าแดงผูกไว้เยอะแยะ
จึงชี้มือชี้ไม้บอกเขาว่าอยากได้ เขาก็ดีใจหายพยายามจะปลดออกให้
ในที่สุด เราก็ได้ผ้าแถบสีแดงมาผูกรถหนึ่งผืน ลดสายตาฉงนงาย และคอยโบกให้
เลี่ยงเส้นทางไปได้เลย

ใช้เวลาเดินทางจากรัชดา ไปอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย สัก สามชั่วโมงได้
ทางก็ไม่ไกลนักหนา รถติดมโหฬารขนาดนี้ หากเป็นวันอื่น หากเป็นด้วยเหตุอื่น
คงได้มีอาการโมโหโกรธาด่าทอเป็นแน่แท้ แต่หึ หึ งวดนี้ เรามาปฏิบัติภารกิจ
เพื่อชาติ ติดแค่ไหนก็ไม่สน กลับมีความสุขอย่างที่สุด ไปถึงสะพานผ่านฟ้า
เขาปิดถนนไปแล้ว หาที่จอดรถได้ก็เดินลงไปจนถึงอนุเสาวรีย์ เห็นผู้คนมากหน้าหลายตา
ล้วนแล้วแต่ดูมีความสุข เข้าไปซื้อแมคกิน 1ชุด เพราะหิวเหลือหลาย
ออกมาตั้งแต่เที่ยง ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อง กินเสร็จ ก็กลับ เดินมาใกล้ถึงรถ
ก็ได้ยินเสียงคุณจตุพรผผ่านลำโพงมาว่าให้ร่วมร้องเพลงชาติด้วยกัน
หยุดยืน ร้องเพลงชาติ อย่างสุดเสียงด้วยความภาคภูมิใจ โดยเฉพาะ เมื่องถึงท่อน
"แต่ถึงรบไม่ขลาด" เดี๊ยนได้ออกมารบแล้วนะเจ้าคะ ออกมารบกับคนที่ฉกชิงเอา
ความถูกต้อง ความยุติธรรมไปจากประเทศ ออกมาประกาศตัวว่าเราจะไม่ยอม
อีกต่อไป ตกลงกันว่า จะทำสติ๊กเกอร์ติดหลังรถ ว่า ".....ไม่เป็นไร เรารอได้"

เอามาจากลายเซนใครสักคนในบอร์ดบ้านราชดำเนินนี่แหละค่ะ เธอเขียนว่า

"...ไม่เป็นไรกูรอได้" เลยขออนุญาต เอาไปแปลงเล็กน้อย เผื่อคุณหนูไฮโซบางท่านว่าไม่สุภาพ
จะเปลี่ยนเป็น"หนูรอได้" อยู่แล้วเชียว แต่คุยกันว่า ถ้าใช้คำว่าเรา มันบ่งบอก
ถึงความเป็นพวกเดียวกัน คงจะเสร็จทันไปร่วมชุมนุมครั้งหน้า

สรุปว่าเป็นวันที่มีความสุขมาก เล่ามาเพื่อที่จะบอกว่า การไปชุมนุม เพื่อแสดงตน
ไม่จำเป็นต้องไปฟังปราศรัย ไม่ได้ติดคนพูด ไปเพราะอยากไป ไปเมื่อเรียกไป
ไม่มีแม่เหล็กดึงดูดแต่ประการใด กลับมาถึงบ้าน ก็เปิดดูเอเชียอัพเดต ถ่ายทอดสด
ได้ฟังเสียงชัดเจนแค่นี้ก็สุขเหลือหลาย ก่อนจบฝากรูปที่เก็บมาจากพื้นที่ให้ดูกันนะคะ

[ภาพ: W5G8zqLwkq.jpg]

[ภาพ: fglustwRyb.jpg]

[ภาพ: DoxaJLEBUJ.jpg]

[ภาพ: xNRXgbt2IS.jpg]

[ภาพ: BeS86riCUK.jpg]

[ภาพ: XnyIf7qVjZ.jpg]

[ภาพ: DBSJrJPH7w.jpg]

[ภาพ: xl0hlGHoI1.jpg]

ดีแต่พูด

อ่านข่าวนี้ พรรค ประชาธิปัตย์ : นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า หลังจากมีการประชุม ส.ส.พรรค โดยหัวหน้าพรรคกำชับให้สมาชิกลงพื้นที่ตรวจสอบค่าครองชีพเรื่องอาหารด้วยการ ลงไปถึงก้นครัวนั้น เบื้องต้นตัดสินใจเพิ่มรายได้ด้วยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 25% ภายใน 2 ปี และประกันรายได้เกษตรกร เช่น ข้าวขาวจากตันละ 10,000 บาท เพิ่มเป็น 11,000 บาท ข้าวเหนียวจากตันละ 9,500 บาท เพิ่มเป็น 10,000 บาท และเพิ่มเพดานการประกันจากเดิม 25 ตัน เป็น 30 ตัน เพื่อให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย และลดความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรณรงค์หาเสียงด้านนโยบายเพื่อประชาชน โดยพรรคจะทยอยประกาศหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปจนถึงยุบสภาต้นเดือนพฤษภาคม และมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง

“ภาพรวมนโยบายรณรงค์หาเสียงพรรคจะสานต่อนโยบายที่ ทำอยู่ ทั้งการศึกษาฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพ ขยายการประกันสังคม หนี้นอกระบบ และยุทธศาสตร์ใหม่คือการเพิ่มค่าครองชีพ โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีม มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน ปัญหาสินค้าราคาแพง และลดความเหลื่อมล้ำ โดยให้ประชาชนเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทยที่พูดแต่เรื่องสองมาตรฐาน อำมาตยาธิปไตย คนเสื้อแดงตาย หรือการช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กลับมาโดยไม่ต้องรับโทษ พรรคเพื่อไทยหวังกลับสู่อำนาจเพื่อแก้ปัญหาคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นปัญหาการเมือง ต่างกับพรรคประชาธิปัตย์”

อ่านจบอุทานได้คำเดียวว่า"ฮ่วย" ที่แปลคล้ายๆกับคำว่า"ห่วย"น่ะค่ะ

ดูจากนโยบายที่ว่าจะทำ มองเผินๆเหมือนว่าจะดี แต่ทุกข้อต้องใช้เงิน
ขึ้นหัวข่าวว่า ปชป.เร่งลดภาระ-เพิ่มรายได้ เมื่อต้องใช้เงิน
แล้วจะเอาเงินมาจากไหน ไม่เห็นเคยบอก ที่ผ่านมาก็ได้แต่กู้ แล้วกู้
เอามาแจก นึกไปถึงเรื่อง "การเอาปลาไปแจก กับการสอนให้คนรู้จักหาปลา"
เอาปลาไปแจก ชาวบ้านก็กินหมด แล้วก็รอรับแจกอีก ส่วนหากสอนให้เขา
รู้จักหาปลาเอง เขาก็ไม่ต้องมารอความช่วยเหลือ ออกไปช่วยตนเองหากินเองได้

อ่านแล้วอยากบ้า อยู่ในตำแหน่งมา2ปี ไม่ลองหากระจกเงาส่องดูหน้าตา
ตัวเองหน่อยหรือ พูดออกมาได้ จะมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
ปากท้องของประชาชน ปัญหาสินค้าราคาแพง และลดความเหลื่อมล้ำ

แล้วมันทำได้สักอย่างไหม แค่ภาพคนไปยืนเข้าคิว ไม่ก็ยื้อแย่งจนหัวร้างข้างแตก
แย่งกันซื้อน้ำมันปาล์ม ก็บอกแล้วว่าความสามารถในการแก้ปัญหาเศรษฐกกิจ
จะทำได้สักแค่ไหน ราคาสินค้าราคาแพงมันไม่ได้มีแค่น้ำมันปาล์ม มันแพง
ทุกอย่าง ไข่ น้ำตาล จิปาถะ อะไรมันก็แพงไปทั้งสิ้น

2ปีที่อยู่ในตำแหน่ง ก็ทำให้เห็นว่าการบริหารงานห่วยแตกขนาดไหน ไม่ต้องนับ
รวมเอาความผิดที่สั่งฆ่าประชาชนเข้าไปด้วย แค่เรื่องเศรษฐกิจก็ไม่สมควร
อยู่ในตำแหน่งอยู่แล้ว

หนอยมาคุยโว แล้วแอบด่าพรรคอื่น พรรคเพื่อไทยน่ะ เขาสานต่อมาจาก
พรรคไทยรักไทย นโยบายที่แกไปลอกกเขามานั่นแหละ แต่เขามีวิธีหาเงิน
ไม่ต้องไปกู้มาแจก ผลงานมีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

ส่วนผลงานของปชป.ก็รู้ๆกันอยู่ ได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ โกงกินกันสะบั้น แต่กลับ
ชูนายกฯว่่าสะอาดบริสุทธิ์ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่คนดีซะขนาดนั้นจะมา
รวมหมู่อยู่กับคนชั่ว เอาเถอะถึงจะดีกว่าอยู่บ้างแต่การปล่อยให้คนรอบข้าง
พรรคร่วมทางโกงกินกันขนาดนั้น ไม่นับรวมว่าโกงด้วยก็ต้องถือว่าเซ่อเอ๊ยโง่
จนไม่น่าอยู่ในตำแหน่งหัวขบวนอีกต่อไป

เรื่องหน้าด้านพรรคนี้ก็ไม่เคยน้อยหน้าใคร เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น
จนกลายเป็นโลโก้พรรคไปเรียบร้อย

มาร์กเรียนไม่จบ

สอบอย่างไรก็ไม่ผ่าน ยังคงย่ำเท้าอยู่ที่ชั้นม.7แน่นอน

อ่านระทู้ของคุณ"ท่านชายเหล็ก"จากเวปบ้านราชฯ

http://www.rajdumnern.net/showthread.php?tid=18528

มันอย่างนี้นี่เอง

หากกกต.ไม่ครบองค์ ก็จัดเลือกตั้งไม่ได้ สภาก็หมดวาระ

จะให้ถูลู่ถูกังบริหารต่อก็ไม่ได้(แม้จะอยากจนใจแทบขาด)

เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าสภามีอายุแค่ 4ปี ทีนี้ก็เข้าเค้า

อยู่ต่อไม่ได้ เลือกตั้งก็ไม่ได้

จะทำอย่างไรดีน้อ อ้อ มีม.7อยู่นี่นา (มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด
ให้วินิจฉัยกรณีนั้น ไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข)

ใครที่เคยบอกว่าทำไม่ได้เพราะมันมั่ว ก็ไม่ใช่แล้วนี่นา บ้านเมืองถึงทางตันแล้ว หากไม่มีรัฐบาล(ไม่มีสภาไม่เป็นไร)

แต่ไม่มีรัฐบาลไม่ได้ อ๊ะอ๊ะ ต้องขอนายกฯพระราชทานแล้วล่ะสิ

แอ่นแอ๊น เป็นไง โหคิดอยู่นานนะเนี่ย ถึงจะหาทางออกให้ชาติได้ ฮา

ความจริงที่คุณอาจไม่รู้

เรื่องน้ำมันปาล์มที่ขาดตลาดไปเป็นเวลานานนั้น แม้จะอนุญาตให้ขึ้นราคอีกขวดละ9บาท ให้มาขายได้ที่ราคา47บาท ก็ยังขาดแคลนหาซื้อไม่ได้อยู่

แต่แล้วอยู่มันวันหนึ่ง หลังมีบัญชา (ไม่ใช่ชุมชัยเวทย์) น้ำมันปาล์มก็ทะลักออกมาเต็มชั้นวางขายทั่วไป

คนจึงคิดว่าที่ขาดตลาดไปนั้นเพราะต้นทุนที่แพงขึ้น แม้จะเพิ่มให้ไปแล้วถึงขวดละ 9บาททางผู้ผลิตบอกยังไม่พอ จนเพ่เมือกต้องออกโรงเองบอกว่าจะเพิ่มให้อีกขวดละ 9.50 แต่ราคาขายไม่เพิ่ม ผู้บริโภคจ่ายเท่าเดิม (จริงๆไม่ใช่ราคาเดิมเพราะราคาเดิมแค่ขวดละ 38บาท) ทางการโปะให้ผู้ผลิตอีกขวดละ9.50บาทดังว่า(แปลว่าบริษัทรับไปเนื้อๆอีกขวดละ 18.50บาท) น้ำมันจึงทะลักออกมาทันตาเห็น

อ๊ะๆ ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ การที่น้ำมันหายไปจาท้องตลาดนั้น ก็เป็นเพียงเพราะทางผู้ผลิตเปลี่ยนสีฝาจุกไม่ทันนั่นเอง ต้องเห็นใจและเข้าใจว่าการเปลี่ยนสีฝาจุกนั้นผู้ผลิตน้่ำมันทำเองไม่ได้ต้อง ไปจ้างเขาอีกที เมื่อก่อนเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า น้ำมันปาล์มใช้ทอดของกรอบจะมีฝาสีเขียว พอให้เปลี่ยนเป็นฝาสีฟ้าบ้าง ชมพูบ้าง ของเลยขาดตลาดไป

บัดนี้ ฝาที่สั่งไปได้มาถึงเรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจได้ว่าต่อนี้ไป น้ำมันฝาสีสลิ่มจะมีให้ผู้บริโภคเลือกใช้ได้อย่างเต็มที่ ฮา

ขอถามนายสุเมธคำเดียว

ของหลวง หมายความว่า ของรัฐ แต่ฝรั่งมาเห็นตราเข้าก็ตาย (ล่ะ) ของพระเจ้าแผ่นดิน แน่นอนที่สุด จริงๆ กระทรวงการคลังดูแล ประธานของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นั่นคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ใช่สมบัติของพระองค์ มันเป็นของสถาบัน มีการตั้งคณะกรรมการ มีอะไรต่างๆ

หาก ของหลวงที่บอกว่า เป็นของรัฐ รัฐแปลว่าอะไร ประชาชนมีส่วนได้รับประโยชน์ในส่วนนั้นบ้างหรือไม่

เป็นที่ทราบกันดีว่าขณะนี้ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว
กู้เอามากินมาใช้(จ่ายค่าเงินเดือนข้าราชการ จ่ายค่าทำนุบำรุงประเทศฯลฯ)
หากเงินหลวงเป็นเงินของรัฐจริง จะขอเจียดมาฟื้นฟูชาติ เพื่อที่จะไม่ต้องกู้เขา
พอจะทำได้ไหม

ที่บอกว่าพระองค์ท่านทรงใช้ชีวิตอย่างประหยัด ใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย ดังนั้นเงิน
ส่วนนี้ก็น่าจะพอเพียงที่จะช่วยทำให้ชาติพ้นวิกฤตโดยไม่ต้องกู้กระมัง

ก็ถามไปอย่างนั้นเอง ใครๆก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นหากเงินที่ว่าเป็นของรัฐ
ช่วยตอบให้หายสงสัยหน่อยว่าเมื่อเป็นของรัฐทำไมเอามาใช้ในประเทศไม่ได้

การที่ไปว่าคนไทยที่เป็นเศรษฐีมีมากมายที่รวยกว่า นั่นก็เพราะเขาทำมาหากิน
มาด้วยตนเองไม่ใช่หรือ แล้วเขาก็ช่วยชาติด้วยการเสียภาษี ไม่ว่าจะเป็นภาษี
รายได้ ภาษีที่ดิน และอีกภาษีจิปาถะ

เมื่อมีคณะกรรมการ นำมาทำธุรกิจเพื่อให้งอกเงย ก็ไม่เห็นจะต่างอะไรกับ
เงินของเศรษฐี มหาเศรษฐี ที่เขาเรียกว่าเงินต่อเงิน จริงอยู่ เงินของเศรษฐี
เขาทำมาหาได้ด้วยความยากลำบาก อยู่ๆจะไปขอให้เขาเอามาช่วยชาติเฉยๆ
ก็เห็นจะไม่ถูก มันผิดหลักการ ผิดหลักเศรษฐศาตร์

ดังนั้นเมื่อไปเอามาเฉยๆไม่ได้ เพราะเป็นเงินเขา(เศรษฐี) ก็อย่ามาพูดเลยว่า
เงินหลวงเป็นเงินของรัฐ การที่เขาเข้าใจกันไปทั่วโลกจึงไม่ได้ผิดอะไรไม่ใช่หรือ

มุกนี้ได้ผล

ฮ่าๆๆ ไหนใครนะว่ามุก"ขอทาน" เป็นการเสียศักดิ์ศรีความเป็นคน
นั่นมันทั่วโลก แต่ประเทศนี้ ขอทาน เจ๋งสุด

พอคุณจตุพรบอกว่า"ขอทานความยุติธรรม" เห็นไหม แกนนำได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวทันที

เหอๆ เชื่อหรือยังล่ะ ว่าประเทศนี้ ขอทานดีที่สุด ขออะไรก็ได้จริงไหม?

ขายไข่ตามน้ำหนัก

แหมกำลังฮอตฮิต เสียงด่ากันขรมถมเถ อันที่จริงการขายไข่ตามน้ำหนัก

ก็มีอยู่แล้วในโลกนี้นะคะ บางประเทศเขาก็ขายอย่างนั้น ซึ่งก็ยุติธรรมดี

หมายถึงว่า การดูไข่ด้วยตา บางทีมันก็แยกไม่ออก มองไม่ชัดว่าไอ้ที่ว่า

เบอร์2 กะเบอร์3 นั้นมันเล็กใหญ่ผิดกันสักเพียงไหน การขายตามนน.

ก็จะแน่นอนกว่า เช่นว่าไข่นน. 70กรัม กะ 90กรัม เขาก็ขายมาเป็นถาด

เหมือนเดิมนั่นแหละค่ะ ไม่ได้ให้ไปเลือกซื้อเป็นฟองๆ แล้วเอาไปชั่ง

เหมือนส้มสูกลูกไม้(ตามที่มาเบิ้ลกันในบอร์ด)แต่ประการใด

ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้นหรอกค่ะ แต่ปัญหานี้มันลึกซึ้งกว่านั้น

กล่าวคือ เป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดไข่ของเรา ปัจจุบันนี้ ถูกเจ้าใหญ่

เพียงไม่กี่เจ้าเข้าครอบครองกำหนดราคามาสักระยะหนึ่งแล้ว

เริ่มมาตั้งแต่ไข้หวัดนกระบาด และสั่งทำลายไก่ที่เลี้ยงกันตามบ้านไปจนหมดสิ้น(อ้างว่าเพื่อการทำลายเชื้อ)

ไข่ไก่ตามตลาดที่ชาวบ้านอาจขายกันไม่กี่ตัว เอามาฝากขาย ให้เลือกหยิบเอาตามต้องการ

ในตลาดสดหมดไป (ซึ่งอันนี้ก็เป็นปัญหากับคนยากจนที่ไอ้คนรวยอย่างรัฐบาลไม่เคยมองเห็น

เพราะคนจนบางครั้งมีเงินเพียงไม่กี่บาท ต้องการซื้อไข่สักฟองสองฟองไปเจียวให้ลูก

เพิ่มโปรตีน ก็ซื้อไม่ได้ เพราะมีแต่ถาด ถาดละอย่างต่ำ 10ฟอง ก็โธ่โว้ย คนจนน่ะใครเขามะมีเงินซื้อทีทั้งถาด

เรื่องอย่างนี้หากไม่มีสมอง ไม่มีน้ำใจก็คิดไม่ถึงหรือไม่ก็ไม่เคยใส่ใจ ข้าวสารก็เหมือนกัน

เมื่อทำลายร้านชำลงไปจนหมดสิ้น จะซื้อข้าวทีละโลครึ่งโลจะทำได้อย่างไร ต้องซื้อกันทีละถุง

ถุงละ 5 กิโลเป็นอย่างต่ำ ราคาก็แพงเหลือหลาย แล้วจะให้กรรมกรได้เงินค่าแรงรายวันทำอย่างไร

หรือต้องให้อดสักสองสามวันเพื่อจะเก็บเงินพอซื้อได้สักถุง ไข่สักถาดมั้ง)

ในที่สุดต้องนำไข่จากเจ้าใหญ่ที่อยู่ในแพคมาขายแทนซึ่งในตอนแรกประชาชน

ก็รู้สึกปลอดภัยที่จะได้บริโภคไข่ที่มาจากฟาร์มคุณภาพเลี้ยงในโรงเรือนปิด

ปราศจากเชื้อไข้หวัดนก แต่จากผลนี้เองที่ทำลายการเลี้ยงไก่ของชาวบ้านไปอย่างสิ้นเชิง

ทีนี้ตลาดไข่ก็ตกอยู่ในมือขาใหญ่ไม่กี่เจ้าจะต้มยำทำแกงอย่างไรก็ได้ตามสะดวก

จึงเห็นได้ว่า เดี๋ยวก็ออกข่าว ไข่ขาดแคลนแอบขึ้นราคา (รัฐต้องอนุญาตให้นำเข้าไข่)

บางครั้งก็ว่าไข่ล้นตลาด(รัฐออกมาเรียกร้องให้ช่วยกันกินไข่) ยังดีที่ไม่เอาไข่ไปเททะเล

ทิ้งเหมือนเวลาไก้ราคาตกเพราะล้นตลาด

เมืองไทยจึงตกอยู่ในวังวนของมาเฟียการค้าไม่กี่เจ้า จะต้มยำทำแกงอย่างไรก็ได้

มาตอนนี้คงไปเป่าหูรัฐบาลว่าขายไข่ตามนน.ดีกว่า จะดีกว่าจริงหรือไม่ไม่ทราบ

แต่ความที่ไม่เคยไว้ใจนายทุนหน้าเลือดกลุ่มนี้ เมื่อเลี้ยงไก่เอง เอาไข่มาขาย

ตามนน. ก็กลัวว่า พวกมันจะให้ไก่กินเปลือกหอยมากๆสิคะ เพื่อจะได้มีเปลือกไข่หนาๆหนักๆ

ชั่งนน.ขายได้ราคาแต่เนื้อในไข่อาจน้อยลง เท่ากับว่า เราถูกหลอกให้จ่ายค่าเปลือกไข่ที่กินไม่ได้แทน

เรื่องอย่างนี้อย่าคิดว่าทำไม่ได้ มันคงทำแน่ๆ เมื่อก่อนลองสังเตดูไข่จะเปลือกหนากว่าปัจจุบันมาก

แต่ก็พัฒนากันจนเปลือกไข่เดี๋ยวนี้บางเฉียบ ดังนั้นการกลับไปทำให้เปลือกไข่หนาเพื่อได้นน.

จึงไม่เหลือบ่ากว่าแรง จริงไหมคะ