วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เคยรู้อะไรบ้างไหมเนี่ย

จะให้ตรงกับอารมณ์ความรู้สึก ก็ต้องตั้งหัวข้อกระทู้ว่า "แม่งเคยรู้อะไรบ้าง"
เขาก็ว่าหยาบไป ควรตั้งหัวข้อกระทู้ให้สุภาพ กลายเป็น "มารดาท่านเคยรู้อะไรบ้าง"
ยิ่งไปกันใหญ่ พาลติดคุกเอาได้ง่ายๆ เลยตั้งเบาๆแบบด้านบนล่ะค่ะ

อาการนี้เกิดเมื่ออ่านเจอข่าวนี้แหละค่ะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนยังไม่ทราบกรณีที่
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เดินทางไปพบแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อหารือเกี่ยวกับบันทึก
การประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี ซึ่งขณะนี้เรื่อง
ดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภา ส่วนตัวเห็นว่าสามารถ
สะท้อนปัญหามายังรัฐบาลได้ ผ่านรายงานคณะกรรมาธิการ

ส่วนกรณีนายวศิน ธีรเวชญาณ ลาออกจากการเป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวนั้น
ตนยังไม่ทราบรายละเอียดการลาออก แต่ทราบว่าการทำงานมีแรงกดดันมาก อย่างไรก็ตาม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีรายชื่อผู้ที่จะมาทำหน้าที่แทนนายวศินอยู่ในใจ
แล้ว


ทั้งๆที่ข่าวนี้ เกิดมาตั้งแต่ก่อนที่ที่พวกพธม.จะชุมนุมกันอีก ไอ้บ้าเนี่ยยังกล้าออกมา
บอกไม่รู้เรื่อง เรื่องน้ำท่วมใหญ่โตมหาศาลกินพื้นที่ไปทั่วทุกภาค แก้ปัญหาไม่ได้
ก็บอกว่า "คาดไม่ถึง" เฮ้อ หน่ายกับมันจริงจริ๊ง

วาซาบิเทียม

อ่านข่าวนวัตกรรมในโลกวันนี้ พบว่าบัดนี้มีคนไทยที่สามารถ
ผลิตวาซาบิเทียมจากเมล็ดมัสตาร์ดได้แล้ว สามารถส่งออกได้
โดยร่วมมือกับบริษัทชื่อดังของญี่ปุ่น

วาซาบิ ที่มาจากต้นวาซาบิแท้ๆ มันหายาก ปลูกก็ไม่ได้ในประเทศ
สั่งเข้ามาก็ลำบาก อีกอย่างแม้แต่ประเทศต้นแบบคือญี่ปุ่น ก็มีผลลิตน้อยลงทุกวัน
จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก เพราะเป็นที่ทราบกันว่า
อาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยม เป็นอาหารที่คนชื่นชอบไปทั่วโลก
ดังนั้นความต้องการวาซาบิจึงสูงตามไปด้วย

ก่อนอื่นขออนุญาตให้ไปอ่านข่าวก่อนนะคะ เพราะจะได้ร่วมชื่นชม
กับคนไทยที่มีความสามารถ อ่านเสร็จแล้วค่อยมาอ่านว่าทำไมถึงเขียนเรื่องนี้

http://www.dailyworldtoday.com/columblan...m_id=45614

พออ่านจบจะเห็นร่วมกันว่า อันของทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนมีคุณค่า
บางอย่างก็มีคุณค่ามีราคากว่าของบางอย่าง อาจมีคุณประโยชน์มากกว่า
ที่สำคัญ มันเป็นของหายาก ผลิตยาก ปลูกลำบาก แต่ก็ยังอยากได้
อยู่ดี เลยต้องมีคนคิดค้นหาวิธีที่จะลิตให้ได้ง่ายๆ ให้ได้จำนวนมากๆ
เพื่อสนองความต้องการของตลาด

อันนี้แหละค่ะสำคัญ เพราะเมื่อของแท้แม้จะดี แต่ถ้าหายาก ผลิตซ้ำให้ออก
มาดีแบบเดิมไม่ได้ ก็ต้องหาทางผลิตจากวัสดุอื่นๆ ซึ่งอาจได้ผลออกมาว่า
ดีเท่าหรือดีกว่าเดิม สำคัญที่สุดคือผลิตได้บ่อยๆ ผลิตได้มากๆ มากเพียงพอ
กับความต้องการ การใช้ของเทียมก็ไม่ได้ผิดอะไร กลับดีเท่าหรือดีกว่าเสียอีก
เผลอๆอีกหน่อยคนอาจไม่สนใจวาซาบิแท้ๆอีกต่อไป คงจะมีการพูดถึงและนำเสนอ
ไว้ในพิพิธภัณฑ์แทนก็เป็นได้

ดังนั้นการผลิตวาซาบิเทียมคงไม่ผิด ไม่ถูกกล่าวหาว่าทำเทียมเจ้าเทียมนาย
เพราะวาซาบิไม่ใช่เจ้า เรามาช่วยกันผลิตของเทียมที่ดีอย่างนี้ใช้แทนของเก่า
ที่แม้อาจดูว่าดี แต่หายากกันดีกว่าไหมคะ ต่อนี้ไป จะได้มีของดีมาใช้เรื่อยๆ
ไม่มีทางขาดตลาดอีกต่อไป

ข่าวการเลือกตั้งในพม่า

กว่าจะเข้ามาตั้งกระทู้ ก็ไม่ทันคุณแฟนเดฟเสียแล้ว
เพราะเธอเพิ่งเอาข่าวการถล่มกันหลังเลือกตั้งมาลง

ที่จะเล่าให้ฟังนี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนการถล่มนะคะ
เพราะข่าวการเลือกตั้งในพม่า มันบังเอิญไปคล้ายกับ
เมืองเมืองนึงใกล้ๆพม่าแหละค่ะ แม้อาจจะไม่รุนแรงเท่า
แต่ก็ดูคล้ายคลึงกัน เผลอๆอาจเป็นต้นแบบของารเลือกตั้ง
ของประเทศตอแหลแลนด์ดินแดนติดกับพม่ากก็เป็นได้

ลองดูข่าวสิคะ เขาพาดหัวข่าวว่า"ทั่วโลกประท้วงเลือกตั้งพม่า"
ตามข่าวก็คนพม่าที่อยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลกแหละค่ะที่ประท้วง
คนประท้วงก็ไม่ใช่คนพม่าทั้งหมดหรอกค่ะ เช่นที่กรุงลอนดอน
มีผู้ชุมนุมราว 700คนจาก 16องค์กร รวมถึงชนกลุ่มน้อยต่างๆ

ส่วนที่ในยุโรป ก็มีผู้ประท้วง โตเกียวก็มี อ.แม่สอดในไทยก็มีนะคะ
น้อยหน่อย แค่ 40คน(คงกลัวถูกกระชับพื้นที่) พวกที่ออกมาประท้วง
ก็ให้เหตุลว่าการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20ปีของพม่าในครั้งนี้จะไม่ได้
มีผลดีต่อระบอบประชาธิปไตยของพม่า เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรม
ให้คณะทหารปกครองประเทศได้ต่อไป(อันนี้แหละค่ะ ดูคุ้นมากๆ)

ส่วนบรรยากาศการเลือกตั้งก็มีคนออกมาใช้สิทธิ์น้อยมาก เพราะมีการเรียกร้อง
ให้ประชาชนงดการออกไปใช้สิทธิ์ แต่ถ้าเป็นเมืองที่มีข้าราชการ ก็จะมีคนออไป
เข้าแถว เพราะได้รับคำสั่งให้ต้องออกไปใช้สิทธิ์ (และคงต้องถูกสั่งด้วยว่า
ต้องเลือใคร) เห็นภาพเหมือนทหารประเทศเพื่อนบ้านพม่าเลยที่ออกกมายืนเข้า
แถวอย่างเป็นระเบียบรอเลือกตั้ง

อ้อ หนังสือพิมพ์ยังลงข่าวอีกนะคะ ว่ามีการร้องเรียน การเลือกตั้งครั้งนี้มากมาย
เช่น บอกว่า หีบบัตรเลือกตั้งมีบัตรลงคะแนนเสียงอยู่เต็มหีบบัตร (เออันนี้คุ้นมากๆอีก
แล้วนะคะ ไอ้ประเทศเพื่อนบ้านน่ะเขาถึงขนาดมีคลิ้ปเผยแพร่เลยด้วยซ้ำว่ามี
การยกหีบบัตรมาจากไหนไม่รู้ ที่มีบัตรอยู่แล้ว อิอิ)

ยังค่ะ ความคล้ายคลึงอีกอย่างคือผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวนมากร้องเรียนว่า
ไม่สามารถลงคะแนนได้ เนื่องจากไม่มีชื่อตัวเองอยู่ในบัญชีรายชื่อหน้าหน่วยเลือกตั้ง
นอกจากนั้นในบางพื้นที่ยังมีเจ้าหน้าที่มีอคติ โดยขอให้ผู้ไปใช้สิทธิืลงคะแนนให้พรรคปชป.
เอ๊ยไม่ใช่พรรคยูเอสพีดี ต่างหาก

เป็นไงคะ คล้ายกันจนนึกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศตอแหลแลนด์ซะอีก ฮา

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

มาทวงการบ้าน

จากข่าวตั้งแต่วันที่ 5 ตค. 2553

ผบช.ภ.5 ยันภารกิจลอบสังหารคนสำคัญ

พล.ต.ต.ชัยยะ ศิริอัมพันธ์กุล รักษาการแทน ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่า จากการสอบสวน
พบว่า 1 ใน 11 คนร้ายที่ถูกจับกุมได้ที่เชียงใหม่ผ่านการฝึกใช้อาวุธมาเพื่อเป้าหมาย
บางอย่าง รวมถึงภารกิจลอบสังหารบุคคลสำคัญ อยู่ในขบวนการหมิ่นเบื้องสูงและ
เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดหลายครั้งในกรุงเทพฯ ขณะนี้ตำรวจได้กันทั้ง 11 คนไว้เป็นพยาน
เพื่อสาวให้ถึงตัวผู้บงการ ซึ่งพบว่ายังมีหลายกลุ่มที่ผ่านการฝึกในลักษณะเดียวกันมาอีก
จำนวนมาก

“อีกไม่นานจะมีข่าวดี เชื่อว่าจะสามารถจับผู้บงการได้และจะช่วยคลี่คลายคดี
เกี่ยวกับความมั่นคง กว่า 200 คดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
(ดีเอสไอ) ได้แน่” พล.ต.ต.ชัยยะกล่าว


วันนี้ ก็วันที่ 22 ตค.แล้วนะคะ ผ่านไปใกล้ครบ 3 อาทิตย์แล้ว เลยมาทวงการบ้าน
ที่ทั่นว่า อีกไม่นานจะมีข่าวดี อีกไม่นานนี่
มันนานเท่าไหร่กันหนอ จะรอให้รอไปถึงเมื่อไหร่ หรือข่าวดีของทั่นลอยตามน้ำ
หายสาบสูญไปไหนเสียแล้ว หรือถุกคลิปฉาวกลบข่าว

หรือทั่นเป็นพวกเดียวกับหญิงเป็ด พูดเหมือนกันเลย ว่าอีกไม่นาน ของหญิงเป็ด
ก็รอมา 5ปีแล้ว ยังไม่เห็นโผล่ โผล่แต่หางของหญิงเป็ดที่นับวันแต่จะยาวขึ้น
ทุกที มิหนำซ้ำ ยังออกสีแดงเรื่อๆ หรือจะกลายเป็นพวกหางแดง อย่างเขาว่า

ช่วยเร่งคดีหน่อยน้า เห็นกันไว้เป็นพยานทั้ง 11คน คงได้ข้อมูลดีๆมาบ้างล่ะจริงไหม
หรือตอนนี้คนเขียนบทไม่ว่าง มัวไปเขียนบทให้ไอ้เด็กเวร ทำตัวเป็นนางงาม ออกมา
นั่งรับโทรศัพท์ รับบริจาคอยู่

แม่งทำอะไรเป็นบ้างนอกจาก..สร้างภาพ

มีนายกฯมาก็หลายคน ต่างมีบุคคลิกต่างๆกัน บางคนก็พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง
บางคนก็บอกแต่ว่า"ไม่มีปัญหา" บางคนก็พูดตรงๆไม่เคยเอาใจนักข่าว
บ้างก็ทำงานหนัก จนเห็นผลงาน แต่กลับไม่ถูกใจคนบางคน

มาเจอไอ้นายกฯเวรนี่แหละที่มีไอ้เปรตที่ไหนไม่รู้ชมว่า"ประเทศไทย
โชคดีที่มีมันเป็นนายกฯ" แต่ประชาชนกลับไม่รู้สึกอย่างนั้น ประชาชน
เขาเกลียดขี้หน้า กล่าวหาว่าปล้นเก้าอี้เขามา แค่นั้นยังไม่พอ ทำงาน
ทำการอะไรก็ไม่เป็น เอาแต่เกาะโพเดี้ยม พล่าม และก็พูดอะไรที่นึกว่าเก๋ๆ
ไปวันๆ ผลงานไม่มี สร้างได้แต่หนี้ แต่กลับหาเงินไม่เป็น รายได้ส่วนใหญ่
มาจากภาษี ไล่บี้ไล่เก็บ ที่สำคัญคือภาษีน้ำมัน เพราะมันง่ายดี

พอเกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ เมื่อวานฟังวิทยุเขาประกาศว่า
มีถึง17จังหวัด พอมาวันนี้ขึ้นไปถึง22จังหวัดแล้ว นายกฯทำอะไร
ในการแก้ปัญหา จะทำอะไรเป็น นอกจากสร้างภาพไปวันๆ(อ๊ะๆ ข่าวเดี๋ยวนี้เอง
ปาเข้าไป28จังหวัดแล้ว)

เดินสายตรวจเยี่ยมประชาชนที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งการไปก็ทำให้ภาพออกมาดู
ทุเรศทุรังกาหนักกว่าเดิม ไอ้นิสัยเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แก้เท่าไหร่ไม่หาย
ชาวบ้านยืนแช่น้ำที่ท่วมเกือบถึงเอวเป็นแบคกราวน์ ส่วนไอ้เวรนั่งเรือท้อง
แบน ให้ฝูงสางเขียวลุยน้ำทั้งลากทั้งจูง บ๊ะมาอีกวัน คราวนี้น้ำท่วมแค่ตาตุ่ม
ใครก็ไม่รู้ดันไปบอกให้ใส่เสื้อชูชีพ หรืออาจไปเห็นไอ้หัวหน้าสางเขียว
ที่ไปวันก่อนเขาใส่กัน เลยนึกว่าน่าจะใส่บ้าง ภาพยิ่งดูทุเรศหนักกว่าเดิม
เข้าไปอีก

อยากรู้จริงๆเชียว หากมันคิดเองไม่ได้ ไอ้คนรอบตัวเนี่ยต่างก็ไม่มีสมอง
พอที่จะเตือนหรือสะกิดหน่อยหรือว่าไอ้การไปโชว์ตัวกลางน้ำท่วมนั้น
ไม่ได้ทำให้ประชาชนเขาหลุดพ้นจากปัญหาและความทุกข์ได้

ไม่ต้องมานั่งเรือท้องแบนโชว์หรอก แค่ตั้งใจทำงาน ศึกษาปัญหาอย่างจริงจัง
ก็น่าจะพอแล้ว แค่นั่งเรือโชว์มันไม่ได้ช่วยอะไรจริงๆ ที่บ้าจนเกินรับคือ
ออกทีวีรับโทรศัพท์ ขอเงินบริจาคเงินเนี่ยน่ะสิ มันเป็นหน้าที่หรืออย่างไร

นอกจาการสร้างภาพเหลวๆแล้วนี่ มันทำอะไรเป็นอีกไหม

[Image: 12876587941287658809l.jpg]

โห จากภาพนี้ เป็นห่วงคนลากจูงจังเลย กลัวแม่งมันปลดออกทั้งหมด
ฐานทำน้ำกระเด็นโดนผู้นำ

มันคงลืมตัวไป นึกว่าเป็นผู้ว่ากทม. ที่ต้องไปโชว์ตัวตอนน้ำท่วม
ไม่งั้นจะถูกด่าเหมือนท่านนายกฯสมัคร แต่ท่านก็ด่ากลับว่า"ไปเหยียบน้ำ
แล้วน้ำมันจะลดหรือ ผมก็นั่งประชุมผู้เกี่ยวข้อง วางแผนก้ไขอยู่นี่ไง ทำไม
ต้องไป เดินลุยน้ำด้วย"

แต่อย่างว่าล่ะเนอะ ขนาดคิดจะสร้างภาพ สู้นายพิจิตต์ รัตกุลยังไม่ได้เลย
รายนั้นเขารู้งาน เรียกนักข่าวมาทันถ่ายภาพกำลังลอกท่อ หุหุ

ปู่จิ้น...พูดผิดพูดใหม่ได้นา

“หากนายกฯไม่ต้องการให้พรรคทำงานด้วยเราก็พร้อมที่จะไป
ผมก็ไปทำมาหากินอย่างอื่น” นายชวรัตน์กล่าว


เอ่อ จากกรณี ที่มีข่าวเขาจะเขี่ยพรรคภูมิใจห้อย เอ๊ยไม่ใช่ภูมิใจไทย
ออกจาการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ให้อ้างว่าเพื่อจะทำให้รัฐนาวาของแมลง
สาบดูดีขึ้น โดยจะได้ไปสยบข่าวการโกงกินอย่างมโหฬารของพรรคห้อย
ไม่ว่าจะเรื่องคอมพ์ฉาว เรื่องรถเมล์สายมรณะ เรื่องข้าวเน่า เรื่องกินหัวคิว
และก็เรื่องอะไรต่อมิอะไรที่พรรคร่วมรัฐบาลนี้มีข่าวอื้อฉาว อีกจิปาถะ

แรกๆก็ซัดไปให้ว่าปชป.จะมาว่าโกงกินไม่บันยะบันยังได้ไง ก็กินกันมา
อย่างนี้ตั้งแต่ร่วมรัฐบาลแล้ว หรือเมื่อแรกร่วมหอลงโลง(เอ๊ย..โรง)กัน
น้ำต้มผักยังว่าหวาน อยู่ๆไปชักเหม็นขี้หน้า เห็นอะไรเป็นขัดหูขัดตาไปหมด
อยากจะถีบหัวส่งไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด หรือเป็นเพราะแย่งกันกิน จนกินไม่พอ
หรือหมั่นไส้ที่มันได้กินกระทรวงที่หาช่องทางกินได้อิ่มกว่า เลยชักพาลพะโล
โฉเก ไม่อยากให้มาแย่งกินอีกต่อไปแล้ว จึงไม่ได้รักษาน้ำใจกันบ้างเลย

ปู่แกในฐานะหัวหน้าพรรคแม้จะไม่ใช่ตัวจริง แต่รักษาการณ์อยู่แทนไอ้ห้อยเขา
ก็ต้องเซ็งเป็นธรรมดา บรรดาลิ่วล้อลูกพรรคก็อึดอัดคับข้องใจ อยากจะทิ้ง
ไปเหมือนกันหละ เรื่องอะไรจะไปรอให้เขาด่าทอ ผลักไสไล่ส่งอยู่ไม่เว้นแต่
ละวัน ทั้งๆที่ใจก็ยังนึกเสียดาย ไม่อยากทิ้งไปง่ายๆ ก็แหมเงินทองที่ช่วยกัน
โกงกันกินมันน้อยๆอยู่เมื่อไร หากออกมาจริงๆ ไอ้ครั้นจะทำให้รัฐนาวาพลิกคว่ำ
จับพลัดจับผลู เพื่อไทยได้พลิกขั้วมาจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง ปู่และคนในพรรค
ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าโอกาสไปขออยู่ร่วมชายคากับเขาอีกครั้งมันเป็นไปไม่ได้

ก็แหมน่ะนะ ทำกับเขาไว้จนแสบ หากออกไปจริงๆ แม้จะไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน
ก็คงเป็นพรรคฝ่ายค้านหัวเน่าที่ไม่มีใครเขาคบค้าสมาคมด้วย

ก็เลยจำต้องทน แม้จะต้องร้องครวญครางว่า"เรียมเหลือทนแล้วนั่น..."
ก็ยังต้องทนให้เขาโขกสับต่อไป โอกาสเดียวในชีวิตจะหาได้ที่ไหน มี
สส.อยูกระหยิบมือ(ขโมยเขามาเสียด้วย) ยังได้คุมกระทรวงหลักๆขนาดนี้
ชาตินี้เลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ก็คงไม่ได้คุมกระทรวงดีๆอย่างนี้อีก

แต่เกือบลืมที่จะเขียนเรื่องตามที่จั่วหัวไว้ คือพอปู่แกอึดอัดมากๆ แกเลยหลุด
ให้สัมภาษณ์สื่อไปอย่างนั้น ก็จะอะไรเสียอีกล่ะ ไอ้ที่บอกว่า"ผมจะได้ไปทำมา
หากินอย่างอื่น" อ้าวเฮ้ยปู่ ตกลงที่เข้ามาคุมกระทรวงเนี่ย ไม่ได้เข้ามาบริหาร
ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ชาติและประชาชนหรอกหรือ ปู่พูดอย่างนี่ก็หมายความว่า
ที่ผ่านมาปู่และพวกทำมาหากินอยู่กับกระทรวงที่คุมอยู่น่ะสิ ถึงได้หลุดปากมาว่าจะได้
ไปทำมาหากินอย่างอื่น

ฮ่วย ปู่เคยทำการค้าน่ะเขารู้กันอยู่ แต่ปู่ก็คงรู้สินะเวลาทำการค้าน่ะ มันไม่ได้
หาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ง่ายดายเหมือนกินหัวคิวหรอกจริงไหมปู่ ทำเป็นลืม
จึงเชื่อได้เลยต่อให้ไล่หนักกว่านี้ ปู่ละพวกก็ต้องกล้ำกลืนฝืนทนเพื่อปากและท้อง
ของตัวเองจริงไหมปู่

เมื่อสาวสองวัยไปญี่ปุ่น


ถึงญี่ปุ่นแล้ว เข้าเมืองแล้ว ก็หาทางไปโรงแรม ตอนเปิดเนตหา เลือกแล้วว่า
อยู่ไม่ไกลสถานี มันก็ไม่ไกลจริงๆด้วย หากเดินตัวเปล่า แต่ด้วยกระเป๋าสามใบ
โอ้โห อย่าบอกใครเชียว โรงแรมบอกทางที่เดินใกล้ที่สุดให้ แต่เขาไม่ได้บอกข้อแม้ว่า
ต้องแบกกระเป๋าขึ้นสะพานลอยด้วย โอ้แม่เจ้า คุณนายกลายเป็นเบ๊ไปในพริบตา
ขนาดลูกสาวแสนดี ช่วยเป็นธุระจัดการใบใหญ่ของแม่ให้ แต่มันก็ยังทุลักทุเลอยู่ดี

ทั้งลากทั้งจูง เตะถีบกระเป๋าไปจนถึงโรงแรม เอากระเป๋าฝากไว้ก่อน เพราะยังเช็คอิน
ไม่ได้ แล้วออกไปเดินหาข้าวกินกัน ไปเจอร้านลิ้นย่างอย่างบังเอิญที่แถวชิบูญ่า
คนต่อคิวกันเสียด้วย อ๊ะๆไม่ได้ต่อคิวกำลังอินเทรนด์เลยไปต่อกะเขาด้วย แต่ไม่นานเท่าไหร่
ได้กินลิ้นย่างอร่อยเท่าที่เซนไดเลยเชียว ราคาก็ไม่แพงเท่าที่กินที่สถานีรถไฟในเซนไดด้วยซ้ำ

กินเสร็จเดินชมสถานที่ เข้าไปในร้านTkyo Hands ร้านโปรด จนบ่ายแก่ๆ กลับมาโรงแรม
พบว่าเขาเอากระเป๋าขึ้นไปไว้ในห้องเรียบร้อยแล้วน่ารักจริงๆ โรงแรมนี้ชื่อ Sakura Fleur
นะคะ คุยว่าเป็นโรงแรมสำหรับผู้หญิง แต่งห้องหวานแหวนสีชมพูทั้งห้อง

http://web.travel.rakuten.co.jp/portal/m...f_no=29764

พนักงานน่ารักมากทั้งชายและหญิง ทั้งกะเช้ากะกลางคืน เป็นอันว่าคืนแรกผ่านไปด้วยดี
อ้อจากชิบูญ่าเดินกลับไม่ไหวล่ะค่ะเพราะทางขึ้นเนิน เลยเรียกแท็กซี่ รู้ล่ะค่ะว่ามันแพง
แต่รากหญ้าเดินไม่ไหวอ้ะ แท็กซีคงงงมากๆ เพราะแค่ขึ้นเนินมาก็ถึงแล้ว มิเตอร์ยังไม่หมุน
เลย เป็นอันว่าจ่ายไปแค่ราคาเริ่มต้น 710 เยน ก็แหมน่ะนะ เพื่อความสบายน่องเกิดป่วย
จะไปเที่ยวต่อได้ไง จริงไหมคะ

วันรุ่งขึ้นกะว่าจะไปตลาดปลา ไปกินซูชิร้านดังสักหน่อย เหอๆ มาญี่ปุ่นตั้งหลายรอบ
ไม่เคยไปถึงสักที ออกแต่เช้าหน่อย จะได้ไม่ต้องคอยนาน(ลูกชายเคยมาเขาว่างั้น)
แต่ไอ้เช้าขนาดตีห้า เพื่อไปดูเขาประมูลปลาน่ะทำไม่ไหวหรอกนะคะ เร็วที่สุดที่ไป
ถึงร้าน ประมาณเจ็ดโมงเช้า เดินหาร้านสักพัก ลูกชายบอกชื่อร้านมาแล้ว มีสองร้าน
แต่ตอนนี้จำได้แค่ร้านเดียวคืด ซูชิได ที่ตลาดปลาแห่งนี้มีร้านขายซูชิหลายร้าน
แต่ที่เป็นร้านดัง(ดังน่ะไม่ได้หมายความว่าอร่อยสุดนะคะ ร้านอื่นเป็นไงไม่ทราบนะคะ

ว้ายเล่าแค่นี้ก่อน ต้องรีบออกไปดูกวางต่อล่ะค่ะ เดี๋ยวค่ำนี้มาเล่าต่อ

มาต่อแล้วค่ะ ไปถึงร้าน ก็กะเอาว่าร้านที่คนต่อแถวยาวๆน่ะถ้าจะใช่เป็นแน่
ร้านหนึ่งคนจะเยอะกว่า หน้าร้านดูไม่มากเท่าไหร่ แต่จริงๆแล้ว เขาไปต่อคิวกันอีก
ฝั่งถนนเพราะโดยมารยาท แถวมันจะไปบังหน้าร้านคนอื่นเขา

พบว่าเขาคอยกันอย่างมีระเบียบ ส่วนมากจะมากันสองคนเป็นหนุ่มกะสาว
ที่เห็นเป็นสาวสองวัยก็มีป้ากะลูกนี่แหละค่ะ อ้อ ตอนไปยืนคอยคิว มีผู้หญิง
หน้าตาเป็นสาวเอเชียยืนอยู่คนเดียว เขาถามฝรั่งที่ยืนข้างหน้าว่าคอยนาน
เท่าไหร่ พอรู้ไหม ฝรั่งบอก ไอด้นโน่ว ป้าเห็นเป็นคนเอเชียด้วยกัน เลยบอก
ให้ว่าเห็นเขาว่าสองชั่วโมงนา เลยชวนคุย ถามว่ามาจากไหน สาวเจ้าตอบว่ามาจาก
เมกา เอากับหล่อนสิ สงสัยเป็นคนไทยในอเมริกา ที่อายที่จะบอกใครๆว่าเป็นคนไทย
อิอิ ไม่บอกก็ไม่บอก ป้าก็ไม่บอกเขาว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน ก็อายเหมือนกันแหละ

ถามเขาว่าแล้วรู้จักร้านนี้ได้ไง หล่อนตอบว่าอ่านเจอในอินเตอร์เน็ต เลยนึกได้ว่าเออหนอ
อินเตอร์เน็ตมันดีอย่างนี้นี่เอง คนจากทั่วโลก ก็มาหาร้านได้ อย่างที่บอกร้านอื่นๆอาจจะ
อร่อยพอๆกันก็ได้ แต่ไม่ได้ลงในอินเตอร์เน็ต คนเลยไม่รู้จัก อีกอย่างคนเรามักบ้าตามกระแส
เขาว่าดีก็ต้องขอไปลองให้ได้

ยืนคอยคิว เหมือนว่าจะไมมีการขยับเลยสักนิด แต่ก็ยืนคอยกันอย่างใจจดใจจ่อ
แต่สาวหน้าเอเชีย เธอหมดความอดทนเอาตอนครบชั่วโมงล่ะค่ะ เดินหายไปเลย
พอใกล้สองชั่วโมง แถวขยับมายืนหน้าร้านแล้ว อ๊ะๆยังก่อน ยังไม่ได้เข้าไป ก็แหม
ยังไม่ครบสองชั่วโมงเลยนี่นา สาวเอเชียเธอก็เดินกลับมาแล้วบอกว่าไม่ต้องห่วงไอนะ
ไอไปสวาปามร้านอื่นมาแล้วล่ะ บาย แน้ อุตส่าห์เดินมาบอก กลัวเราจะเก็บคิวไว้ให้

เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า จะไปคอยคิวอะไรต้องมีคนรู้ใจไปคอยด้วย มาคนเดียว
มันเซ็ง แล้วก็จะถอดใจเอาได้ง่ายๆ ระหว่างการคอยจนขยับมาหน้าร้าน จะมีคุณป้า
เจ้าของร้านเดินมาถามว่าจะกินอะไร มีให้เลือกสองเมนู คือเจ็ดคำ กะสิบคำราคาก็ต่าง
กันนะคะ สิบคำก็ตก3,950เยน ส่วน 7คำก็2,000 กว่าๆ จำไม่ได้แล้วล่ะค่ะว่าสองพัน
เท่าไหร่

ความต่างของสิบคำ ไม่ใช่แค่นั้น แต่เป็นสิบคำที่จะมีคำพิเศษที่เชฟเลือกให้ แล้วคำที่11
เป็นคำที่แถมให้โดยลูกค้าจะเป็นคนเลือกได้ว่าไอ้ที่ล่อเข้าไปสิบคำน่ะ ประทับใจอยากเบิ้ล
คำไหน ก็บอกมา เขาจะจัดให้ ส่วนไอ้พวกที่กินเจ็ดคำน่ะ เขาจะไม่ค่อยดูดำดูแดง
คงหมิ่นว่ามันกระจอก อะไรกินทั้งทีก็กินแค่เจ็ดคำ สมคงไม่มีตังค์ล่ะสิท่า อะไรทำนองนั้น
เพราะอาหารเกือบจะไม่เหมือนพวกเศรษฐีเขากินเอาเสียเลย

ที่รู้ดีน่ะ เพราะป้าคาดว่า สิบคำคงยัดเข้าไปไม่ไหวแน่นอน เอาแค่เบาะๆ เจ็ดคำก็พอ แหมเขาทรีตคนละแบบกับลูกสาวที่สั่งแบบสิบคำนะคะ บอกตรงๆ ก็งั้นๆแหละค่ะ หาได้เป็นอาหาร
สวรรค์วิมานอะไร ชอบน่ะชอบอยู่ แต่เทียบกับเวลาที่เสียไปมันไม่คุ้มเอาเสียเลย
แต่น่ะนะ ไหนๆก็ไหนๆ ไม่ลองไม่รู้ ร้านนี้ล่ะมั้งที่โน้ต อุดม เอาไปเล่าหากินครั้งล่าสุด
แต่ต้องยอมรับว่าเขาเล่าได้สนุกสนานเกินจริงไปเยอะเลย อิอิ เอาเป็นว่า ถ้าเคยไปญี่ปุ่น
หลายครั้งแล้ว และไม่รู้จะไปไหนดี ไปลองสักครั้งเก็บเอาไว้คุยก็ดีนะคะ แต่ถ้าไม่มี
เวลาเหลือเฟือขอแนะนำว่าอย่าไปเลย ไม่ได้วิเศษปานนั้นหรอกค่ะ คอยสองชั่วโมง
กินจริงๆแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง

จากร้านซูชิ ก็ได้เวลาช้อบปิ้ง ก็ได้ไปเดินแถวTokyu Hands นั่นแหละค่ะ อยู่ได้ทั้งวัน
จุดใหญ่ของทริปนี้ไม่ได้อยู่ที่โตเกียว แวะมาอย่างนั้นเอง วันรุ่งขึ้นตั้งใจจะไปออนเซน
แหมไม่อยากเล่าเลย พูดไปแล้วก็อ๊ายอาย เอาเป็นว่าเอาไว้เฉลยความเชยต่อพรุ่งนี้แล้วกันค่ะ

แวะมาเล่าต่อก่อนออกเดินทางท่องเที่ยวต่อนะคะ จะเล่าถึงความเชย
คิดได้ว่า"ความเชยไม่เคยปราณีใคร ก็แหม ตั้งใจจะไปแช่ออนเซน แล้วก็เที่ยว
ฮาโกเน่ด้วย ใครๆก็บอกว่าซื้อฮาโกเน่พาสสิดี คุ้ม ได้ทั้งค่ารถไป-กลับ
ได้ทั้งค่าพาหนะรอบทะเลสาบ มีหรือคนงกอย่างเราจะไม่เอา ยังไปต่อรองเขา
อีกแน่ะว่า ก็ไอไม่กลับมาโตเกียว จะน่าเสียดายค่าบัตรไหมเนี่ย หล่อนทำตาขวาง
แล้วดุว่ายูไม่กลับมาก็เสียไปฟรีๆแค่ ประมาณ300เยนเอง จะงกอะไรนักหนา (อันนี้
ป้าว่ามันคงแอบคิดในใจ หะหะ)

เอาก็เอา ซื้อฮาโกเน่พาส 5000 เยน แล้ววาดหวังว่าจะได้ท่องเที่ยวฮาโกเน่อย่าง
สบายใจหนึ่งวันเต็ม ค่อยไปนอนแช่ออนเซนที่จองไว้ ที่ไหนได้ฝันสลายเมื่อนั่งรถไฟ
ไปถึงสถานีแรก โอดาวาหระ ลงรถไปถามนายสถานีว่า จะไปโรงแรมได้อย่างไร
กะว่าจะได้ฝากกระเป๋าเดินทางไว้กับโรงแรม แล้วท่องเที่ยวอย่างสบายใจ เหมือนที่ทำปกติ

โอ้โอ๋นายสถานีดูชื่อโรงแรมและแผนที่ บอกกลับมาว่า "อะโน่ ยูมาผิดทิศนะนายจ๋า"
อุ๊ยต๊ายตายว้ายกรี๊ด แปลว่าอะไรเจ้าคะ ลุงแกบอกว่า อันทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ
นี้มีอยู่ห้าแห่งนะจ๊ะ ไอ้อันที่ยืนกันอยู่เนี่ยเขาเรียกว่าทะเลสาบอะชิ ส่วนที่ตั้งโรงแรมน่ะ
อยู่ขึ้นไปทางเหนือสุด ต้องนั่งรถต่อไปอีกไกล ที่สำคัญพาสที่ซื้อมาไม่coverด้วยนะจ๊ะ
ฟังแล้วอยากสลบ เสียเงินไม่ว่า แต่กระเป๋าหนูจะทำไงล่ะลุง

แล้วก็เริ่มเอาใบจองโรงแรมออกมาศึกษา โอ้โอ๋เขาบอกอย่างละเอียดว่าให้เดินทาง
มาจากโตเกียวอย่างไรใช้รถสายอะไร ราคาเท่าไหร่ ใช้เวลาแค่150นาที แต่ยัยป้าแกไม่ฟัง
แกคิดเอง หะหะ แล้วก็คิดผิด จะเล่าต่อลูกสาวก็มาเร่งยิกๆจะออกไปแล้วนะคะ
เดี๋ยวคืนนี้มาเล่าต่อ
แวะมาเล่าต่อก่อนออกเดินทางท่องเที่ยวต่อนะคะ จะเล่าถึงความเชย
คิดได้ว่า"ความเชยไม่เคยปราณีใคร ก็แหม ตั้งใจจะไปแช่ออนเซน แล้วก็เที่ยว
ฮาโกเน่ด้วย ใครๆก็บอกว่าซื้อฮาโกเน่พาสสิดี คุ้ม ได้ทั้งค่ารถไป-กลับ
ได้ทั้งค่าพาหนะรอบทะเลสาบ มีหรือคนงกอย่างเราจะไม่เอา ยังไปต่อรองเขา
อีกแน่ะว่า ก็ไอไม่กลับมาโตเกียว จะน่าเสียดายค่าบัตรไหมเนี่ย หล่อนทำตาขวาง
แล้วดุว่ายูไม่กลับมาก็เสียไปฟรีๆแค่ ประมาณ300เยนเอง จะงกอะไรนักหนา (อันนี้
ป้าว่ามันคงแอบคิดในใจ หะหะ)

เอาก็เอา ซื้อฮาโกเน่พาส 5000 เยน แล้ววาดหวังว่าจะได้ท่องเที่ยวฮาโกเน่อย่าง
สบายใจหนึ่งวันเต็ม ค่อยไปนอนแช่ออนเซนที่จองไว้ ที่ไหนได้ฝันสลายเมื่อนั่งรถไฟ
ไปถึงสถานีแรก โอดาวาหระ ลงรถไปถามนายสถานีว่า จะไปโรงแรมได้อย่างไร
กะว่าจะได้ฝากกระเป๋าเดินทางไว้กับโรงแรม แล้วท่องเที่ยวอย่างสบายใจ เหมือนที่ทำปกติ

โอ้โอ๋นายสถานีดูชื่อโรงแรมและแผนที่ บอกกลับมาว่า "อะโน่ ยูมาผิดทิศนะนายจ๋า"
อุ๊ยต๊ายตายว้ายกรี๊ด แปลว่าอะไรเจ้าคะ ลุงแกบอกว่า อันทะเลสาบรอบภูเขาไฟฟูจิ
นี้มีอยู่ห้าแห่งนะจ๊ะ ไอ้อันที่ยืนกันอยู่เนี่ยเขาเรียกว่าทะเลสาบอะชิ ส่วนที่ตั้งโรงแรมน่ะ
อยู่ขึ้นไปทางเหนือสุด ต้องนั่งรถต่อไปอีกไกล ที่สำคัญพาสที่ซื้อมาไม่coverด้วยนะจ๊ะ
ฟังแล้วอยากสลบ เสียเงินไม่ว่า แต่กระเป๋าหนูจะทำไงล่ะลุง

แล้วก็เริ่มเอาใบจองโรงแรมออกมาศึกษา โอ้โอ๋เขาบอกอย่างละเอียดว่าให้เดินทาง
มาจากโตเกียวอย่างไรใช้รถสายอะไร ราคาเท่าไหร่ ใช้เวลาแค่150นาที แต่ยัยป้าแกไม่ฟัง
แกคิดเอง หะหะ แล้วก็คิดผิด จะเล่าต่อลูกสาวก็มาเร่งยิกๆจะออกไปแล้วนะคะ
เดี๋ยวคืนนี้มาเล่าต่อ

ชาติคือประชาชน ใช่เพียงคนไม่กี่คน ฉะนั้นด่ามันอย่ามาหาว่าด่าชาติ
Find all posts by this user
Quote this message in a reply
10-17-2010, 03:07 AM (This post was last modified: 10-20-2010 11:13 PM by ป้าปากเกร็ด.)
Post: #8
RE: เมื่อสาวสองวัยไปญี่ปุ่น
อิอิ ลูกสาวเขาปวดหัวกลับมานอนพักที่โรงแรม เลยมีโอกาสมาเล่าต่อ

ถึงตอนที่คุณลุงที่สถานีบอกมาผิดทาง ให้นั่งรถต่อไปอีกจนสุดทางฟรี
แล้วไปต่อรถอีกสายทีนี้ต้องเสียเงิน เอ่อ อารมณ์ เหมือนว่าจองรีสอร์ต
ที่เชียงใหม่แต่ดันไปที่ขอนแก่น ต้องเดินทางจากขอนแก่นไปเชียงใหม่
ไปน่ะไปได้แต่แหมมันอ้อมโลก

สรุปรวมเวลาเดินทางที่ควรจะเป็นแค่150นาที ก็เลยกลายเป็นห้าหก
ชั่วโมงไปโน่น อ้อ แล้วอย่าลืมว่ากระเป๋าเดินทางอีกที่ต้องทั้งลากทั้งจูง
ไปตลอดทาง โอ้โอ๋ หนักหนาสาหัสมาก แต่ยังดีที่ขณะกำลังถูลู่ถูกังขึ้น
รถเมล์ มีเสียงคนไทยพูดขึ้นมาว่า "ผมช่วยถือให้ไหมครับ" โอช่างเป็น
เสียงสวรรค์แท้ๆ เลยได้อาศัยพ่อหนุ่มนี่ดูแลกระเป๋าให้หนึ่งใบไปจนสุดทางรถ
(ที่ต้องต่อสองสายอีกด้วย) หนุ่มเขาบินตามมาพบญาติ เพื่อเที่ยวฮาโกเน่
เขานัดเจอกันที่พรีเมี่ยมเอาท์เล็ต แต่ป้าน่ะไม่มีเวลาไปดูอะไรหรอกค่ะ
กลัวไปไม่ทันเช็คอินที่รีสอร์ตที่จองไว้ เขาสั่งห้ามเช็คอินเกินห้าโมงเย็น

เพื่อความปลอดภัยเมื่อต่อรถสายเสียเงินไปที่สถานีที่คนที่รีสอร์ตจะมารับ
เลยเข้าไปถามหารถที่จะกลับไปเกียวโตเสียให้เรียบร้อย หึหึ สุดยอด
เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องนั่งรถกลับไปที่สถานีที่ออกเดินทางมาอีก แต่แนะนำ
ให้เดินทางกลางคืน จะไปถึงเช้าเลย ไม่ต้องไปต่อที่ไหนอีก ว้ายตายแล้ว
แล้วโรงแรมที่เดี๊ยนจองไว้ที่เกียวโตก็เสียเปล่าสิคะ มันคงเหงาแย่ไม่มีใครไปนอน
ที่สำคัญจ่ายเงินไปแล้วด้วย อันนี้น่ะเดือดร้อนกว่า เลยไว้กลับไปคิดดูก่อน

ขณะนั่งรถขึ้นมา ไกด์เขาก็บอกว่าให้มองไปทางขวามือจะเห็นฟูจิซัง เอ่อ
มันไม่เห็นอ้ะค่ะ ยิ่งเดี๋ยวนี้ฟูจิซังไม่มียอดเป็นหิมะขาวโพลนแล้ว(นี่แหละ
พิษภัยของโลกร้อน) ภูเขาก็เหมือนๆกันแล้วจะรู้ไหมเนี่ยว่าลูกไหนเป็นฟูจิ

หลับๆตื่นๆไปจนถึงสถานีคาวาคูจิ ทะเลสาบอีกหนึ่งรอบภูเขาฟูจิ ผ่านฟูจิคิวด้วย
รีสอร์ตสวนสนุก ลูกสาวก็ร่ำๆว่าอยากลงไปเที่ยว แต่แม่ไม่เอาล่ะ ขี้เกียจไปคอยคิวอีก
กระเป๋าก็ยังเป็นภาระอีก ไม่เอาล่ะ ไว้งวดหน้าแล้วกัน

พอถึงสถานี ถามไถ่เรื่องรถกลับเรียบร้อยก็โทรศัพท์ไปที่รีสอร์ต เขาว่าอีกห้านาที
จะส่งรถมารับ อ๊ะๆ ทีนี้ กุลีจะแปลงร่างเป็นคุณนายแล้วนา เพราะพออกมาจะInformation
ลูกสาวก็ว่ารถมารับแล้ว มีไอ้หนุ่มยกกระเป๋าขึ้นรถไปเรียบร้อย คนขับใส่สูทอย่างดี
(จริงๆที่ญี่ปุ่น คนขับรถใส่สูททุกคนแหละค่ะ แม้กระทั่งคนขับแท็กซี่)

นั่งรถไปแป๊บเดียวถึงรีสอร์ตสวยงามมาก เขาพาไปที่พัก จองแบบหรูมาคือมีบ่อแช่น้ำร้อน
ในห้องส่วนตัวเลย ไม่ต้องไปปะปนกับใคร โรงแรมแบ่งออกเป็นสองฝั่ง แบบธรรมดาใช้
บ่อน้ำร้อนรวมก็มีอยู่อีกฝั่งส่วนแบบหรูมีทั้งหมดหกห้อง เท่าที่ดูมีคนอยู่สามห้องนะคะ

[Image: top_image_yumedono.jpg]

หน้าตาที่พักล่ะค่ะ ข้างบนนี้น่ะ ให้ที่อยู่ไว้ด้วยเผื่อใครสนใจบินตามไปลอง

พอไปถึงก็จะมีสาวญี่ปุ่น(อันที่จริงแก่มากแล้ว)เป็นคนมาต้อนรับและแนะนำตัวว่า
ชื่อ"ทีน่า" เขาจะเป็นคนดูแลตลอดเวลาที่เข้าพักอยู่ที่นี่ ทีน่าพูดภาษาอังกฤษได้น้อยมาก
แต่ก็สื่อสารกันพอรู้เรื่อง อันนี้ก็เป็นข้อน่าสังเกตว่า ภาษาไม่ใช่อุปสรรคในการติดต่อ
ขอแต่เพียงมีความจริงใจ พร้อมที่จะบริการ ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี

ทำให้นึกไปถึงเรื่องที่ไอ้ควายจะไปจ้างฝรั่งมาสอนภาษาให้คนไทย จะสอนไปทำไม
เห็นว่าจะจ้างมาตั้งหมื่นคน โธ่ถัง เสียเงินเปล่าๆ เดือนละตั้งห้าหมื่น มันท่าจะบ้าไปแล้ว
เรื่องโง่ๆเนี่ยฉลาดนัก ภาษาไม่ใช่ปัญหา ไม่เห็นจำเป็นต้องพูดเหมือนหลุดออกมาจากมดลูก
ฝรั่งเลย สู้เอามาสร้างเสริมนิสัยให้รักการบริการยังจะดีกว่า นี่ถ้ากระแดะพูดฝาหรั่งได้
แม่งคงไม่เห็นหัวคนล่ะกระมัง ป๊าด..นึกขึ้นมาแล้วของขึ้น

ทีน่ามาแนะนำตัวแล้วถามว่า "คุณท่านจะรับอาหารเย็นกี่โมงเจ้าคะ แล้วอาหารเช้าล่ะเจ้าคะ
แล้วจะให้ทีน่ามาปูที่นอนกี่โมงดีคะ" โอ๊ยถามจัง กว่าจะรู้เรื่องคุณนายเหนื่อย

พอทีน่าออกไปคุณนายก็ลงแช่น้ำ อ้อ มีสองบ่อนะฮ้า เดี๋ยวจะว่าไม่หรูจริงมีบ่อกลางแจ้ง
แล้วก็บ่อในร่ม คุณนายเลยลองมันทั้งสองบ่อเลย อิอิ

เหนื่อยแล้วนะคะ ไว้มาเล่าต่อเรื่องอาหารเย็น น่าตื่นตาตื่นใจมากๆ

อ่านแห้งๆมานาน ลองดูภาพประกอบบ้างนะคะ เริ่มแรกก็คุณป้าทีน่า
เธอหน้าตาอย่างนี้แหละค่ะ

[Image: ZHYCwPBPCk.jpg]

เห็นตัวเล็กๆอย่างนี้ เธอวิ่งเสิร์ฟจนน่าสงสาร อาหารทีเสิร์ฟก็มีมากมาย
เริ่มด้วย [Image: ByNM83dl8C.jpg] สาเก แก้วเล็กๆ แล้วต่อด้วย อะไรก็ไม่รู้ ลืมไปแล้ว นึกได้ว่าจะเก็บ
รูปก็หมดไปเสียแล้ว เหลือแต่จานเปล่าๆ

[Image: HElrAsKjqh.jpg]หะหะ

แล้วต่อด้วย ซุปกา แล้วก็ปลาดิบ [Image: QtRRIi9Bpo.jpg]

ต่อมาก็oyster gratin [Image: ue0LquNjxN.jpg]

ยังยังไม่หมดค่ะ จานต่อไปหน้าตาเหมือนปลานึ่งซีอิ๊วมากๆ[Image: 0bkEBwXPFS.jpg]
แล้วก็ต่อมาด้วยเห็ดเทมปุระ
[Image: zrRSomrrAt.jpg]

จบอาหารค่ำมื้อนี้จานสุดท้ายด้วยยากินิขุ เนื้อหน้าตาดีอย่างนี้แหละค่ะ

[Image: mcl5VVDaTT.jpg]

อร่อยมากๆ เขาเอากระทะมาให้ย่างเองเลยทีเดียว ใส่ปากไปก็แทบละลายเลยทีเดียว
คาดว่าหากมาหน้าหนาวอากาศเย็นกว่านี้ เขาคงเสิร์ฟนาเบะ(หม้อร้อนของญี่ปุ่น) ยังค่ะ
จะจบมื้อค่ำให้สมบูรณ์ได้อย่างไร หากไม่มีของหวาน

[Image: bOxWdk3AXH.jpg]

ลืมเล่าไปว่าเมื่อมาถึงรีสอร์ตเขาต้อนรับด้วยขนมญี่ปุ่นกับน้ำชา เขาเรียกขนมอะไรก็ไม่รู้
หน้าตาแปลกดี เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้

พรุ่งนี้จะมาต่อด้วยมือเช้าอันอลังการอีกนะคะ
นอนหลับไปตื่นนึง ก็ตื่นมาสักเจ็ดโมงเช้า รีบลุกมาแช่น้ำอีกรอบ เพื่อความคุ้ม
เพราะเดี๋ยวแปดโมงครึ่งคุณทีน่าเธอจะมาเสิร์ฟอาหารเช้า ซึ่งนับว่าคิดถูกมาก
เพราะพอรับข้าวเช้าเสร็จก็ใกล้เวลาไปขึ้นรถกลับแล้ว ไม่งั้นก็อดแน่ๆ

มีกาแฟ แล่้วก็อาหารหน้าตาแบบนี้แหละค่ะ

[Image: 2ezXvv38tR.jpg]

รับอาหารเช้าเสร็จก็ถามคุณทีน่าว่าจะไปถ่ายรูปรอบๆโรงแรมได้ไหม
เธอคงฟังไม่เข้าใจ นึกว่าจะให้ไปถ่ายรูปให้ เธอเลยวิ่งออกมาตามถ่ายรูป
ให้ตลอดเวลา ฮา น่ารักจริงๆ

เสร็จแล้วร่ำลาคุณป้าแก แกช่วยยกกระเป๋าอันหนักอึ้งไปส่งที่รถด้วย ยืนโค้งคำนับ
ส่งจนลับตา หันกลับมามองเธอก็ยังยืนส่งจนลับตาไปเลย บ๊ายบายคุณป้าที่น่ารัก
เป็นช่วงเวลาที่แสนประทับใจ ไม่รู้ว่ากลับมาครั้งหน้าคุณป้ายังอยู่ให้บริการอีกไหม
แต่คิดว่าอย่างไรจะกลับมาอีก พาคุณลุงมาฮันนิมูนอีกสักรอบ ประทับใจจริงๆ สมราคา
แหละค่ะ ดูแลดีขนาดนี้ แพงหน่อยก็คุ้ม เสียอย่างเดียว ทั้งยูกาตะ และที่เป่าผมเป็น
สีที่ไม่ถูกโฉลก อิอิ หากเป็นเมื่อก่อนต้องร้องกรี๊ดด้วยความถูกใจ แต่เดี๋ยวนี้กลับ
เป็นสีที่น่ารังเกียจไปเสียแล้ว

ออกจากสถานีคาวาคูจิ นั่งรถเมล์กลับไปทางเดิม กะว่าพอมีเวลาจะได้ใช้บัตร
ฮาโกเน่พาสบ้าง ก็ได้ใช้แค่มานั่งเรือชมทะเลสาบอะชิ นิดหน่อยแค่นั้นค่ะ
เรือหน้าตาเป็นอย่างนี้แหละค่ะ

[Image: Wmkwei11nU.jpg]

ก็งั้นๆแหละค่ะ ลงที่ท่านึง ออกมาเจอร้านไอติม มีรถชาติแปลกๆ เช่นรสมันหวาน
รสงาดำ เลยลองเสียหน่อย ภาพอีกสาวกำลังเลือกไอศกรีม

[Image: CE4QbltUPr.jpg]

ไอติมหน้าตาแบบนี้แหละค่ะ [Image: i6oZRCxrgS.jpg]

ที่สถานีมีของขาย เจอร้านขายมันเทศเผา เขาเขียนภาษาไทยเชิญชวนเสียด้วย
[Image: Lwx29EzWbs.jpg]

เดินเล่นสักพักก็นั่งรถต่อไปสถานีMishima เพื่อขึ้นรถไฟชินกันเซ็นไปเกียวโต
ในที่สุดก็ได้มาถึงเกียวโตเรียบร้อย โรงแรมที่จองไว้ก็โอเค ไม่ไกลจากสถานีมากนัก
โรงนี้มีอาหารเช้าให้ด้วย แต่ก็เฮ่อ มีแต่ข้าวสามเหลี่ยมกะเครื่องข้าวต้ม มีขนมปัง
ให้ปิ้งเอง โปรตีนแทบไม่มี แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีนะคะ

เช็คอินเข้าโรงแรมก็นอนเอาแรง พรุ่งนี้จะตะลุยเกียวโต รุ่งเช้าซื้อบัตรรถเมล์หนึ่งวัน
ราคาถูกหน่อย เพราะในเมืองเกียวโตมีรถใต้ดินน้อยมาก

ที่แรกที่ไปคือปราสาทสีทองหน้าตาอย่างนี้แหละค่ะ

[Image: zHPrOf774P.jpg]

เจอคนไทยไปถ่ายรูปแต่งงานด้วยที่รู้เพราะเขามีช่างภาพตามจัดท่าทางให้
โห อะไรจะขนาดนั้น เมื่อก่อนว่าไปถ่ายต่างจังหวัดก็ว่าหรูแล้ว นี่บินมาถ่ายถึงญี่ปุ่น
คงแพงน่าดู แต่ไม่ได้ทักกันหรอกค่ะ แปลกมากๆคนไทยเวลาเจอกัน พอได้ยินว่าพูดไทย ต่างคนต่างหลบ ไม่ยักทักทายกัน อิอิ ป้าก็เป็น

ออกจากปราสาททองก็ไปวัดเงินก็งั้นๆแหละค่ะ ปราสาททองดูน่าตื่นตากว่าเยอะ
แล้วก็ไปต่อที่วัดน้ำใส เจอนักเรียนฝูงเบ้อเริ่ม มาเที่ยวกัน แล้วถ่ายรูปหมู่กันน่าตื่นเต้น

[Image: ssuJ3rYxhs.jpg]

จบวันนี้ด้วยเที่ยวเกือบครบไฮไลท์ของเมืองเกียวโต นอนเสร็จรุ่งขึ้น ไปซื้อตั๋วคันไซพาส
เพื่อจะนั่งรถไฟไปเมืองนารา แล้วต่อไปโอซาก้า คันไซพาส สองวันใช้ได้โดยไม่ติดต่อกันนะคะ
สามารถใช้วันหนึ่งแล้วหยุดไป ใช้อีกวันได้ เพราะจะได้ใช้ไปขึ้นรถไฟไปสนามบินคันไซได้

เริ่มใช้คันไซพาสก็นั่งไปฟูชิมิอินาริ ศาลเจ้าที่มีเสาประตูเยอะๆที่เขาว่าสีแดงน่ะค่ะ แต่ไปเห็นแล้ว
พบว่ามันไม่ยักจะแดงตามที่เห็นในรูปมันเป็นสีส้มชัดๆ เดินไปได้ครึ่งทาง ก็กลับ เขาว่าเดินอีกไกล
ไปไม่ไหวล่ะค่ะ

[Image: PFDARdxdx3.jpg]

ระหว่างทางเดินขึ้นไป เจอร้านขายปลาไหลย่าง แบบที่เคยไปทานที่โตเกียว เลยต้องแวะสักหน่อย
ที่ร้านนี้มึคุณป้าเจ้าของร้านย่างปลาเชิญชวนอยู่หน้าร้าน มีลูกสาวคอยเสิร์ฟสองคน ส่วนคุณลุงคอย
ทำกับข้าวด้านใน หน้าตาปลาไหลชุด ก็มีข้าวหน้าปลาไหลย่าง โปะบนข้าว เสิร์ฟพร้อมซุปตับไตใส้พุง
กางเกงที่นุ่ง เอ๊ยไม่ใช่ ไม่มีกางเกง มีแต่ตับไตไส้พุงปลาไหล ส่วนที่เห็นอยู่ในกล่องคือก้างปลาไหลอบ
กรอบค่ะ อร่อยดี เคยทานแล้วติดใจเลยต้องสั่งมาอีก ลูกสาวว่าก็ไม่เห็นต่างจากปลาสลิดตรงไหนเลย
แหม เล่นเอาหมดราคา

[Image: oVPpRgRwXp.jpg]

ช่วงบ่ายเราไปเมืองนารา ไปดูกวางค่ะ มันน่ารักมากๆ เขามีขนมเซ็มเบ้ ขายไว้ให้กวางกิน
มันก็มากินถึงมือเชื่องดีค่ะ

[Image: 187386s8pqyekv.jpg]

ตกเย็นก็นั่งรถไฟไปโอซาก้า อ้อ จะสังเกตว่าวันนี้เที่ยวตัวปลิว
เพราะเอากระเป๋าฝากไว้ในล็อคเก้อร์ที่สถานีเกียวโต ตกเย็นถึงเวลาค่อยมาเอาไปขึ้นรถไฟ
ไปโอซาก้า ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็ถึง

โรงแรมที่โอซาก้า จองบนสถานีรถไฟเลย เพราะไปอ่านเจอคนเขารีวิวว่าดีหนักหนา อยู่บนสถานี
เลี้ยวซ้ายเจอเจอาร์ เลี้ยวขวา เจอใต้ดิน มิหนำซ้ำ ยังมีfood market อยู่อีกด้วย เลยจองทันที
ดีดังว่า เพราะสะดวกอย่างที่เขารีวิว ป้าได้ห้องชั้นที่30 เขามี31ชั้น โหวิวสวยจับใจ ไม่ต้องไปเสียเงิน
นั่งกระเช้าดูเมือง

หน้าตาห้องพักบนชั้น 30 เห็นวิวเมืองโอซาก้าสวยงานค่ะ

[Image: OTHERS_161798_2.jpg]

วันแรกในโอซาก้าก็ช้อบปิ้ง สิคะ ไปเดินเรื่อยเปื่อย เพราะนอนตื่นสาย แล้วขี้เกียจไปเที่ยว
เดินโต็เต๋แถวโรงแรมนั่นแหละค่ะ เขาดีจริงๆ อยู่ใกล้ถนสายดังไม่ต้องเดินทางเลย ไปซื้อ
ไคยุคังพาส เพื่อจะไปเที่ยวดูปลาวันรุ่งขึ้น

วันสุดท้ายในโอซาก้า เริ่มด้วยการไปปราสาทโอซาก้า ใช้พาสนั่นแหละค่ะ แต่ไม่ได้เข้าไปดู
ในปราสาท พอดีเขามีงานดอกเบญจมาสด้านนอก เสียดาย ส่วนใหญ่ยังไม่บาน ที่น่าตื่นเต้นคือ
เขาเอาดอกเบญจมาส มาทำบอนไซ เห็นเป็นตุ่มเต็มต้น แต่มันยังไม่บาน

[Image: 1871632gu5xnqer.jpg]

ส่วนดอกใหญ่ๆก็บานไม่เต็มที่ เลยไม่น่าตื่นตาตื่นใจเท่าไหร่

[Image: 1872050iexnvgrx.jpg]

เลยเดินไปดู History Museum โอ้โหสุดประทับใจ ทำได้ดีมากๆ ทั้งๆที่ไม่มีภาษาอังกฤษ สักหน่อย แต่ดูแล้ว
เข้าใจ สามารถซาบซึ้งได้ คิดว่าทำไมหนอประเทศเราไม่ทำพิพิธภัณฑ์ ดีๆที่น่าดู ให้ความรู้ เอาเงินค่าทำซุ้มนั้นแหละ
ไปทำ เก็บเงิน ขี้คร้านไม่กี่ปีก็คืนทุน อยากจะโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรก็ทำไป เราไม่ได้มีอะไรน้อยไปกว่าเขาเลย
เรื่องราวน่าสนใจก็เยอะแยะ แต่ไม่ทำ ดันไปทำแต่ซุ้ม ทั่วประเทศให้ชาวบ้านเผาเล่น เสียค่าไฟอีก โฮ้ยยิ่งพูดยิ่งน่าเบื่อ
ก็คงเป็นพิพิธภํณฑ์แบบที่คุณทักษิณกะจะทำ คือเอางานที่เมืองทองมาทำเป็นพิพิธภัณฑ์ถาวรนั่นเอง เสียดายท่านไม่อยู่
ได้สานฝัน ไอ้คนที่มาอยู่ก็ดันไม่มีวิศัยทัศน์เสียอีก

คงจบเรื่องเล่าไปเที่ยวญี่ปุ่นแค่นี้นะคะ พรุ่งนี้เช้าจะเดินทางกลับแล้ว ไว้ไปเจอกันที่เมืองไทย สวัสดีค่ะ
ว้าย ลืมเรื่องสำคัญ ตอนไปอควาเรี่ยม พอไปถึงเจอนี่เลยคำต้อนรับเป็นภาษาไทย

[Image: AgWsXkWmoZ.jpg]

เจอตัวเอก นี่แน่ะจับมาขังให้ว่ายวนไปมา ฉลามวาฬ

[Image: snn9KbawPA.jpg]

แล้วก็นี่ ปลากระเบน ลายเสือ

[Image: jIeRFKWoFf.jpg]

แล้วก็ปลาปักเป้า ตอนนี้ที่โอซาก้ากำลังมีขายเกลือ่น แต่ไม่กล้ากิน เห็นคุณลุงไปลอง
มาแล้วว่าก็งั้นๆ

[Image: 2oA21iHtbQ.jpg]

อ๊ะๆไอ้ตัวนี้ทำท่าแอบซ่อน คงนึกว่าใครจะมองไม่เห็น แต่ขอโทษ ชาวบ้านเขาเห็น
หางโผล่ ชัดเจน

[Image: fmZH42imxA.jpg]

อันนี้เป็นปูแมงมุมยักษ์ น่ารักดี

[Image: 9F9prwhbm6.jpg]

ที่ประทับใจก็ต้องนี่ ปลาครึ่งตัว เคยเห็นครั้งแรกที่อิเคบุโคโร่ นานแล้ว สงสารมัน
เหลือแค่ครึ่งตัว อีกครึ่งไม่รู้ใครแอบเอาไปกินเสียแล้ว

[Image: ORriqv7NGK.jpg]

ที่ประทับใจอีกอย่างคือแมงกระพรุน น่าตื่นตาตื่นใจมาก

[Image: dzCmajLVVg.jpg]

อันนี้น่าจะเรียกว่ามงกระพรุนโคมลอย

[Image: GAnEe08O2C.jpg]

ออกมาเขาเปิดไฟพอดีสวยอย่างนี้ค่ะ
[Image: 39l8PuJo90.jpg]

tomato เขียน: ไปรอบที่เท่าไหร่แล้วครับนี่คุณป้าฯ
อยากพักร้อนยาวๆไปเที่ยวบ้างจัง

รอบที่เท่าไหร่ไม่ทราบ ไม่อยากจะจำ แต่ชอบญี่ปุ่นมากๆ
ไปครั้งใดก็ประทับใจทุกครั้งค่ะ เป็นประเทศที่ไปเองได้ไม่ต้องง้อทัวร์
ของกินมีอยู่เกลื่อน ยิ่งเดี๋ยวนี้ยิ่งสะดวก เดินเข้าไปดูรูปใส่เงินกด
คูปองออกมา ส่งให้พนักงาน เขาก็ยกมาเสิร์ฟเรียบร้อย ร้านแพงๆ
ก็ใช้มือชี้รูปเอา กินเสร็จก็เดินไปจ่ายเงิน ไม่ต้องใช้ภาษาเลยค่ะ

อ้อ ลืมเล่าไปว่าวันแรกที่ไปถึงโอซาก้า ค่ำแล้ว เดินผ่านร้ายขายอาหารสำเร็จรูป
เขากำลังลดราคาจะปิดร้าน บอกลูกสาวว่าลองซื้อไปทานเถอะ เผื่อถึงโรงแรม แล้ว
ขี้เกียจออกมากินข้างนอก ซึ่งก็ดีมากเลยค่ะ เพราะพอถึงแล้วก็ไม่อยากออกไปเดินอีก
ได้อาศัยอาหารถูกลดราคานี้แหละค่ะ

เกร็ดเล็กๆน้อยๆ สำหรับท่านที่จะไปเที่ยวญี่ปุ่น ให้ซื้อ อับใส่ยา หน้าตาแบบนี้นะคะ
หาซื้อได้ที่ร้านไดโซะ หากคิดว่าไปถึงญี่ปุ่นล้วจะเจอร้านก็รอไปซื้อที่โน่นเลยนะคะ


[ภาพ: fbMoWf5GpD.jpg]

มีประโยชน์ในการเก็บเศษสตางค์ แยกหยิบใช้ เพราะญิ่ปุ่นเงินแม้แต่เยนเดียวยังมีค่า
ไม่มีใครทิ้ง ไม่เหมือนบ้านเรา วันดีคืนดีเศษตังค์ทอนก็ไม่ทอน ดันเอาลูกอมมาให้แทน
บ้าพิลึก เงินเหรียญเราถึงด้อยค่าลงทุกที หากใครเอาเหรียญสลึงไปซื้อของ ถูกมองหน้า
ยังไม่พอ แม่ค้าบางรายบอกไม่รับเฉยเลย