วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ต้องเข้าใจกันก่อนนะ

จากการที่เอกสารของศอฉ. หลุดออกมา เรื่องการสั่งยิงด้วยสไนเปอร์นั้น

จะไปโทษ ไอ้พลซุ่มยิง หรือคนสั่งไม่ได้นา


ก็ในเอกสารเขาว่า ในกรณีมีผู้ก่อการร้ายปะปนอยู่ในหมู่ผู้ชุมนุม ให้ใช้ได้

หากจุดไหนไม่มี ก็ร้องขอมาใช้ยิงได้ เห็นไหมล่ะ เขาไม่ได้บอกสักหน่อย

ว่าให้ยิงผู้ก่อการร้าย


ก็ในเมื่อเขาเชื่อว่ามีผู้ก่อการร้ายปะปน แต่เผอิญมันไม่รู้ไงว่าเป็นคนไหนบ้าง

ตามคำสั่งเขาว่าให้ยิงได้ มันเลยยิงมั่วไปหมด ยิงคนขับแท็กซี่บ้าง คนไปรับหลานบ้าง

คนที่เป็นนักข่าวบ้าง ที่ร้ายสุดคือยิงอาสาพยาบาล


เห็นไหมล่ะ ก็สั่งมาหลวมๆว่าให้ยิงได้ ก็ไอ้นายเหนือขึ้นไปมันไม่ได้เจาะจงนี่นาว่ายิงอะไรได้

อะไรยิงไม่ได้ ก่อนมาประจำการ เขาก็กรอกใส่หัวมาแล้วว่า พวกที่อยู่ในที่ชุมนุม

มีผู้ก่อการร้ายเต็มไปหมด เมื่อไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ยิงไว้ก่อน ตามแบบฉบับทหาร ที่เขาสอนกันมา

เนิ่นนานแล้วว่า ยิงก่อนแล้วค่อยถาม(อ้าวนี่เรื่องจริงนะเนี่ย เขาสอนมาอย่างนี้จริงๆ)


แต่เอ ที่ยิงคนจนสมองไหลที่หน้าสตรีวิทย์นี่ ยังคิดมุกผู้ก่อการร้ายไม่ได้เลยนี่นา แล้วเอาไงดีล่ะ

ไอ้มุกผู้ก่อการร้ายนี่มาคิดได้ตอนที่ไอ้ร่มเกล้ามันตายโหงไปแล้วนี่นา แต่ทหารมันดันส่องยิงชาวบ้านถือธงก่อนเป็นรายแรก

เอาละโว้ย อุตส่าห์ เข้ามาช่วยแก้ตัวให้แล้วนา แต่แหมมันไม่ไหวว่ะ ความผิดมันทนโท่ ไม่รู้จะช่วยแถยังไง


เอาเป็นว่ารับโทษไปกันทั่วๆแล้วกันนิ ทั้งคนสั่ง(ผอ.ศอฉ.) นายกฯในฐานะหัวหน้าศอฉ.อีกที

คนยิงจะอ้างว่าทำตามคำสั่งโดยหวังจะปัดไปให้เจ้านายรับผิดคนเดียวก็ไม่ได้ล่ะนะ

เพราะผลที่พิสูจน์ได้ว่าพวกแกทำเกินกว่าเหตุ คนตายและคนเจ็บไม่มีใครมีอาวุธในมือ

ตอนถูกยิงเลยสักคน ทีนี้จะแก้ตัวกันอย่างไรดีละเนี่ย ตัวใครตัวมันละกัน ไม่ต้องโบ้ย

โดนกันทุกคนจ้า

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มหาภารตะยุทธ

เพิ่งดูจบไปเมื่อคืนเองค่ะ ซื้อแผ่นผีแหละค่ะ อายเหมือนกันนะคะ

แต่ไม่สนับสนุนให้ใครทำนะคะ มันไม่ดี ไม่ถูกต้อง ที่ถูก เราต้อง

ซื้อแผ่นลิขสิทธิ์ ราคาเป็นพัน (ฟังดูคุ้นๆไหมเนี่ย ชอบสอนให้คนทำความดี

แต่ตัวเองไม่เคยทำตามที่ตัวเองสอนเลยเนี่ย)

หนังแผ่นผี ก็มีข้อเสียนะคะ คือมันไม่ชัด เอาเสียเลย เสียงก็ค่อยๆ ดังๆ ไปตามเรื่อง

ต้องคอยถือรีโมตไว้ในมือ ปรับเสียงขึ้นลงตามสถานการณ์ อิอิ

ที่ซื้อมาดูเพราะเผอิญหนังเกาหลีใหม่ๆยังไม่มา เลยซื้อมาดูแก้ขัด

หนังอินเดียก็คือหนังอินเดียนะคะ พระเอก-นางเอง อ้วนพี สมบูรณ์มาก

เนื้อเรื่องคงพอทราบกันบ้าง ที่เขียนนี่ไม่ได้ตั้งใจจะรีวิวหรอกค่ะ

แต่ดูมาตั้งนาน จนแผ่นจบ ตอนที่จะเริ่ม มหาสงครามที่ทุ่งคุรุเกษตร

ได้ฟังบทสนากระตุกใจ จนต้องนำมาเขียนถึง

อยากส่งไปให้ทหารหาญ และคนบางคนได้ดูจังเลย

ช่วงที่เผชิญหน้ากัน กำลังเตรียมจะสู้รบ ตัวเอกของเรื่อง

ที่ชื่ออรชุน โดยมีกฤษณะเป็นสารถีรถศึกให้ กระโดดลงไป

แล้ววางคันธนูลงบนพื้น พร้อมพูดว่า "เราไม่รู้ว่าจะสู้รบไปทำไม

ในการสงครามย่อมมีความตายในเบื้องหน้า แต่คนที่ยืนอยู่อีกฝั่ง

ต่างก็เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน พูดภาษาเดียวกันทั้งสิ้น"

ก็ประโยคนี้ล่ะค่ะที่ฟังแล้วมันจี้๊ด อยากส่งไปให้ฟังกันในกองทัพ

ถ้าเขาได้ฟังเสียก่อนที่จะถือปืนออกมายิงประชาชน อาจคิดได้บ้าง

แต่อย่างว่าแหละเนอะ ดั๊นมีกฤษณะเป็นคนชี้นำ เป็นคนที่ยุงยงให้สู้รบ

แล้วดั๊นเป็นคนที่เหมือนใครบางคนในประเทศนี้ด้วยแฮะ คือ เชื่อว่า

ตนเป็นพระเจ้า เป็นคนดี ตัดสินได้ว่าใครถูกใครผิด ใครเป็น ธรรมะ-อธรรม

บอกอรชุนว่า เพื่อให้ธรรมะชนะอธรรม ต้องออกไปรบ เออเนาะเป็น

พระเจ้าจริงด้วย

ส่วนอีกตอนที่ประทับใจ คือตอนจบ ที่ภีสมะบุตรคงคา พูดก่อนตาย

เพราะโดนศรปักเต็มตัวจนกลายเป็นเตียงธนู นอนรอความตายอยู่หลายวัน อิอิ

หนังค่ะหนังอย่าคิดมาก จะตายทันทีได้ไง ต้องยื้อไว้ให้ถึงตอนจบสิ

ทั้งๆที่ภีสมะได้รับพร มาว่าหากไม่อยากตายก็จะไม่ตาย จนแก่ผมขาวเลอะเลือน

แล้วก็ยังไม่อยากตาย จนมาถึงตอนใกล้จบ พบว่าความตายของตน

อาจช่วยให้สงครามยุทธครั้งนี้ยุติลงได้(ซี่งก็หาเป็นเช่นนั้นไม่) จึงขอความตาย

ทีเด็ดอยู่ตรงที่ก่อนตายภีสมะสำนึกผิดค่ะ ได้พูดประโยคทองออกมาว่า

"การที่เราเป็นผู้ใหญ่สูงสุด เห็นอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่ได้พยายาม

ที่จะหยุดมันเสียแต่แรก กลับปล่อยให้ความไม่ถูกต้องดำเนินต่อไป

จนทำให้เกิด มหาภารตะยุทธ ผู้คนล้มตาย เป็นการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง"

นี่แหละค่ะ ภาวะผู้นำ เสียดายมาช้าไปหน่อย กว่าจะคิดได้ว่าตนมีอำนาจ

ที่จะหยุดยั้งความแตกแยกได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ จนต้องมานอน พะงาบๆ สารภาพผิด

แค่นี้แหละค่ะที่ประทับใจหนังเรื่องนี้ ที่อยากส่งไปให้ใครบางคนดู ก่อนที่จะสายเกินไป

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ถึงเวลาหรือยัง

คุณว่าถึงเวลาหรือยังที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะสำนึกได้ว่า
ไม่ควรเล้ย ไม่ควรเลย ที่โดดเข้าไปรับตำแหน่งนายกฯ อย่างไม่สง่างาม
ในครั้งนั้น เข้ารับตำแหน่งอันทรงเกียรติ ทั้งๆที่ไม่ได้ชนะการเลือกตั้ง
ได้ตำแหน่งมาอย่างพิศดาร ขนาดเป็นที่เล่าขานกันไปทั่ว ถึงวิธี อันสลับซับซ้อน
ใช้กลไก ทุกรูปแบบ ทั้งอำนาจ เงิน ตำแหน่ง เครื่องล่อใจ จนถึงการข่มขู่สารพัด
กว่าจะดันตัวเองขึ้นมานั่งเก้าอี้นายกฯ แต่ก็เป็นทุกขลาภของแท้
เป็นลาภอันมิควรได้จริงๆ

ด้วยความอยาก เลยทำให้ คนหนุ่มที่น่าจะมีอนาคตดีงาม กลับมาได้รับสมญาว่า
"ไอ้ฆาตกร" ถูกคนก่นด่า สาปแช่งไปทั่ว เดินทางไปไหนก็มีคนตามไปถือป้ายด่าทอ
หนักหน่อยก็ถูกโห่ร้องตะโกนขับไล่

นี่คงไม่ใช่ภาพที่นายอภิสิทธิ์ใฝ่ฝันถึง เขาคงเพียงอยากจะดูเทห์
ได้นั่งเก้าอี้อันทรงเกียรติ ได้รับการยกย่อง นับหน้าถือตา
แต่ความอยากของนายอภิสิทธิ์ มันเป็นความอยากที่สูงสุดเอื้อม
เลยต้องมีตัวช่วยช่วยโน้มกิ่ง จริงๆก็จะเรียกโน้มก็ดูจะน้อยไป
ต้องเรียกว่า หักกิ่งเอามยื่นให้เลยทีเดียว

แต่ด้วยความที่ด้อยความสามารถจริงๆ แม้ตำแหน่งที่คนอื่นเขาทำทุกวิถีทาง
ผิดถูกไม่สนใจ นำมามอบให้ นายอภิสิทธิ์ กลับไม่สามารถดำรงตำแหน่ง และแสดงศักยภาพ
ของตนให้ปรากฎ ลองคิดดูหากนายอภิสิทธิ์เก่งจริง เวลาตั้งสองปีกว่าที่อยู่ในตำแหน่ง
คงทำให้นายอภิสิทธิ์ สร้างชื่อให้ปรากฎ คนจดจำในทางที่ดีได้ไม่น้อย
แต่น่าเสียดาย ความจริงก็คือความจริง เขาเป็นคนไม่มีความสามารถ
แต่เป็นเพราะแรงผลักดันที่ผิดธรรมชาติ จึงทำให้เขาตกลงไปในกับดัก
ของตัวเอง ยิ่งดิ้นก็ยิ่งจม เลอะเทอะหนักเข้าไปอีก

ใครจะไปรู้ หากนายอภิสิทธิ์ ไม่อยากเป็นนายกฯ ไม่รับตำแหน่งในวันนั้น
เรื่องที่เขาเคยทำผิด ทำชั่วมาในอดีตคงไม่มีใครทราบ ที่เห็นชัดๆก็เรื่อง
หนีทหาร เชื่อเถอะ ในประเทศนี้น่ะ คนหนีทหาร มีเยอะแยะ ลูกท่านหลานเธอ
ลูกอาเจ้ก อาแปะ ที่มีสตางค์ ไม่อยากให้ลูกไปลำบาก ก็หาวิธีหลีกเลี่ยง
กันทั้งนั้น ก็แหมบางคนตอนเรียนรด. ก็ไม่อยากเรียน พอต้องไปคัดเลือก
ก็ใช้สารพัดวิธีที่จะหลบ ใช้เงิน ใช้เส้นสายกันทั้งสิ้น

แต่ไม่มีใครสนใจ เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่เงียบๆ ไม่ได้กระสันต์อยากมาเป็นนายกฯ
ให้ได้รับการตรวจสอบ ส่วนนายอภิสิทธิื ผู้โลภมาก อยากเป็นนายกฯ
ตามที่เล่าว่าอยากมาแต่เด็ก แต่ก็ไม่รู้จักจัดการชีวิตให้ถูกต้องดีงาม
หากอภิสิทธิ์ ไปรับการเกณฑ์ และใช้วิธีอื่นในการหนีการคัดเลือกมา
ก็จะไม่ดูทุเรศเท่านี้ ถ้านายอภิสิทธิ์ ไม่ได้เล่นการเมือง ไม่ได้ทยานอยาก
นั่งเก้าอี้ที่ตนไม่ควรนั่ง ผลคือเขาเลยต้องจ่ายด้วยราคาแพงลิบลิ่ว
พ่อแม่ถูกลากมาด่าทอไปด้วย เพราะเมื่อจวนตัว นายอภิสิทธิื ก็จะโทษ
พ่อแม่ ดังเช่นเรื่อง การแจ้งเกิด เมื่อ ถูกซักเรื่องสองสัญชาติในสภา
ก็อภิปรายว่า ไม่ได้เป็นคนไปแจ้งเกิดเอง เรื่องหนีทหาร ทำเอกสารปลอม
ก็คงโทษว่าพ่อไปหามาให้เอาไปยื่น จะปลอมหรือไม่ไม่ทราบ

หากอภิสิทธิ์เป็นนายก.นายข. ประกอบสัมมาอาชีวะอย่างคนปกติ มีหรือ
ที่ใครจะไปขุดคุ้ยออกมาได้ว่า ใช้เอกสารปลอม เขาว่าคนโกหก ลองได้เริ่มครั้งแรก
โอกาสที่จะพูดความจริงครั้งต่อๆไปก็ยาก ต้องโกหกทับเข้าไปเรื่อยๆ
เพราะกลัวว่าไอ้ที่โกหก ครั้งแรกมันจะเผยออกมา

นายอภิสิทธิ์ ป่านนี้จะกินได้นอนหลับอย่างปกติหรือไม่ ที่ทุกวันต้อง
คิดหาเรื่องมาโกหกไปเรื่อยๆ จนชักสับสน ออกอาการบ้า จนคนเขาตั้งข้อสังเกต
เขาจะเสียใจหรือยังว่าไม่น่าเลย ไม่น่ามาเล่นการเมือง ไม่น่ารับตำแหน่ง
จนทำให้ชีวิตดิ่งลงเหว จนยากจะตะกายขึ้นมา นับแต่นี้ไป ชื่ออภิสิทธิ์
คงได้รับการจารึกว่า นายกฯผู้หนีทหาร ใช้เอกสารปลอม และเผลอๆจะต้อง
เป็นนายกฯคนแรก(ตามที่เขาชอบเป็น เป็นคนแรก) ที่ติดคุกฐานสั่งการโดยมิชอบ
ฆ่าคนตายเกลื่อนเมือง

ถึงเวลาหรือยังที่อภิสิทธิ์จะนอนร้องไห้ทั้งคืน คร่ำครวญว่า "ไม่น่าเลย"

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ก็เรื่องรถกันกระสุนประจำตำแหน่งน่ะค่ะ ชื่อเขาก็บอกว่าเป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เมื่อพ้นตำแหน่งไป ก็จำเป็นต้องส่งคืน จะมาอ้างนั่นอ้างนี่ ว่ายังมีสิทธิ์ใช้ได้ไง

เขาไม่ได้ให้ใช้เพราะต้องการใช้สักหน่อย ไอ้นิสัยติดตัวที่เห็นแก่ได้ แฮ้บของหลวงไว้เป็นของส่วนตัวเนี่ย
เป็นกันตั้งแต่หัวจรดหาง ไอ้ลูกพี่ใหญ่ก็อยู่บ้านหลวง ที่เขาว่าเป็นบ้านประจำตำแหน่งของผบทบ.
พ้นไปตั้งไม่รู้กี่สิบปีแล้ว ก็ยังไม่ยอมออก เห็นเขาว่าคนที่อยู่คนแรกคือจอมพลสฤดิ์ คงต้องรอให้ลาตาย
ก่อนจะย้ายออกกระมัง

ไอ้เรื่องของหลวงเนี่ย มันเป็นวิสัยของผู้เจริญนะคะ คนที่มีจิตใจดี ไม่มักได้
ต้องรู้ว่า ได้มาพร้อมกับตำแหน่ง เมื่อพ้นตำแหน่ง จำต้องส่งคืน ไม่ใช่เก็บไว้ใช้เป็นสมบัติส่วนตัว
นี่ถ้ารถที่อมไว้ไม่เกิดยางแตก ความจะแตกไหมเนี่ย

แล้วที่ นายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แถลงยืนยันรถที่นายอภิสิทธิใช้เบิกมาอย่างถูกต้อง
โดยกลุ่มงานผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร จากศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.)
มันไม่ถูกนะคะ หากรถคันนี้ถูกจัดซื้อมาเพื่อใช้เป็นรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เมื่อไม่ได้เป็นนายกฯ แม้จะทำเรื่องขอใช้ ก็ไม่น่าจะถูกต้อง

โชคดีที่ไทยไม่มีบ้านประจำตำแหน่งนายกฯ (เพราะถึงมีก็ไม่มีใครกล้าใช้ เพราะกลัวผี)
ไม่เช่นนั้น ป่านนี้คงต้องปลูกบ้านกันไม่เว้นแต่ละปี เพราะเปลี่ยนนายกฯบ่อย แล้วไอ้คนเก่าก็อ้างว่า
ทำเรื่องขอใช้เป็นการถาวรแล้ว

นิสัยที่เห็นแก่ได้ อมของเล็กๆน้อยๆ เนี่ยมันดูไม่ดีเลยนะคะ รถประจำตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านก็มี
ได้ข่าวว่าเบิกไปใช้แล้วด้วย ส่วนรถประจำตำแหน่งนายกฯก็ไม่คืน มันกระไรอยู่นา
เห็นเถียงว่ารถราคาแค่ หกล้านกว่า ไม่มีปัญญาหาซื้อเองหรือไง อย่างไรก็ลูกพรรคโกงเงินไปตั้งเยอะ
ออกตังค์ซื้อให้ลูกพี่นั่งหน่อยเป็นไร จะได้ไม่ถูกเขาก่นด่ากันเต็มไทม์ไลน์

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ธรรมาภิบาล

เรื่องปลดDD การบินไทย สหภาพร้องจ๊าก หาว่าผิดธรรมาภิบาล
เคลื่อนไหวกันยกใหญ่

เผอิญมีคนมาส่งข่าวว่าสหภาพการบินไทย ความรู้สึกช้ามากไปมั้ง
เพราะวันที่DD คนนี้เข้ามาก็มาไม่ถูกต้องนา มีคนเขาร้องด้วยซ้ำว่า
ตอนมาแกคุณสมบัติไม่ครบ นะคะ

มาจะเล่าให้ฟัง คือว่าก่อนทีแกจะมาเป็น DDการบินไทยน่ะ
แกทำงานอยู่ที่บาฟส์(บริษัทบริการเชื้องเพลิงการบินกรุงเทพจำกัด (มหาชน)
อันว่าบริษัทนี้เป็นคู่สัญญากับบริษัทการบินไทย(มหาชน)นะคะ และตามข้อห้ามของพรบ.
ได้ปรากฎชัดเจนว่าคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ระบุว่า ไม่เป็นหรือภายในระยะเวลา สามปีก่อนวันได้รับแต่งตั้ง ไม่เคยเป็นกรรมการ
หรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการจัดการ หรือมีส่วนได้ส่วนเสียในนิติบุคคลที่ได้รับสัมปทาน
ผู้ร่วมทุน หรือมมีประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐวิสาหกิจนั้น เว้นแต่การเป็นประธานกรรมการหรือ
กรรมการในนิติบุคคลดังกล่าว โดยการมอบหมายของรัฐวิสาหกิจนั้น

นายปิยะสวัสดิ์ เคยทำงานที่บาฟส์จริงและลาออกเมื่อวันที่ 7 ตค.49 และได้มารับการคัดเลือกเป็นDDการบินไทย
ก่อนถึงเวลาครบ 3ปี จนมีผู้ร้องให้การแต่งตั้งนายปิยสวัสดิ์เป็นโมฆะ ขนาดรมต.คมนาคม
นายโสภณ ซารัมย์ ยังไม่กล้าเซ็นสัญญาจ้างทั้งที่ผ่านการอนุมัติมากว่า 3เดือน
แล้วเขาทำอย่างไรกันคะ แหมเรื่องนี้ง่ายมากสำหรับพรรคแมลงสาบและพวก ก็ดึงเรื่องไงคะ ดึงเอาไว้
ไม่กล้าแต่งตั้ง เป็นเวลา ถึง3เดือน กับ20วัน(คงจำได้เรื่องการตั้งผบตร.ที่ดองไว้ยาวนานที่สุด)
ซึ่งที่จริงแล้ว คุณสมบัติแก ก็ขาดตั้งแต่วันมาสมัครแล้ว แต่เผอิญเป็นพวกเดียวกัน
ก็ทำเป็นหรี่ตาเสียข้าง หยวนๆกันไป ถูลู่ถูกังแต่งตั้งจนสำเร็จ

แต่เรื่องนี้สหภาพไม่สนใจนะคะ มองไม่เห็นว่ามันขัดต่อหลักธรรมาภิบาล
เหมือนตอนที่ปลดDD เสียนี่ เรื่องนี้ ร้องปปช.ไปแล้วก็เงียบนะคะ ตามสไตล์
ของพวกธรรมาภิบาลสูงส่ง หากเป็นคนอื่น ไม่ใช่พวกตัว ป่านนี้มิลากลงมา
ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งหรือคะ ที่จริงควรเอาผิดย้อนหลังด้วยซ้ำ

ที่เขียนมาเพียงเพื่อจะบอกว่าถึงเวลามาอย่างไร ถึงเวลาไปก็รีบไปเงียบๆเถิดค่ะ
ปรามกองเชียร์ของตนเสียบ้าง อย่าปล่อยให้ออกมาร้องแรกแหกกะเฌอกันดังนัก
เดี๋ยวฝุ่นที่ซุกไว้ใต้พรมมันฟุ้ง จนได้เห็นความผิดกันบ้าง จำไว้ล่ะ

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ไอ้ฆาตกรต่อเนื่อง

เป็นคำพูดที่ได้ยินจากผู้หญิงคนหนึ่งในที่ชุมนุมเมื่อวาน
คนแน่นมากๆ แทบจะไม่ที่ยืนที่เดิน ได้ไปยืนอยู่กับเพื่อน
แล้วก็คุยกัน ถึงใครคนหนึ่งที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ

พอหญิงสาวคนนั้นได้ยิน เธอหันมาร่วมสนทนาด้วย
ทั้งๆที่ไม่รู้จักกัน(เป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่ไปร่วมชุมนุม
เพราะคนเสื้อแดง พอแดงแล้วก็ว่าเป็นญาติ เป็นพี่เป็นน้อง
เป็นเพื่อนกันไปโดยปริยาย)เธอหันมาบอกสั้นๆว่า
"ก็มันเป็นฆาตกรต่อเนื่อง"
เท่านั้นแหละ เข้าใจเลย เพราะอาการของฆาตกรต่อเนื่อง
คือเสพติดความตาย ลองได้ฆ่าสักคนแล้ว คนต่อๆไปก็ไม่ยากแล้ว
ยิ่งฆ่ามาก ยิ่งจะมีความสุข

ระวังรักษาตัว อย่าเป็นเหยื่อของมันก็แล้วกันค่ะ

วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ดุลยพินิจ


คำว่า"ดุลยพินิจ" กำลังฮิต โดยเฉพาะเมื่อเกิดความตายของ"อากง"
ที่ไม่ได้รับการอนุมัติปล่อยตัวชั่วคราว เพื่อสู้คดี ถึง 8ครั้ง แม้ทนาย
จะอ้างในคำร้องต่างๆนาๆ ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ด้วยว่า ศาลท่าน
ใช้ดุลยพินิจว่า กลัวจำเลยหลบหนี

กมธ. (คณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร )โดยคุณ สุนัย จุลพงศธร
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธาน ได้จัดประชุมพิจารณาศึกษา
กรณีการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง เอ็สเอ็มเอส ในระหว่างถูกคุมขังในราชทัณฑ์
เพื่อไม่ให้เกิดปรากฏเหตุในลักษณะเช่นนี้อีก โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เข้าร่วมประชุม อาทิ น นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขธิการศาลยุติธรรม นายอานนท์ นำภา ทนายของอากง


จากข่าวคุณสุนัย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะไม่วิจารณ์คำพิพากษาของศาล
แต่จะมาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่าจะหาทางออกอย่างไร เพราะคนที่
ไม่พอใจในคำสั่งศาลไม่ใช่คู่กรณีของศาล แต่เป็นประชาชนทั่วไป
เพราะหลายคดีประชาชนก็ยังสงสัย เช่น กรณีปิดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ
แต่ถูกปล่อยตัวหรือการที่นายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ ที่ไม่ยอมมอบตัว
กับตำรวจคดีปิดสนามบินและไม่ยอมออกจากรถ จนตำรวจต้องไปล๊อคตัวออกมาจากรถ
เมื่อสั่งสอบสวนเสร็จก็ปล่อยตัวโดยไม่ต้องประกันตัว ทำให้ประชาชนเข้าใจกันอย่างหลากหลาย
ซึ่งเราก็ต้องมาคุยเพื่อแก้ไขปัญหา


นายสราวุธ กล่าวว่า ศาลก็ไม่สบายใจในสิ่งที่เกิดขึ้น การจะปล่อยตัวหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล
การประกันตัวในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 ก็ได้รับการประกันตัวหลายคน
เช่น นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งที่ผ่านมาคนที่ได้รับ
การปล่อยตัวชั่วคราวมีร้อยละ 93 ที่ไม่ปล่อยร้อยละ 7 กรณีของอากงศาลเชื่อว่าจะมีการหลบหนี
ซึ่งก็เป็นการใช้ดุลยพินิจของศาล ศาลไม่ได้ตัดสินตามสีเสื้อ ตนก็อยากให้มีการปล่อยตัวนักโทษชั่วคราว
แต่ก็เกรงว่าจะหลบหนี อย่างกรณีของอากงหากเป็นโรคร้ายแรงก็ให้นำเอกสารมายืนยัน
แต่ในที่ผ่านมาไม่เคยระบุว่าป่วยขั้นไหน


น่าเสียดายนสพ.เดลินิวส์ลงข่าวแค่ที่ยกมาข้างต้น เท่านั้นเอง ไม่มีการเสนอ
ต่อว่า แล้วทนายพูดว่าอย่างไรงั้นขอ คุยกันเท่าที่ข่าวเสนอแล้วกันค่ะ
เมื่อรองเลขาธิการศาลท่านใช้คำว่า"ดุลพินิจ" ก็ต้องไปค้นหากันหน่อย
ว่ามันแปลว่าอะไร โดยปกติ ถ้าคำนี้ใช้กับศาล ก็จะไปตรงกับคำว่าdiscretionนะคะ
แปลเป็นไทยว่า "การพิจารณาอย่างละเอียด" ส่วนคำในภาษาอังกฤษนั้น
เขาแปลว่า Those in a position of power are most often able
to exercise discretion as to how they will apply or exercise that power.

หึหึ เอาเป็นว่า คำนี้ เป็นสิทธิ์ส่วนตัวของศาลท่าน ก็ท่านมีอำนาจในการใช้
ท่านจะใช้อย่างไรก็ขึ้นอยู่กับท่าน แต่ต้องไม่ลืมว่า ความยุติธรรมที่แท้จริง
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของใคร

เคยมีคนบอกว่า "ความยุติธรรม จะบังเกิด เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่ายุติธรรม
จึงจะยุติ ข้อกล่าวหา ข้อโต้แย้งได้" ผู้พิพากษาที่ดี ต้องอย่างที่ อ.มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อเข้าไปในคุก เจอคนที่ตนเคยตัดสิน ให้ติดคุก เขาเข้ามาบอกว่า
เขายอมรับการตัดสิน เพราะเขาผิดจริง อย่างนี้จึงเรียกยุติธรรม

แต่เมื่อ ศาลท่านใช้ดุลยพินิจ ก็แปลว่า เป็นความรู้สึกส่วนตัวแท้ๆ
ขนาดรองเลขาธิการศาลท่านยังบอกว่า ดูสิ ขนาด"ลิ้ม" ยังได้ประกันตัวเลย
เอ่อ ช่างยกตัวอย่างเนอะ ก็"ลิ้ม"น่ะ ชาวบ้านชาวช่อง เขาเห็นว่าควร
จับไปขังคุกเสียบ้าง เพราะโดนหลายคดีเหลือเกิน โทษก็หนักๆทั้งสิ้น
รวมเวลาติดคุกที่ถูกตัดสินไป ก็คงประมาณ 100ปีเห็นจะได้ แต่ท่าน
ก็ใช้ดุลยพินิจว่าเขาคงไม่หลบหนี อาจเพราะเห็นว่าบินไปบินมาว่อน
ไปหมด แต่ก็กลับมาทุกครั้ง ใช่ไหมล่ะ ฮาไม่ออก

หากการตัดสินไปขึ้นอยู่กับคนคนเดียว ดุลยพินิจของคนคนเดียว
มันก็เป็นข้อกังขาอย่างนี้แหละ เพราะคดีนี้ เข้าใจศาลท่านนะ
ท่านคงสะเทือนใจมาก เมื่อเห็นข้อความที่เขาว่าอากงส่ง คงเป็นอาการ
ของคนที่ถูกคนด่าพ่อล่อแม่นั่นแหละ มันโกรธ มันแค้น มันต้องจัดการไอ้คนนั้นให้สาสม
โดยลืมนึกถึงความจริงข้ออื่นๆ โดยลืมนึกถึงความถูกต้อง ความเป็นไปได้
การใช้ดุลยพินิจจึงกลายเป็นการใช้ความรู้สึกนึกคิดส่วนตัวล้วนๆ
เมื่อคนเรามีโกรธ มีอคติ ไอ้ที่จะให้ใช้ดุลยพินิจอย่างเที่ยงธรรมก็เห็นจะยาก

ศาลท่านบอกว่าการใช้ดุลยพินิจ ไม่ได้ดูที่สีเสื้อ ใจจริงไม่ค่อยเชื่อนะคะ
แต่ในกรณีอากงนี่คงจะจริง เพราะอากงไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่ในกรณีอื่นๆ
ไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไหร่ เพราะจากข่าวก็เห็นชัดๆอยู่แล้วว่าดุลยพินิจ
ในการตัดสินมันเอนเอียงขนาดไหน เช่นนายการุณเนี่ย หลบหนีอยู่แน่ๆ
เมื่อถูกจับซึ่งหน้า ยังยักเยื้อง ทำให้เดือดร้อนไปหมด อย่างนี้กลับปล่อย
ให้กลับไปเฉยๆซะงั้น แล้วจะบอกว่า ไม่เอนเอียง คงไม่พอ

ที่บ่นมายืดยาวนี่ก็เพราะอยากให้เราปฏิรูปขบวนการยุติธรรมเสียใหม่
อย่าให้ไปขึ้นอยู่กับความคิด อารมณ์ ของคนคนเดียว มันดูไม่ยุติธรรมค่ะ