วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

ไม่ใช่ว่า"คุณไม่ได้เลือก"


น่าเบื่อเหลือใจกับอาการ"ขี้แพ้ชวนตี" บ่นกันจั๊งกับรัฐบาลปัจจุบัน
บ้างก็ว่า เป็น"พวกมากลากไป" บ้างก็อุตส่าห์ประดิษฐ์คิดคำใหม่
หาว่าเป็น"เผด็จการรัฐสภา" มาล่าสุดมีไอ้หัวกลวงบอกว่าเป็น
"เผด็จการจากการเลือกตั้ง"

การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย มีผู้เสนอตัว(ตามรัฐธรรมนูญ
ฉบับปัจจุบัน) คุณก็ต้องสังกัดพรรค ดังมีสโลแกนของพรรคยอดนิยม
ว่า "พรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค" ดังนั้นหากพรรคใดได้รับความนิยม
แม้โดยส่วนตนอาจไม่โด่งดังนัก แต่ได้สังกัดพรรคที่คนชอบ
โอกาสที่จะเป็นสส.ก็จะมากขึ้น

ผลการเลือกตั้ง ถ้าพรรคใดได้รับเสียงสนับสนุน ประชาชนเลือกเข้ามามาก
ก็จะได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล บริหารประเทศไปตามนโยบายที่หาเสียงไว้
เป็นเรื่องปกติที่เข้าใจง่ายๆ เพราะประชาชนเลือกเข้ามา เพราะชอบนโยบาย
หากไม่ทำตามที่หาเสียงไว้สิ จะเป็นเรื่อง

เหมือนพรรคการเมืองบางพรรค ติดป้ายหาเสียงไปทั่วบ้านทั่วเมือง
ว่า"99 วัน ทำได้จริง" แต่ก็ไม่ชนะเลือกตั้ง กลับไปใช้วิธีสกปรกโสมม
(ที่ใครๆก็รู้ แอบเข้ามาบริหารประเทศตั้ง2ปีกว่า หากไม่นับรวมความชั่ว
ที่สั่งปราบ ฆ่าประชาชนกลางกรุง ไอ้ที่บอก99วันก็ไม่เห็นจะทำอะไรได้สำเร็จ)

มิหนำซ้ำ ตอนแอบไปแถลงนโยบายที่กระทรวงต่างประเทศ
ยังออกคำสัญญาเรื่องกฎเด็ก เอ๊ยกดเหล็ก เอ๊ย กฎเหล็ก
ว่าจะฟันคนที่โกงกิน แต่พอเข้ามาบริหาร ก็มีเรื่องฉาวโฉ่
โกงกินสารพัด ทั้งนมบูด ปลากระป๋องเน่า เสาธงแพง แหล่งกดน้ำพิลึก
ต่างๆนาๆสาธยายไม่หมด ไอ้กฎบ้าๆก็ไม่เห็นจะได้ควักออกมาใช้

ผลงานเป็นที่ประจักษ์ ขนาดกุมอำนาจรัฐไว้ในมือ ยังแพ้เลือกตั้งหลุดลุ่ย
โดยปกติเมื่อแพ้เลือกตั้งก็ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน บร๊ะนี่อะไร ยังหลงไหลได้ปลื้ม
กับตำแหน่งรัฐบาลกำมะลอที่ไปฉกชิงเขามา ดั๊นไม่ยอมเป็นฝ่ายค้านแต่โดยดี
กลับไปซุ่มตั้งรัฐบาลเงา แล้วทำหน้าที่ฝ่ายแค้น เต็มรูปแบบ

รู้ทั้งรู้บ้านเมืองกำลังมีปัญหา จำเป็นต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วนที่จะช่วยกัน
ประคับประคอง ให้ประเทศเดินหน้าต่อไปให้ได้ นี่อะไรกลับจ้องทุกเม็ด กะจะเด็ดทุกมุม
เผลอไม่ได้ ยื่นโน่นยื่นนี่ หาพวกป่วนเขาไปทั่ว เพราะรู้ดีว่า ด้วยเสียงที่ได้มา
น้อยนิด ทำอะไรในสภาก็แพ้เขาเรื่อยไป เลยหาช่องหารูที่จะขัดแข้งขัดขา
หาพวกหาพ้องที่จะช่วยกันสกัดการทำงานของรัฐบาล ซึ่งได้ผลบ้าง
ไม่ได้ผลบ้าง บางหน่วยก็รับลูก ออกมาช่วยปัดแข้งปัดขา แต่ก็ทำได้แค่นั้น
เพราะพวกนั้นก็ไม่มีอำนาจอยู่ในมือ จะเล่นงานรัฐบาลก็ทำไม่ได้
เลยได้แต่ตอมหึ่งๆดังแมลงหวี่ ที่แม้แต่จะกัด จะต่อยก็ไม่มีปัญญา
ทำได้แค่เพียงให้เกิดความรำคาญ

นอกเหนือจากองค์กรต่างๆนาๆที่ฝ่ายแค้น พยายามจะไปยืมไม่ยืมมือมาจัดการ
ก็ยังไม่สำเร็จ เลยต้องมีพวก"เสมอนอก" ออกมาช่วยประโคม
บ้างก็ว่า อย่ามาใช้เสียงข้างมากในสภาจัดการอะไรไปตามใจนะ
ฉันก็ยืนอยู่ตรงนี้ ฉันไม่เห็นด้วย ฉันไม่ได้เลือกคุณมา ฉันเป็นเสียงที่
ดังกว่า

โธ่ถังกาละมังแตก การกล่าวอ้างเช่นนั้นก็ถูก มีผิดอยู่นิดเดียว
นิดเดียวจริงๆตรงที่ว่า "พวกคุณไม่มีสิทธิ์มาอ้างว่า คุณไม่ได้เลือก
พรรคเพื่อไทย" คุณได้สิทธิ์ไปเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ของพวกนี้
ก็มักไม่ค่อยออกไปเลือกตั้ง แล้วยังมาอ้างว่าเป็นพลังเงียบ
คงไม่รู้ว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เขาเอาเสียงข้างมาก
เลือกพรรคเข้ามาบริหารประเทศ ไอ้ประเภท "พลังเงียบ" น่ะหาได้มีความหมายใดๆไม่

หรือหากคุณได้ออกไปเลือกตั้งแล้ว ก็ต้องทำใจว่า คุณได้เลือกแล้ว
เพียงแต่พรรคที่คุณเลือก แพ้การเลือกตั้งไง
ทีหลังก็อย่ามาพูดอีกว่า
พรรคที่บริหารงานอยู่นี้ เป็นพรรคที่คุณไม่ได้เลือก กลับไปทำการบ้าน
หาทางช่วยให้พรรคที่คุณเลือกได้กลับมาเป็นรัฐบาลจะดีกว่า
แม้มันอาจจะนานหน่อย แต่ก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว แพ้อีก 20-30ปี
ก็อาจพลิกกลับมาชนะได้นา อย่าประมาท ทางที่ดีก็ต้องเลิกเห่าหอน
ใส่ร้ายพรรคที่เขาชนะเลือกตั้งเสียด้วยล่ะ เพราะยิ่งทำ พรรคที่พวกคุณ
เลือก ที่คอยเชียร์ ยิ่งตกต่ำไปเรื่อยๆ เผลอๆ แค่ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านก็อาจชวดด้วยซ้ำ

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

มีคนปูแล้วก็ต้องมีคนปิด

ด้วยว่า ไอ้ฆาตกร หรืออีกขื่อคือนายกฯเงา ได้เดินทางไปญี่ปุ่น แล้วแถลงก่อนไปและหลังกลับมาว่าได้ไปทำการปูทางให้นายกฯตัวจริง
ก่อนที่จะเดินทางไปญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

ซึ่งตามข่าวว่า ได้ไปพบอดีต(ย้ำอดีตนายกฯญี่ปุ่น) และนักธุรกิจ (ซึ่งไม่มีภาพมาโชว์) มีแต่การไปให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว
ที่มีคนนั่งร่วมแถลงอยู่แค่ 3คน ส่วนภาพอื่นๆก็มีภาพการพบปะกับคนไม่กี่คน ที่สำคัญไม่มีรายละเอียดว่าเป็นใครบ้าง

โดยเฉพาะภาพข่าวที่ถ่ายคู่กับอดีตนายกฯญี่ปุ่น ก็ไม่มีรายละเอียดในข่าวว่า ได้พูดคุยอะไรกันบ้าง
และการพูดคุยนั้นเป็นการปูทางอย่างใด อนึ่งอดีตนายกฯยี่ปุ่นท่านก็ไม่ได้ทรงอิทธิพล เหมือนอดีตนายกฯไทย
บางคนที่ เป้นนายกฯมาแปดปี อดีตเป็นเบอร์หนึ่งของทหารที่ยังทรงอิทธิพลอยู่ (โดยการยกยอและคิดเอาเอง)

ในเมื่อมีคนไปปูทางแล้ว นายกฯตัวจริงก็ไปเยือนอย่างเป็นทางการ ป้าจึงเห็นควรต้องไปปิดงานให้เรียบร้อย
อันที่จริง เมื่อต้นเดือนป้าก็เดินทางไปปูทางให้นายกฯเงามารอบหนึ่งแล้ว เพื่อให้งานเรียบร้อย ป้าก็จะเดินทาง
ไปปิดงานอีกรอบ ในกลางเดือนหน้า

ในการไปครั้งนี้ ก็จะได้ไปพบพูดคุยกับผู้ประกอบการหลายด้าน เช่นด้านธุรกิจโรงแรม การค้า อาหารและการท่องเที่ยว
ในครั้งนี้ กะจะไปดูงานหลายเมืองอยู่เหมือนกัน เพื่อให้การไปปิดงานครั้งนี้เป็นไปโดยเรียบร้อย จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

หิริโอตัปปะ



ได้อ่านคอลัมน์ธรรมะของท่านพระพยอม กัลยาโณ ในหนังสือพิมพ์โลกวันนี้ วันก่อน
ท่านเขียนถึงเรื่องจริยธรรมนักการเมืองที่กำลังฮือฮา ตรวจสอบกันให้วุ่น กล่าวหา ด่าทอ
กันต่างๆนาๆ ว่าคนนั้นไม่มีจริยธรรม คนนี้ ทำผิดจริยธรรม(เพราะเอาเวลาราชการไปคุยงานที่โรงแรม)
แต่เวลาทำงานวันเสาร์วันอาทิตย์ หรือดึกๆดื่นๆ กลับเงียบ ไม่ออกมาโวยวายบ้างว่า
นายกฯทำงานมากเกินไป ใช้เวลาส่วนใหญ่ ไปแก้ไขปัญหาของประเทศ ใช้ไม่ได้จริงๆ
ยิ่งทำงานหนัก ภาพ อดีตนายกฯที่ได้รับสมญานามว่านายกฯดีแต่พูดยิ่งแจ่มชัด
เพราะรายนั้น งานหลักเมื่ออยู่ในตำแหน่งคือเกาะโพเดี้ยม เอาแต่พูดๆ และพูด ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลไม่ปรากฎ
พอพ้นตำแหน่ง ไม่มีงานทำหนักเข้าไปอีก เพราะไม่ค่อยมีคนเชิญไปพูด โธ่ถัง คนไม่มีผลงานใครเขาจะให้ไปพูด
จะเอาข้อคิด ความเห็นและผลงานอะไรไปแสดง เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับคนอื่น จะไปบอกคนอื่นได้อย่างไรว่า
ประสบความสำเร็จเพราะทำงานหนัก หัวดีหรืออะไร เพราะก็รู้ๆกันอยู่ว่าที่ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ
นั้นไม่ได้มาด้วยทางปกติ อ้างตะพึดตะพือว่าชนะเสียงโหวตในสภา (ทั้งๆที่แพ้เลือกตั้ง)
คงไม่ต้องขุดคุ้ยว่าวิธีการเป็นอย่างไร เพราะคนเขาก็รู้กันทั่วแล้วว่าไอ้ที่ได้นั่งเก้าอี้เพราะ
มีคนอุ้มเข้ามา แล้วมันน่าภูมิใจตรงไหน

เมื่ออยู่ในตำแหน่ง แทนที่จะใช้ความสามารถสร้างผลงานให้คนจดจำ กลับทำไม่ได้ ภาพจำ จึงออกมากลายเป็นนายกฯมือเปื้อนเลือด
เอาเถอะ ความผิดอาจสาวไปไม่ถึง แต่ ก็คงหนีไม่พ้นภาพที่ว่าสมัยเป็นนายกฯ มีการล้อมปราบประชาชน จนมีคนบาดเจ็บล้มตาย
มากมายเกินกว่านายกฯทรราษฎร์คนใดๆในประเทศนี้

อารัมภบทไปไกล ว่าจะเขียนเรื่องหิริโอตัปปะ แปลเป็นไทยง่ายๆว่าความละอายต่อบาป
พระพยอมท่านว่า แค่คนมีความกลัวต่อการทำความชั่ว เกรงกลัวต่อการทำบาป
โลกนี้จะน่าอภิรมย์สักเพียงไหน การตัดสินใครว่าดี ว่าชั่ว ก็ดูได้จากข้อนี้แหละ

หากกล้าพูดในสิ่งที่ไม่จริงโดยไม่ละอาย กล้าทำในสิ่งที่ผิด โดยไม่สำนึกว่าผิด
อย่างนี้แหละที่เรียกว่าขาด"หิริโอตัปปะ" เมื่อขาดสิ่งสำคัญนี้เสีย เราก็จะเห็น
คนหลายๆคนที่เราเคยคิดว่าเป็นคนดี กล้าทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าผิด บาป
แต่กลับไม่สำนึก ไม่มีความละอาย อย่างพื้นๆที่สุด คือการพูดไม่จริง พูดไม่หมด
พูดแค่ครึ่งเดียว การไม่ละอายต่อบาป การที่ไม่รู้ว่าการโกหกนี่แหละ เป็นบาป เลยทำให้
หลายคนพูดความเท็จ เพียงเพื่อจะให้ร้ายฝ่ายตรงกันข้าม กล้าที่จะปั้นเรื่องที่ไม่มีมูลมากล่าวหาผู้อื่น

จึงขอสรุปว่า เพียงแค่เรามี "หิริโอตัปปะ" ประเทศจะน่าอยู่ขึ้นมากมาย
แต่เห็นทีจะเป็นได้แค่ความฝันลมๆแล้งๆ เพราะประเทศนี้มีคนหน้าด้านหน้าทนอยู่เยอะเหลือเกิน
ไม่ต้องไปกังวลกับความละอายต่อบาป ขนาดจับได้ว่าโกหกชัดๆ ยังแถไปได้หน้าด้านๆ
คิดดูแล้วกันว่ามีใครบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

ซื่อสัตย์

จากผลโพลล์ที่ออกมาเมื่อสุดสัปดาห์ ที่ยกว่าเปรมเป็นบุคคลที่ยกเป็นแบบอย่างของคนซื่อสัตย์ได้
เห็นทีต้องมาศึกษาคำว่าซื่อสัตย์ก่อนซะแล้ว

คำว่าซื่อสัตย์ แปลตามพจนานุกรมได้ว่า ซื่อหมายถึง ตรง ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่คดโกง
ส่วนคำว่าซื่อสัตย์ หมายถึงความประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกงและไม่หลอกลวง

เอาแค่คำแปลพื้นฐาน ง่ายๆเข้าใจได้โดยไม่ต้องแปลซ้ำ ทำไมคนตอบโพลล์ถึงไม่เข้าใจ
ทำไมถึงไปยกย่องว่าเปรมเป็นตัวอย่างของคนซื่อสัตย์ ไม่ทราบว่าเขาเหล่านั้นรู้หรือไม่ว่า
เปรมยึดครองบ้านหลวงมานานตั้งแต่เกษียณ วันนี้เขาอายุ90กว่า ป่านนี้ก็30ปีได้แล้ว

บ้านหลวงแปลว่า บ้านที่สร้างไว้ให้ข้าราชการได้อาศัยอยู่ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง
เป็นบ้านประจำตำแหน่ง ไม่ใช่ประจำตัว เมื่อพ้นจากตำแหน่งก็ต้องย้ายออกจากบ้าน
ไปด้วย เพื่อคนที่มาดำรงตำแหน่งใหม่ได้มีบ้านอยู่

บ้านหลวงเป็นสิ่งจำเป็นเพราะบางครั้งคนที่รับตำแหน่ง ไม่ได้มีพื้นเพในที่นั้นๆ เช่นผู้ว่าราชการจังหวัด
เป็นคนต่างถิ่นมาทำงาน รับจึงต้องจัดหาที่พักให้อยู่อาสัย เพื่อการทำงานจะได้สะดวก
จึงกลายเป็นบ้านประจำตำแหน่งไป เมื่อพ้นตำแหน่งจึงต้องคืน บิดพลิ้วไม่ได้

เป็นความเข้าใจขั้นพื้นฐานมากๆ แล้วคนที่พ้นจากตำแหน่งไป แต่ยังไม่ยอมย้ายออก จนทางกองทัพ
ต้องไปสร้างที่พักใหม่ให้คนใหม่อยู่ มันถูกต้องหรือ หรือจะอ้างว่า ใครๆเขาก็ทำกัน
(เห็นนายทหารใหญ่หลายรายก็ยึดครองอย่างนี้) ก็น่าจะเปลี่ยนชื่อเรียกขานบ้านเสียใหม่
อย่าไปเรียกว่าบ้านประจำตำแหน่ง เรียกว่าเป็นโบนัส หากใครได้มากินตำแหน่งนี้ จะได้บ้านฟรีหนึ่งหลัง
แค่นี้ก็หมดปัญหาคาใจชาวบ้าน

แต่ตราบใดที่บ้านสี่เสา ยังเป็นบ้านประจำตำแหน่งของผบ.ทบ. แล้ว ไอ้อดีตผบ.ทบ. มันไม่ย้ายออกมานานนับ30ปี
จะเรียกว่าเป็นคนตรง คนซื่อสัตย์ได้อีกหรือ

ลองคิดดูว่าหากตำแหน่งผบ.ทบ. อยู่กันเฉลี่ยคนละ2ปี ป่านนี้ กองทัพมิต้องสร้างบ้านให้ผบ.ทบ.อยู่
ไปนับ 15หลังแล้วล่ะสิ

เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง ไม่ต้องไปค้นคว้าในเชิงลึกให้ยุ่งยาก เอาแค่ การไม่คืนบ้านหลวง
ก็ยากที่จะทำใจเห็นว่าเป็นคนดีที่ซื่อสัตย์จนเป็นแบบอย่างได้

เกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ เรื่องง่ายๆแค่นี้ ทำไมไม่เข้าใจ ทำไมไม่คิดว่าคนที่ยึดบ้านหลวงเนี่ยนะเป็นคนซื่อสัตย์
หากการตอบโพลล์ เป็นการสะท้อนความจริงส่วนหนึ่ง ได้มีการไปถามจริง ได้มีการตอบจริง ประเทศนี้มีปัญหาแน่ๆ
มีปัญหาในการแยะแยะ ผิด-ถูก ชั่ว-ดี คงไปตรงกับคำว่าที่ เห็นกงจักรเป็นดอกบัวล่ะม้าง

วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

Mission Impossible

ได้แรงบันดาลใจมาจากการไปดูหนังเรื่องที่ชื่อเดียวกับหัวข้อกระทู้แหละค่ะ
ชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นปฏิบัติการที่เป็นไปไม่ได้ อาจเป็นเพราะยากไป อาจเป็นเพราะ
ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ไม่ใช่หรือคะ ปัญหาทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นอยู่ในประเทศเราในขณะนี้
ดูจะสาหัสสากรรจ์ ดูจะยากยิ่งที่จะแก้ไข

ทุกคนรู้ว่าปัญหาคืออะไร ทุกคนอยากจะแก้ไขให้ลุล่วง แต่ก็ยอมรับกันว่ามันยาก
มันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่หากตั้งใจจริง ร่วมมือกันจริง ปัญหาก็น่าจะได้
รับการแก้ไขให้ลุล่วงไปได้

ขอเพียงอย่างเดียว คือความมุ่งมั่น และพยายามทำให้ถึงที่สุด ด้วยความร่วมมือจากทุภาคส่วน
ปัญหาที่ว่ายาก ปัญหาที่ว่าใหญ่ ก็อาจสำเร็จได้ไม่ใช่หรือ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานพรปีใหม่ให้ชาวไทยทุกคน ใช้ความเพียร
ในการแก้ไขปัญหา เราควรน้อมนำเอามาใส่ไว้ในหัว ว่าถึงจะยาก แต่ถ้าพยายาม ก็จะสำเร็จ

แม้จะเป็นMission Impossible ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ไม่ใช่หรือคะ(แอบหัวเราะคริคริ
ก็จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องตลกไป) แต่ก็ขำจริงๆนะคะ

แต่อย่างไรก็เชื่อว่าพวกเราทำได้ ไม่สำเร็จในวันนี้ ก็ต้องสำเร็จในสักวัน อยู่ที่ว่าคุณจะ
รับงานชิ้นที่ว่าหรือไม่ หากไม่สำเร็จ ก็ถือว่าเป็นความผิดพลาดของพวกคุณเองนะคะ ป้าไม่เกี่ยว

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กลอนปีใหม่

ก็เป็นเพียงอีกวันผันมาถึง
เป็นวันซึ่งเปลี่ยนปีมีเสมอ
ผ่านมาแล้วแล้วก็ผ่านต้องพบเจอ
อย่าละเมอว่าใหม่มันไม่จริง

ยังวนเวียนซ้ำซากแม้อยากเปลี่ยน
ยังคงเลี่ยนล้าหลังยังถูกสิง
ผ่านปีใหม่ผ่านไปไม่ประวิง
ด้วยทุกสิ่งคงคงย้ำทำเหมือนเดิม

เมื่อไหร่หนอขอให้ได้ใหม่บ้าง
ให้ทุกอย่างเปลี่ยนไปไม่ต้องเพิ่ม
เพียงเปลี่ยนไปนิดหน่อยค่อยๆเติม
จะได้เริ่มประชาธิปไตยในเมืองเรา

ให้เสรีมีบ้างอย่างที่ฝัน
ให้มีวันอ้าปากได้คงไม่เหงา
ให้มีสิทธิ์คิดได้ค่อยบรรเทา
ให้ใครเขาเข้าใจในต้องการ

ผ่านไปแล้วผ่านไปไม่สมหวัง
ที่เรายังตั้งใจให้สุขศานติ์
ไม่ขอมากหากจะได้ให้ยืนนาน
โปรดเจือจานความเสรีที่รอคอย

ต้องเพียรขอรอไปเท่าไหร่หนอ
ต้องให้รอรอไปใจยังหงอย
เสรีภาพที่จะคิดไม่เลื่อนลอย
เราไม่ถอยที่จะขอรอต่อไป
IdeaIdeaIdea

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2554

สี่แผ่นดิน

เอาว่าจะเล่าเรื่องละครเวที "สี่แผ่นดิน เดอะ มิวสิคัล" ที่กำลังเปิดการแสดงอยู่ ณ ขณะนี้นะคะ

ไม่ได้ชวนไปดู แต่เพราะเรื่องนี้ เป็นกระแสฮือฮาอยู่ในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คมาได้สักพัก

เมื่อเริ่มเปิดการแสดง หลังจากที่ต้องเลื่อนไปเพราะสถานการณ์น้ำท่วม และมีมาโพสท์ กระหน่ำชักชวนกันให้ไปดู
ถึงขนาดมีทวิตเตอร์ ของผู้ว่าฯกทม. ออกมาบอกว่าให้ไปดู โดยเฉพาะแฟนคลับนปช. เท่านั้นแหละเป็นเรื่อง
จนในที่สุด ก็มีการโพสท์ขออภัยว่าทวีตนั้น ไม่ใช่ผู้ว่าฯ ผู้ว่าไม่ได้ไปดู และไม่ได้เชิญชวน โอละพ่อเล็กๆกันไป
ตกลงไปดูจริงหรือไม่ได้ไป ไปแล้วไม่ได้ชวน หรืออะไรก็ตามเถอะ แสดงให้เห็นว่ามีการนำเรื่องละครเพลงนี้
มาจุดกระแสความแตกแยกอีกครั้ง หรือไม่ก็การหาความบันเทิงของผู้บริหารในยามนี้ เป็นสิ่งต้องห้าม
ไม่สมควรทำมั้ง เพราะเห็นกระหน่ำด่ากันเมื่อมีคนเลวโพสต์กล่าวหาว่านายกฯไปดูคอนเสิร์ตยานี
ผู้ว่าฯกทม. เลยกลัวถูกด่า บอกว่าไม่ได้ไปดู เอิ๊กส์
แต่เอาเถอะจะไปดูหรือไม่ได้ไปดูก็แล้วแต่ ป้าได้ไปดูเลยจะนำมาเล่าก็แล้วกัน

หลังจากเห็นกระแสเอามาบอกกล่าวว่าต้องไปดู ดูแล้วจะรัก"ในหลวง"มากยิ่งขึ้น ทำเอาใจเสีย
เพราะบัตรจองล่วงหน้าไว้นานแล้ว เขาเลื่อนเพราะน้ำท่วมก็เอาไปเปลี่ยนรอบกะเขามาเรียบร้อย
พอมาเจอเสียงลือเสียงเล่าอ้างอย่างนี้เลยชักใจเสีย ไม่ใช่ว่ากลัวว่าไปดูแล้วจะรัก"ในหลวง"มากขึ้นหรอกค่ะ อย่าคิดมาก

แต่ใจเสียเพราะงง จำได้ว่าบทประพันธ์ของมรว.คึกฤทธิ์ ปราโมชเรื่องนี้อ่านมานานแล้ว และอ่านหลายรอบ
ละครเวทีที่ธรรมศาสตร์ ก็เคยแสดงเป็นตัวประกอบแล้วด้วยซ้ำ เคยชอบและประทับใจเรื่องนี้มากๆ
แต่เท่าที่นึกออก ก็เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผ่านชีวิตตั้งแต่เยาว์วัยมาจนแก่ตาย โดยผ่านยุคสมัยมาถึง 4 รัชกาล
ตั้งแต่ร.5ถึงวันสุดท้าย ที่แม่พลอยตายเมื่อได้รับข่าวการสวรรณคตของร.8
ก็เท่านั้นเองไม่ใช่หรือ แล้วมาเชิญชวนกันไปดูเพื่อจะได้"รักในหลวง"มากขึ้นได้ไง
นี่มันพ.ศ. ไหนแล้วเนี่ย ร.9มาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ
หรือคนเขียนบทไปแก้ไขยืดเรื่องเอาเอง เลยชักใจไม่ดี เสียความรู้สึก
เลยต้องไปดู ให้รู้จริง (อ้อ ต้องไปดู เพราะเสียดายตังส์ด้วยนั่นแหละ บัตรก็ออกแพง เขาไม่รับคืนเสียด้วย)

ไปดูมาเรียบร้อย เลยมาเขียนเล่าให้ฟังแล้วกัน ว่าทำไมเขาถึงฮือฮากันนัก ไม่ได้ชวนไปดูหรอกค่ะ
เพราะบัตรคงไม่มีแล้ว รอบเมื่อคืนก็เห็นนั่งกันเต็มทุกที่นั่ง

ละครเวทีประเภทเดอะมิวสิคัลนี้ เท่าที่ดู ถกลเกียรติ จัดมาแล้วหลายเรื่อง
ก็ชอบทุกเรื่องล่ะนะคะ เพราะเป็นคนชอบดูละครเวทีมาแต่ไหนแต่ไร
ชอบโปรดักชั่นงานสร้างเขา ทั้งฉาก เครื่องแต่กาย แสงสีเสียง รวมทั้งนักแสดง
ล้วนมากฝีมือ ดูทุกเรื่องก็ประทับใจทุกเรื่อง

"สี่แผ่นดิน" ครั้งนี้ ก็ไม่ได้ดัดแปลง เนื้อเรื่องแต่ประการใดนะคะ ยังคงเป็นเรื่อง
ของแม่พลอยที่มีผัวชื่อ คุณเปรมแบบเดิมแหละค่ะ
แต่อาจเป็นเพราะยุคนี้เป็นยุคของความขาดแคลน ขาดแคลนความรัก
สังคมเริ่มหวั่นไหว ว่า เรารัก"ในหลวง"น้อยไปหรือเปล่า

จะเป็นการจงใจหรือไม่ไม่ทราบ แต่ละครเรื่องนี้ เปิดฉาก โดยเอาแม่พลอยที่แก่แล้ว ออกมาเล่าเรื่องหน้าฉาก
เกริ่นนำว่าที่ปวงชนชาวไทยอยู่ร่มเย็น เจริญรุ่งเรืองมาเพราะบารมี"ในหลวง" เท่านั้นแหละ น้ำหูน้ำตารื้นกันขึ้นมาทีเดียว
โดยคงลืมไปว่า แม่พลอยแกตายไปตั้งแต่ร.8 "ในหลวง"ที่แม่พลอยแกพูดถึงเนี่ยก็น่าจะนับแค่ร.5-ร.8เท่านั่้น
แต่ก็เอาเถอะ คนดู พอได้ยินคำว่า"ในหลวง" น้ำตาคงไหลพรากๆกันแล้ว

เรื่องดำเนินผ่านยุคผ่านสมัยมาเรื่อยๆ เล่าเรื่องความเจริญรุ่งเรืองในสมัยร.5 มีการกล่าวถึง รถไฟม รถราง และไปรษณีย์
ในเนื้อที่ร้อง บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดในรัชสมัยนั้น รวมทั้งการเลิกทาส
พอเปลี่ยนมายุคร.6 ประเทศเราก็ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เอาอย่างฝรั่งกันเต็มที่ ใช้ชีวิตหรูหรา
ฟุ่มเฟือย (เพราะมีแบบอย่าง) แล้วต่อมาถึงร.7 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
มีการนำเอาคำประกาศของคณะราษฎรมาอ่านเล็กน้อยด้วยนะคะ ป้าเกือบเผลอ
ลืมตัวปรบมือเมื่อฟังจบเสียแล้วสิ

ระหว่างนั้น การดำเนินเรื่องก็เป็นไป ตามท้องเรื่อง เพิ่งได้ทราบจากบางท่านในทวิตเตอร์ว่าคุณชายคึกฤทธิ์
ท่านเขียนเรื่องนี้ได้แบบเนียนๆ โดยเอาความคิดของคนแต่ละแบบใสไว้ในตัวละคร
เลยต้องจับตาดูเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมามัวไปโฟกัสที่ตัวแม่พลอย โดยลืมดูลูกๆ
ครั้งนี้ต้องใส่ใจหน่อย และพบว่า ลูกของแม่พลอย ต่างเป็นตัวแทนของคนแต่ละคน
ที่คิดเห็นต่างกันในสังคมนี้

เพียงแต่สมัยท่านคึกฤทธิ์เขียนกะยุคนี้มันต่างกัน แม้ความต่างจะยังคงมีอยู่ และเพิ่มความรุนแรงขึ้น
"อ้น" ลูกคุณเปรมคนแรกที่เกิดจากเด็กในบ้าน อู๋ย อันเนี้ย เป็นไพร่แท้จริง เพราะเกิดจากการผสมพันธุ์ต่างชั้น
ตามหลัก เด็กพวกเนี้ยจะเจียมเนื้อเจียมตัว ตามทัศนคติของคุณชาย เอ่อ แล้วก็ต้องจงรักภักดีมากเป็นพิเศษ

"อั้น" ลูกชายคนโตที่เกิดจากแม่พลอยและคุณเปรมส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก กลับมาพร้อมเมียแหม่ม
และมีความคิดอยากเปลี่ยนแปลงการเมือง ในทัศนคุณชาย ก็อาจจะมาก่อนกาล เลยแพ้ภัยไปในที่สุด

"อ๊อด" ลูกแหง่ของแม่ ไปเรียนเมืองนอกเมืองนามาเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากทำตัวเป็นชาวเกาะ
(เกาะแม่กิน) แม้มันช่างเหมือนลูกท่านหลานเธอโดยทั่วๆไปโดยแท้ ครั้นวันหนึ่งคิดได้ว่าต้องทำงาน
ก็ดั๊นไปเลือกงานยากเกินกำลัง ลงใต้ไปทำเหมือง เลยแพ้ภัยตายไปอีกราย

ส่วนลูกสาวคนเล็ก"ประไพ" ก็แต่งงานไปกะเจ๊กจีน พ่อค้าที่ โดนดูถูกดูหมิ่น(ในสมัยนั้น) เห็นแก่ตัว เห็นแก่เงิน
ซึ่งจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย ก็ยังเป็นความจริงที่ไม่แปรเปลี่ยน

เรื่องก็น่าจะจบลงในตอนที่แม่พลอยตาย จึงจะสมบูรณ์ตามเรื่องเดิม หมดสี่รัชกาลดังชื่อ"สี่แผ่นดิน"
แค่ถกลเกียรติ ก็เสริมต่อไปอีกหน่อย อันคงเป็นเหตุ ทำให้ซาบซึ้ง น้ำตาไหลกัน

โดยส่วนตัว ละครไม่เลวร้าย เพียงแต่อาจมากไปนิด โดยถกลเกียรติ อาจลืมความจริงข้อหนึ่งไปว่า "มากไปย่อมเฝือ" "ยัดเยียดย่อมน่าเบื่อ"
ยุคสมัยเปลี่ยนไป คนเรียนรู้มากขึ้น เข้าใจโลกเข้าใจสัจธรรมมากขึ้นแล้วนะคะ เอ หรือทั้งโรง มีป้าคิดเอาเองอยู่คนเดียว