วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อาทิย์ อุไรรัตน์

ถูกเรียกขานว่าสุภาพบุรุษประชาธิปไตย เพียงเพราะ เปลี่ยนชื่อนายกฯที่ต้องนำถวาย
ในวินาทีสุดท้าย เลยได้นายกฯอานันท์ เข้ามาเป็นแทน สมบูรณ์ ระหง

ดีหรือไม่ไม่ทราบ แต่ช่วงนั้น คนตบมือตีตีน เชียร์ว่าทำถูก ทำดี กันทั้งนั้น
โชคดี ที่ปัจจุบันการเลือกนายกฯต้องทำในสภา ไม่งั้นได้มีการเล่นพิเรนท์อีกแน่ๆ

เมื่อกลายเป็นสุภาพบุรุษประชาธิปไตย แต่ทำผิดธรรมเนียม ก็ต้องมารู้จักแกกันหน่อย
ยิ่งตอนนี้ สุภาพบุรุษของใครไม่รู้ แกขู่ฟ่อดๆว่าจะปิดถนน หากรัฐไม่แก้ไขปัญหาน้ำท่วม
มหาวิทยาลัยของแก

อาทิตย์ อุไรรัตน์ มีชื่ออยู่ในสื่อตลอดเวลาที่ผ่านมา บางครั้งก็จงใจให้ข่าว
บางครั้งก็คงไม่อยากให้เป็นข่าว แต่เผอิญคนเขาสนใจ(เช่นเรื่องของลูกสาว)

อาทิตย์ อุไรรัตน์ ภาพที่ปรากฎ ชัดคือ เป็นนักการเมืองที่แม้จะเคยมีพรรคของตนเอง
แต่ลึกๆก็แอบเชียร์ปชป. อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ซ้ำเคยลงแข่งชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
แมลงสาบด้วย คิดดูแล้วกันว่าเป็นคนหัวใจปชป.หรือไม่

แม้ปัจจุบันจะบอกวางมือจากการเมืองแล้ว แต่ก็มักให้ความเห็นหรือแสดงทัศนวิจารณ์เรื่องการเมืองอยู่บ่อย ๆ
ตามสื่อสารมวลชนโดยเฉพาะทางช่อง ASTVและสื่ออื่นในเครือผู้จัดการ คิดดูแล้วกันว่าคนอย่างนี้
จะเชื่อได้ว่าเป็นคนที่เป็นกลาง ไม่มีอคติต่อรัฐบาลนำโดยท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้อย่างไร

ล่าสุดที่ออกมาขู่ว่า จะปิดถนน แหม วางตัวเป็นนักวิชาการ วางตัวว่าสูงส่ง
มีทัศนคติดีงาม แล้วออกมาขู่ปิดถนนเนี่ย มันไม่ทุเรศไปหน่อยหรือ
จริงอยู่ ปัญหาที่เกิด(น้ำท่วมขัง) ต้องได้รับการเยียวแก้ไข แต่การ
ออกมาขู่ มันดูไม่สวยนะทั่น แล้วมันเผอิญมาตรงกับวาระที่ปชป. ฉายเดี่ยว
กะจะอัดรัฐบาลโดยผ่านคุณประชา พอดิบพอดี

เลยยากที่จะเชื่อว่าทำไปด้วยความเดือดร้อนจริงๆ เพียงแต่รับงานมาทำให้
ดูเหมือนว่ารัฐบาลนี้จัดการอะไรไม่ได้เลย ถ้าหากว่ารัฐบาลเพิกเฉยจริง
ก็ไปอย่าง นี่ก็ทำอยู่ไม่มีวันหยุด หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ป่านนี้ได้ท่วมกัน
ทั่วถึงแล้วแน่ๆ นี่ก็พยายามบริหารจัดการน้ำอยู่ เพราะปัญหามีรอบด้าน อาทิตย์เอง
ก็รู้ ว่าคลองประปาเป็นเรื่องใหญ่ แล้วจะออกมาขู่ทำไม

ภาพความเป็นกลางไม่มี แล้วยิ่งทำเพื่อมหาวิทยาลัยของตน ยิ่งดูไม่สวยใหญ่เลยนะจ๊ะ

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ได้ไม่คุ้มเสีย

จะเรื่องอะไรเสียอีกล่ะคะ ถ้าไม่ใช่เรื่องฮ็อตฮิตติดชาร์ตอยู่ในขณะนี้


ก็ไอ้เจ้าSMS เจ้ากรรม พาเจ้าของเครื่องติดคุกไปเสีย 20 ปี

เรื่องของเรื่องที่ยังคุยกันไม่รู้จบ ในขณะนี้มีหลายหัวข้อ ซึ่งสร้าง
ความมึนงงสงสัยแก่คนได้รับรู้ข่าวสารกันไม่น้อย

เรื่องเทคนิคที่ ตัดสินก็แปลก เนื่องจากจำเลยไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมา
ยืนยันว่าตนอาจไม่ได้เป็นคนส่ง ศาลจึงไม่ยกประโยชน์ให้

แต่ที่มันติดใจจนต้องตื่นมาเขียนคือ ม.112 มีเนื้อหาสั้นมาก ไม่มีรายละเอียด
อื่นใดมากกว่านี้ จึงขึ้นอยู่กับ "ดุลยพินิจ" ของศาลในการตัดสินเท่านั้น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย (1) พระมหากษัตริย์ (2) พระราชินี (3) รัชทายาท
หรือ (4) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”


อันนี้แหละค่ะน่าสนใจ ว่าแค่ไหนอย่างไร เมื่อไม่มีกำหนดไว้ชัดเจน คำตัดสินจึงไปขึ้นกับผู้พิพากษา
ซึ่งท่านก็เป็นคน ที่มีอคติ มีความเชื่อต่างๆกันไป บางท่านอ่อนไหวหน่อย
เห็นแล้วสะเทือนใจมากก็จะเห็นว่าผิดมาก
แต่บางท่านบางคนอาจบอกว่าเอาน่าเรื่องเล็กน้อย ให้อภัยได้ มีเรื่องชวนสงสัย
ที่สามารถจะยกประโยชน์ให้จำเลยได้มากมาย แต่ท่านก็ไม่ทำ ตัดสินเสียเต็มเหนี่ยว
เอาไปข้อความละ 5ปี รวมเบ็ดเสร็จเด็ดขาด 20ปีไม่ลดสักปี

แต่ที่ข้องใจจนนำมาเขียนวันนี้ไม่ใช่เรื่องเทคนิค ไม่ใช่เรื่องข้อกม. แต่เป็นเรื่องความเข้าใจส่วนตัวล้วนๆ

กล่าวคือ คำว่า SMS ซึ่งมีคำเต็มว่า Short Message Service แปลเป็นไทยว่าการส่งข้อความสั้นๆ
เขากำหนดไว้แค่ครั้งละ140ตัว(เท่ากับทวิตเตอร์นะคะ) หากอยากเพ้อมากกว่านี้ ต้องแบ่งส่งเป็นหลายๆข้อความ

แล้วSMS จะส่งไปถึงเฉพาะเบอร์ที่เราเลือก จริงอยู่อาจส่งได้ทีละหลายๆเบอร์แต่ในเคสนี้ เขาส่งไปให้แค่เบอร์เดียว

ต่างจากทวิตเตอร์ที่พิมพ์ทีเดียวมีคนเห็นมากกมาย แล้วแต่จำนวนคนตามเรา แต่บางทีพิมพ์จี๊ดถูกใจ ก็จะมีคนเอาข้อความเราไปทวีตต่อ

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อส่งเป็นSMS คนที่รู้จึงน่าจะมีคนเดียว นอกจากเราจะเอาเครื่องไปโชว์
ดังนั้นคนได้รับ ตามข่าวเป็นเลขานุการนายอภิสิทธิ์ จึงมีคนเดียว

หากข้อความดังกล่าว(ซึ่งก็ไม่เคยมีใครรู้ เพราะเขาไม่เคยบอก) เป็นการกระทำผิด ตามม.112จริง คือดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายจริง ก็น่าจะรู้แค่คนได้รับสารนั้น

หากเป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร หวีดว้ายแล้วกดลบทิ้งแทบไม่ทัน ใช่หรือไม่ อย่างดีคุณก็คงแอบเอาไปให้เพื่อนดู สังเกต :ต้องแอบนะคะ
เพราะต่างก็รู้ดีว่ามันผิดกม.

ก็เมื่อเป็นแค่การส่งไปให้คนเพียงคนเดียว เผอิญมันบ้าจี้ เอาไปฟ้องร้อง ศาลท่านก็ดันคิดไม่เหมือนขาวบ้าน
ท่านคงคิดว่ามันผิดร้ายแรง เลยตัดสินเสียเต็มเหนี่ยว ทีนี้ข่าวก็เลยดังไปทั่วโลก ไอ้ที่จะรู้แค่เพียงคนส่งกะคนรับ
เลยกระจายไปเป็นวงกว้าง ไอ้ที่จะเสนอข่าวเฉยๆ ประเทศเราก็ไม่ได้ดังขนาดนั้น เลยต้องมีการท้าวความ
อธิบายที่มาที่ไปลงไปสักเล็กน้อย ทีนี้เลยดังกันสมใจ เข้ากับคำพังเพยที่ว่า "ได้ไม่คุ้มเสีย" ล่ะค่ะ

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วุฒิภาวะ

คนบางคนแม้จะแก่หรือเรียกอย่างสุภาพว่ามีวัยวุฒิ ก็ไม่ได้หมายความว่า
จะมีวุฒิภาวะ คือแก่แต่เพียงอายุ แต่ความคิดอ่านแต่จิตสำนึกยังบกพร่องอยู่มาก

ด้วยเหตุที่ในขณะนี้ เรากำลังเผชิญกับอุทกภัยครั้งใหญ่หลวง
บ้างก็ว่าในรอบ 50 บ้างก็ว่าอาจถึง 100ปี ที่มีน้ำท่วมใหญ่
เป็นการท่วมที่รุนแรงและกว้างขวาง

เขาว่าวิกฤตน่าจะทำให้เกิดโอกาส โอกาสที่จะได้ร่วมมือร่วมใจกันเพื่อช่วยกันแก้ไข
ช่วยกันเพื่อจะช่วยให้ภัยครั้งนี้ไม่รุนแรง ไปจนแทบไม่มีอะไรเยียวยาได้

น้ำท่วม มองในแง่ดี อย่างน้อยผืนดินก็ยังอยู่แม้จะต้องเสียเงิน
มากมายในการบูรณะ บ้าน โรงงาน ที่ทำกิน แต่เราก็ยังมีผืนดินอยู่
น้ำไม่สามารถพัดพาเอาไปได้ ดีกว่าเสียหายจนไม่เหลืออะไรสักอย่าง
เราต้องมองไปข้างหน้า ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน

จึงเห็นว่ารัฐบาลที่นำโดยพณฯท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่ได้รอจนน้ำลด
ที่จะเร่งฟื้นฟู บูรณะประเทศ โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหลายชุด
เพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประเทศเกิดปัญหา
เช่นนี้ซ้ำขึ้นมาอีก

หนึ่งในคณะกรรมการ จากสามชุดที่ว่า ก็มีคนแก่ ที่แก่แล้วแก่เลย
แก่แล้วด้วยวัย แต่สติปัญญายังด้อยอยู่มาก

จะใครเสียอีกล่ะคะ ถ้าไม่ใช่หนึ่งเดียวที่คนส่วนใหญ่ เมื่อได้ยินชื่อ
แล้วเป็นต้องตะขิดตะขวงใจ และไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ เรื่องที่จะเอาชื่อมาใส่ทำไมหนอ

เพราะหลังจากถูกประกาศชื่อว่าเป็นหนึ่งในคณะทำงาน การให้สัมภาษณ์
ก็โชว์ตัวตนชัดเจน แม้แรกๆจะดูว่าคิดดีพูดดี แต่ก็หลุดออกมาในที่สุดตอนท้าย
คำพูดที่แสดงว่าขาดวุฒิภาวะเป็นอย่างยิ่ง

ถามว่าจะใช้เวลากี่ปีในการฟื้นฟู ผมไม่ทราบ แต่เวลานี้ผมอายุ 72 ปีแล้ว
ผมคงไม่ได้เห็น แต่ถ้าทำเสียแต่วินาทีนี้ ทั้ง 62 ล้านคนรับผิดชอบร่วมกันทำอย่างจริงจัง
ภายใน 5 ปี อาจจะยังพอมีหวัง แต่ถ้ายังทำแยงกันไป ตัดขากันไปอย่างนี้...ยาก
แค่ผมรับการแต่งตั้ง ยังมีทั้งคนโทร.มาเชียร์ โทร.มาตัดพ้อ

ไอ้ประโยคสุดท้ายเนี่ย ไม่พูดก็ได้มั้ง เพราะพูดไปแล้วไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
มันเป็นการตอกย้ำว่าประเทศนี้ผสมผสานรวมกันไม่ได้ มีการแบ่งแยก
เป็นฝักเป็นฝ่ายชัดเจน จริงอยู่มันเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ก็แก่ขนาดนี้แล้วน่ะนะ
คิดไม่เป็นหรือว่าไม่ควรพูด ถึงจะมีคนโทร.ไปจริง แล้วมันเกิดประโยชน์อันใด
ที่ต้องตอกย้ำ ไหนว่าจะมาช่วยชาติ แต่ทำตัวอย่างนี้ พูดอย่างนี้ กลับไปนอนรอ
ความตายที่บ้านดีกว่ามั้ง

วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิธีป้องกันน้ำท่วม?

ระยะนี้ จะเห็นว่ามีการเสนอวิธีการป้องกันน้ำท่วม(กันน้ำไม่ให้เข้าบ้าน)
กันออกมามากมาย ซึ่งก็ดีนะคะ ถ้าทำแล้วสบายใจ ไม่เสียเงินมาก
ก็ลองทำดู อย่างน้อย ก็จะสบายใจว่าได้ทำแล้ว

แต่น้ำท่วมครั้งนี้ ไม่เหมือนครั้งไหนๆ ไม่เหมือนน้ำท่วมที่เกิดจากฝน
ตกหนัก แล้วน้ำระบายไม่ทัน(กทม.เป็นบ่อยๆ) ไม่ใช่น้ำท่วมที่เกิดจาก
น้ำทะเลหนุน แม่น้ำเจ้าพระยา ระดับน้ำสูง ถ้าเป็นอย่างนั้น การยาซิลีโคน
การกั้นกระสอบทราย ก็คงเอาอยู่ น้ำที่จะมาครั้งนี้ เป็นมวลน้ำมหาศาล
เขาว่าก้อนใหญ่มหึมา เป็นน้ำลามทุ่ง (แปลว่าทางบก)ไม่ได้มาทาง
แม่น้ำลำคลอง หรือจากฝน จึงยากที่จะกั้นเอาไว้ได้

ไม่ทราบได้ดูข่าวโรงงานกิ๊ฟฟารีนในนวนครกันหรือเปล่าคะ
ผู้บริหารเขาว่าเป็นโรงงานสุดท้ายที่น้ำเข้าท่วม เขาเล่าว่า
ที่โรงงานก่อกำแพงคอนกรีตหนาอย่างดี สูง2เมตร กั้นไว้รอบตัวอาคาร
จึงเป็นโรงสุดท้ายที่อยู่รอด แต่เมื่อน้ำมาจริงๆ เขาว่า เสียงดังมาจากทางด้านหลัง ตึงๆ (แน้ มีเคาะประตูด้วย)
แล้ว กำแพงคอนกรีต2เมตรก็พังลงมา และน้ำก็ทะลักเข้าทุกทิศทุกทาง
จนเจิ่งนองไปสูงสักสองเมตรกว่า เป็นอันจบกันสำหรับแขกที่ไม่ได้
รับเชิญ แต่ก็มาอยู่ดี

เอาเถอะค่ะ ป้องกันไว้ให้ดีที่สุด แต่ต้องไม่ลืมทำใจไว้ด้วย
น้ำครั้งนี้ มากมายมหาศาล ลองเธอจะผ่านมา กั้นอย่างไรก็เอาไม่อยู่
ปล่อยเธอกลับไปหา พ่อ-แม่เธอในทะเลเถอะค่ะ เธออาจจะผ่านบ้าน
ใครไปบ้าง ก็ต้องยอมๆกันไป อย่าไปดึงดัน ห้ามเธอเลย
เธอเป็น หญิงเจ้าอารมณ์ กั้นเธอมากๆ แป๊บเดียวเธอก็รวม
พลังบุกทะลวง สร้างความเสียหายมากกว่าอีกค่ะ

ด้วยความเคารพจริงๆ วิธีกันน้ำแบบที่เสนอๆกันมา คงใช้ได้ดี
สำหรับกรณีน้ำท่วมขัง เพราะระบายไม่ทัน แต่หากเป็นน้ำลามทุ่ง
เช่นครั้งนี้ เห็นทีจะยาก เพราะน้ำที่มาจะมาจะเร็วและแรง และเยอะมากๆ

สู้เอาเงินที่จะป้องกัน ไปซื้อของกิน น้ำดื่ม เตรียมไว้รับสถานการณ์
จะดีกว่านะคะ ไม่ก็เก็บเอาไว้ซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลดจะดีกว่า
อย่าหาว่ามองโลกในแง่ร้ายเลย หากแต่ มองโลกในความเป็นจริงมากกว่า

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ขอโทษ

เมื่อ"ขอโทษ"โกรธก็หายไปเกือบครึ่ง
ที่เคยตึงเคยข้อง คงต้องหาย
คำขอโทษ ต่อใจโหดโกรธแทบตาย
ก็ยังคลายหายขึ้งพึงทำกัน

เเป็นนายกฯที่อ่อนน้อมยอมขอโทษ
ไม่ต้องโอดว่าไม่ผิดคิดผลักผัน
มีปัญหามาให้แก้อยู่ทุกวัน
แล้วจำนรรจ์คำขอโทษโกรธก็คลาย

คำสั้นๆคำนี้มีอำนาจ
คนขี้ขลาดหวาดระแวงแกล้งทำหาย
ทำดึงดันว่าไม่ผิดไม่คิดอาย
ทำคนตายก็ไม่กล้าเอ่ยวาจา

พระท่านสอนเอาไว้ไม่ผิดพลาด
คนฉลาดต้องรู้จำย้ำหนักหนา
เอ่ยขอโทษ เพื่อให้เขาเอาใจมา
พร้อมอาสาจะช่วยไปด้วยใจ

พูดไม่ยากหากใจไม่กระด้าง
เพราะมันง้างหัวใจไปถึงไหน
เปิดประตู ความช่วยเหลือเพื่อคนไทย
ไม่ฝักใฝ่ไม่ถือหางข้างเขา-เรา

เพียงนายกฯ เอ่ยคำว่าขอโทษ
คนใจโฉดคิดด่าพากันเหงา
ความขึ้งเคลียด เกลียดก็คลายคล้ายบรรเทา
ควรจะเอาใส่ในปากไม่ยากเลย

ผิดหรือไม่ใครก็เห็น เป็นเรื่องแน่
เพียงแต่แค่เอ่ยคำ อย่าทำเฉย
พูดติดปากว่าขอโทษให้คุ้นเคย
มันไม่เชยหรอกหนาป้าวิงวอน

จากข้อคิดคำสอน ของท่านอาจารย์ คะเวสะโก หรือที่รู้จักกันในนามท่านมิสุโอะ
พระญี่ปุ่น ที่พูดไทยคล่อง แต่หนังสือสอนเล่มสั้นๆอ่านง่ายๆ ไว้มากมาย

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่ออคติบังตา

ได้อ่านบทความในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุด เปิดไปเจอคอลัมน์ "โลกทรรศน์" เขียนโดย นายอุกฤษฎ์ ปัทมานันท์
ด้วยคำถามว่า "เสื้อแดงหายไปไหน?" ในบทความได้เขียนออกมาด้วยอคติ อย่างที่สุด เขาตั้งคำถามว่า ในเมื่อเสื้อแดง
อ้างว่า เป็นมวลชนจำนวนมหาศาล จนทำให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง

เขาสงสัยว่า เมื่อเกิดสภาวะน้ำท่วมใหญ่เช่นในครั้งนี้ เสื้อแดงไปทำอะไรกันอยู่ ทำไมไม่เห็นออกมาแสดงศักยภาพ ช่วยเหลือ
อันแสดงให้เห็นว่า ช่างดำมืดทางความคิดเสียจริง จากภาพข่าวทางทีวีเอเชียอัพเดต(ซึ่งเขาแขวะว่าเป็นกระบอกเสียงของเสื้อแดง)
ไม่รู้ว่าเขาได้เคยเปิดดูบ้างไหม เคยรู้บ้างไหมว่า นปช.เองได้ระดมทั้งเงินทองและเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ใส่รถสิบล้อ เดินทางออกไปเป็นคาราวาน
นับสิบคัน เพื่ออกไปให้ความช่วยเหลือ

ไม่นับรวมถึงเสื้อแดงที่กระจายอยู่ตามเครือข่ายโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ไม่ว่า ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค หรือแม้แต่เวปบอร์ดทางการเมือง
ก็ได้ระดมสรรพกำลัง ออกไปช่วยเหลือพี่น้องที่ประสบภัย เพียงแต่สื่อหลัก ไม่ว่าหนังสือพิมพ์ ทีวี ไม่เคยสนใจทำข่าว
ไม่เหมือนช่วงที่ รัฐบาลก่อน ที่สั่งฆ่าประชาชน แล้วยังป้ายสีว่า เสื้อแดง เป็นพวกเผาบ้านเผาเมือง ซึ่งในช่วงนั้นเห็นกระจายข่าว
ใส่ร้ายกันอย่างเต็มที่

เขาแขวะต่อว่า เสื้อแดงคงเกิดขึ้นเพียงเพื่อหวังผลทางการเมือง เพื่อการเลือกตั้งเท่านั้น เมื่อเสร็จสมอารมณ์หมายก็เลิกราไป
มันจะไม่เป็นการอคติมากไปหน่อยหรือ การที่เขาไม่รู้ไม่เห็นข่าวทางสื่อหลัก ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเราชาวเสื้อแดงจะนิ่งเฉย
ต่อมหันตภัยครั้งนี้สักหน่อย มันไม่มืดบอดไปหน่อยหรือ ที่มากล่าวหากันว่า เสื้อแดงนั้นหาได้มีอุดมการณ์ทางประชาธิปไตยแต่อย่างไร
เขาคงลืมไปว่า เสื้อแดงเกิดขึ้นเพราะอะไร เกิดเมื่อไหร่

คนพวกนี้ มีหน้าที่เขียน แต่เมื่อเขียนด้วยอคติ งานเขียนจึงน่ารังเกียจ ที่สำคัญที่สุด ยังไปแขวะคุณทักษิณ ว่าทำไม ไม่ใช้ศักยภาพ
ความเก่ง ความสามมารถ จนเดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อหาทางช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังจากประสบภัยสึนามิ และโรงงานไฟฟ่าพลังปรมาณู
หรือการที่เดินทางไปปาฐกถาการพัฒนาเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาความยากจนให้กับกัมพูชา

นับเป็นข้อที่น่าทุเรศเป็นที่สุด การเขียน โดยที่ทำเหมือนไม่เข้าใจ ทำเหมือนข้อสงสัยธรรมดา ว่าทำไมคุณทักษิณไม่ช่วยเหลือคนไทยบ้าง
โอ้อนาถแท้หนอ เท่าที่ติดตามข่าวคุณทักษิณก็ ไม่ได้นิ่งดูดาย พยายามให้คำชี้แนะ การแก้ปัญหา อยู่มิใช่หรือ แต่พวกคนอย่างคุณไม่ใช่หรือ
ที่รังเกียจรังงอนคุณทักษิณนักหนา คนอย่างพวกคุณไม่ใช่หรือที่ดีใจจนออกนอกหน้าเมื่อคุณทักษิณถูกปฏิวัติ และถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง
จนต้องระเห็จออกไปอยู่ต่างประเทศ คนอย่างพวกคุณไม่ใช่หรือที่ตำหนิติว่าเสมอ เวลาคุณทักษิณจะให้คำแนะนำอะไร

มาถึงเวลานี้ ยังเอามาเขียนแขวะได้อีกว่า คุณทักษิณมัวไปช่วยประเทศอื่น แต่ไม่ช่วยประเทศไทย ขึ้นต้นลงท้าย งานเขียนของคุณก็ไม่ต่างอะไร
จากกระดาษเปื้อหมึก ที่สำคัญเป้นหมึกสีดำที่อุดมไปด้วยอคติ ดวงตามืดมน

จริงอยู่ คุณอาจเถียงว่า คุณเขียนด้วยทัศนคติส่วนตัว เขียนไปตามที่นึก เขียนไปตามที่เห็น ไม่จำเป็นต้องไปถูกจริตกับคนเสื้อแดง
และไม่จำเป็นต้องชื่นชมคุณทักษิณหรือคนเสื้อแดง ก็ตามเถอะ ฉันก็ขอบอกว่า เมื่อฉันอ่านแล้ว ฉันเห็นแต่อติเต็มข้อเขียนของคุณ
และละเลยไม่ได้ที่จะต้องเอาคุณมาสับต่อในเวปบอร์ด เพื่อให้ท่านอื่นๆที่ไม่ได้อ่าน ได้ทราบเรื่อง และเข้ามยำคุณต่อ คงไม่ว่าอะไรนะ

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ใกล้เข้าไปแล้ว

จะมีหนึ่งนารีขี่ม้าขาว ควงคทามุ่งสู่ดาวสร้างความหวัง
ผู้ปกครองจะเป็นหญิงพึงระวัง สายน้ำหลั่งกรากเชี่ยวหวาดเสียวใจ
ศิวิไลซ์จะบังเกิดในสยาม หลังฝนคร้ามลั่นครืนจะยืนได้
จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา
คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา
ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา ยามเมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ

คงมีคนเขียนถึงกลอนบทนี้กันมามากแล้ว บ้างก็ว่าไม่ใช่ของเก่า
บ้างก็ว่าไม่ใช่คำทำนายของท่านฤาษีลิงดำ จะอย่างไรก็ช่างเถอะ

อย่างน้อยความจริงข้อหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่ากลอนนี้อย่างน้อย
ก็แต่งก่อนที่คุณยิ่งลักษณ์ จะชนะการเลือกตั้ง ก่อนที่จะทราบว่า
คุณยิ่งลักษณ์ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ของประเทศไทย

เมื่อคุณยิ่งลักษณ์มาเป็นนายกฯ จึงไปตรงกับคำทำนาย และยิ่งไปสอด
คล้องกับท่อนที่ต่อมา จนคนเอาไปนินทาว่าร้ายว่า หากมีผู้ปกครองเป็นหญิง
จะเกิดปัญหาทางด้านน้ำ อย่างที่เรากำลังประสบอยู่ แต่แน่นอน หลังฝน
ย่อมมีฟ้าใส ใครๆก็รู้ เป้นสัจจธรรมที่ปฏิเสธไม่ได้ ไม่มีทางที่เราจะจม
อยู่ใต้น้ำตลอดไป ไม่มีทางที่ฟ้าจะมืดตลอดไป เมื่อสิ่งเลวร้ายที่สุดผ่านพ้นไป
เรื่องที่จะตามมาต่างหากที่น่าสนใจ

เพราะตามกลอนทำนายต่อว่า "จะเข้าสู่ยุคมหาชนพาไป เปลี่ยนเมืองใหม่ศักราชแห่งประชา"
เอาเพียงแค่นี้ก็คงปลอบประโลมจิตใจให้ชุ่มฉ่ำ อดทนสู้กับอุทกภัยครั้งนี้ได้
เพราะจากนี้อีกไม่นาน ประเทศเราของจะได้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ
อย่างสมบูรณ์แบบเสียที หลังจากหลอกประชาคมโลกมานานนับ60-70ปี
ว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันแปลว่าประชาเป็นใหญ่ แต่บ้านเรา
กลับมีบางคนใหญ่กว่าประชาเสียอีก สามารถล้มล้างเสียงของประชาชน
เข่นฆ่าประชาชนเพียงเพราะไม่เชื่อฟังอีกด้วย

คนชั่วจะถูกปราบราบคาบสิ้น แผ่นดินเดือดสูญหายไร้ปัญหา
ประเทศชาติผ่านวิกฤติด้วยศรัทธา

ส่วนท่อนนี้อ่านแล้วก็เกิดความหวังนะคะ ขอเพียงอย่างเดียวคือต้องมีศรัทธา
จะศรัทธาอะไรเสียอีกละคะ นอกจากศรัทธา และเชื่อมั่นในการปกครองระบอบ
ประชาธิปไตย ศรัทธาว่าเรานี่แหละมีสิทธิ์ที่จะเลือกใครก็ได้ที่เราคิดว่าดี
มีความสามารถที่จะนำพาประเทศชาติผ่านวิกฤต ไปได้ ไม่ต้องร้องขอเทวดา
คนนี่แหละค่ะทำได้ ทำได้ด้วยแรงศรัทธา ร่วมกันสร้างชาติขึ้นมาใหม่ หลังน้ำท่วมใหญ่
ล้างคราบไคลเผด็จการ ล้างสิ่งสกปรกโสมมที่หมักหมมอยู่ทั่วประเทศให้หมดไป
กับน้ำในครั้งนี้

อย่าลืม"หลังฝน ฟ้าจะใส" เพียงแค่เชื่อ ท่านก็จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้
ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ เพื่อจะพบโลกใหม่
โลกที่ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินเสียที