วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ป้าแปะขอเสนอการวิเคราะห์ข่าวโดยทีมการเมืองไทยรัฐ

โพสต์เมื่อ : 2008-12-17 08:28:17 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


เริ่มทวงค่าวินกันแล้ว [17 ธ.ค. 51 - 03:25]

1. นายกิตติศักดิ์ รุ่งธนเกียรติ ส.ส.สุรินทร์ 2. นายคงกฤช หงษ์วิไล ส.ส.ปราจีนบุรี 3. นายชยุต ภุมมะกาญจนะ ส.ส.ปราจีนบุรี 4. นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ส.ส.อุดรธานี 5. นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ส.ส.สกลนคร 6. นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ส.ส.สัดส่วน 7. นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ส.ส.สุรินทร์ 8. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.นครราชสีมา

9. นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น 10. นายประสิทธิ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ส.ส.บุรีรัมย์ 11. นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น 12. นางพัฒนา สังขทรัพย์ ส.ส.เลย 13. นายเพิ่มพูน ทองศรี ส.ส.สัดส่วน 14. นายภิรมย์ พลวิเศษ ส.ส.นครราชสีมา 15. นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ ส.ส.บุรีรัมย์ 16. นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์

17. นายมานะศักดิ์ จันทร์ประสงค์ ส.ส.นนทบุรี 18. นายยรรยง ร่วมพัฒนา ส.ส. สุรินทร์ 19. นายรังสิกร ทิมาตฤกะ ส.ส.บุรีรัมย์ 20. นายเลิศศักดิ์ ทัศนเศรษฐ ส.ส.สุรินทร์ 21. นายวารุจ ศิริวัฒน์ ส.ส.อุตรดิตถ์ 22. นายวิเชียร อุดมศักดิ์ ส.ส.อำนาจเจริญ 23. นายวีระ รักความสุข ส.ส.สัดส่วน 24. นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม 25. นายสนอง เทพอักษรณรงค์ ส.ส.บุรีรัมย์

26. นายสันทัด จีนาภักดิ์ ส.ส.กาญจนบุรี 27. นายสากล ม่วงศิริ ส.ส.กทม. 28. นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ ส.ส.สุรินทร์ 29. นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ส.ส.มหาสารคาม 30. นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ 31. นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ ส.ส.พิษณุโลก 32. นายภูมิศักดิ์ พชรทรัพย์ ส.ส.สัดส่วน

โฉมหน้า "32 กบฏนายใหญ่" ที่ถูกแขวนขึ้นป้ายโดยนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์-ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ หน่วยเช็กขุมกำลังพรรคเพื่อไทย

ชี้เป้าให้ม็อบเสื้อแดง กองเชียร์ "ทักษิณ" จำชื่อ จำหน้าไว้

ถาม ว่า มีผลแค่ไหน เอาเป็นว่า ในอารมณ์ของนักข่าวที่สังเกตบรรยากาศน่าสนใจระหว่างการขานชื่อโหวตนายก รัฐมนตรี อดีต ส.ส.พรรคพลังประชาชนที่หันมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเฉพาะ ส.ส.อีสานหลายคน ลุกขึ้นขานชื่อนายอภิสิทธิ์ สั้นๆเบาๆ

และให้เหตุผลประกอบความจำเป็นเพื่อชาติ

ขณะที่ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยที่สนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก พยายามขานชื่อและนามสกุลของตัวเองอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ประกาศตน ไม่ใช่พวกทรยศนายใหญ่

แต่ ก็ไม่ได้สะทกสะท้าน นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม กลุ่มเพื่อนเนวิน ก็ไม่ได้แข็งขืนกับข้อหาทรยศนายใหญ่แต่อย่างใด พร้อมรับคำพิพากษาจากประชาชน อาจสอบตกในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ยังไงก็เลือกชัวร์ๆ ที่เห็นกองอยู่เบื้องหน้าก่อน

และโดย ข้อมูลร้อนๆ เบื้องหลังที่ถูกปูดออกมาจากฝ่าย "ผู้แพ้" แฉรายการ "โฟนอิน" ของแท้ที่มีผลต่อการพลิกแต้มจัดรัฐบาล มีเสียงของหญิง "เส้นใหญ่" ต่อสายเข้าโทรศัพท์มือถือของ "นักการเมืองใหญ่" เปิดลำโพงสปีกเกอร์ให้ได้ยินทั่วกันในหมู่ทีมจัดรัฐบาล

ต้องให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ

ก่อนที่จะปล่อยตัวเลข 10-15-20 แล้วแต่เงื่อนไขความจำเป็นส่วนบุคคล หรือจะสนใจรถเบนซ์คันงาม แล้วแต่จะเลือกโปรโมชั่น

โดยสปอนเซอร์ใหญ่แถวๆซอยรางน้ำจัดให้

แต่ นั่นก็เป็นแค่การกล่าวหากันลอยๆ ไร้หลักฐานยืนยัน ในอารมณ์ของฝ่ายแพ้กับฝ่ายชนะ ที่ต้องบลัฟกันเป็นควันหลงส่งท้ายเกมการต่อสู้ที่เดิมพันสูง

ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่

แต่สิ่งที่จะพิสูจน์กันต่อไป และไม่มีทางซ่อนวาระแฝงลึกๆไว้ได้

กับ ท่าทีของก๊วน "เพื่อนเนวิน" ที่แถลงเหตุผลกันไว้อย่างสวยหรู ยอมทรยศ "ทักษิณ" เพื่อชาติ ฝืนกลืนเลือดหัก "นายใหญ่" ที่เคารพ เพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมือง

เชียร์ลีดเดอร์ประชาธิปัตย์ตบมือกันเกรียว

แต่ ทันทีที่โหวตเลือกนายกฯเสร็จ ผลงานเข้าเป้า ก็มีการให้ข่าวกับสื่อมวลชนทันทีว่า กลุ่มเพื่อนเนวินจะเดินทางไปยื่นนโยบายให้พรรคประชาธิปัตย์

พร้อมๆกับปล่อยโควตารัฐมนตรี 4-5 เก้าอี้

โดย เน้นเฉพาะเจาะจงไปที่กระทรวงคมนาคม ล็อกทั้งรัฐมนตรีว่าการฯและรัฐมนตรีช่วย โดยไม่สนใจว่าจะถูกโยงไปถึงการตามทวงบิลโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันที่ยังค้างเติ่ง เกี่ยวพันไปถึงคดีดังๆที่
"เสี่ย" นำเข้ารถยนต์หรูโกงลูกค้าหนีเพราะเจ๊ง แผนแบ่งเค้ก รถเมล์เอ็นจีวีถูกดอง แถมด้วยชื่อคุ้นๆของ "เสี่ยโป๋" นายธีรพล นพรัมภา หนึ่งในสี่แก๊งออฟโฟร์ที่เคยเกรียงไกร โผล่มาคั่วเก้าอี้ รมว.คมนาคม

"อภิสิทธิ์" ได้เวลาจ่ายค่าวินแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


ข่าวลือข่าวปล่อยไม่ทราบ เรื่องการเปิดสปี๊กเกอร์โฟน ทราบแต่ว่าคนไทยเขาว่า
" ไม่มีมูลหมาไม่ขี้" เรื่องไม่จริงใหญ่ขนาดนี้ลือกันได้ไงจริงมะ อย่างไรก็ต้องยอมรับล่ะสิว่า เจ๊ยังขายออก เอ หรือว่าเป็นเพราะผลประโยชน์ล้วนๆมากกว่าฮิ!

มีเพลงมาให้กำลังใจค่ะ

โพสต์เมื่อ : 2008-12-16 20:38:24 _ ปิดข้อความ ex-link


ได้ฟังพี่เบิร์ดร้อง เวปคนไทพิทักษ์ประชาธิปไตยเขาเปิด
คิดว่าเหมาะกับการเป็นกำลังใจให้กันและกันนะคะ ลองฟังดู

เธอ..ผู้ไม่แพ้

มีอะไรดีๆมาให้อ่าน เพื่อจรรโลงใจในวันเศร้าหมอง

โพสต์เมื่อ : 2008-12-16 13:01:02 _ ปิดข้อความ ex-link


ยึดติด

โดย
พระไพศาล วิสาโล




สุด .. ได้เลขท้าย ๓ ตัวมาจากหลวงพ่อ เลยแทงไป ๑๕ บาท ปรากฏว่าถูกเผง ได้มา ๖๐๐ บาท เขาดีใจมาก เที่ยวอวดใครต่อใครในหมู่บ้านว่าถูกหวย แต่พอรู้ว่า คอนซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ก็แทงหวย ๓ ตัวถูกเหมือนกัน แต่ได้เงินมากกว่าคือ ๒ , ๐๐๐ บาท เพราะแทงมากกว่า สุดเลยยิ้มไม่ออก หงอยไปทั้งวัน แถมยังโมโหตัวเองที่แทงน้อยไป

ใจ .. ไปเที่ยวไนท์บาซ่า เห็นผ้าพื้นเมืองลายงาม ราคา ๕๐๐ บาท แต่เธอต่อได้ ๓๕๐ บาทจึงคว้าผ้าผืนนั้นกลับโรงแรมด้วยความดีใจ แต่พอรู้ว่าไก่เพื่อนร่วมห้องก็ซื้อผ้าแบบเดียวกันมา แต่ได้ราคาถูกกว่า คือ ๓๐๐ บาท ใจก็หุบยิ้มทันที ไม่รู้สึกโปรดปรานผ้าของตนอีกต่อไป

แม้เราจะมี " โชค " หรือได้ของดีที่ถูกใจ
แต่หากไปเปรียบเทียบกับของคนอื่นเมื่อใด
สุขก็อาจกลายเป็นทุกข์ทันที หากรู้ว่าคนอื่นได้มากกว่า ได้ของดีกว่า
หรือได้ของที่ถูกกว่า ส่วนของดีที่เราได้มากลับด้อยคุณค่าไปถนัดใจ

บางครั้งอาจทำให้เราทุกข์กว่าตอนที่ยังไม่ได้ของนั้นมาด้วยซ้ำ
ที่จริงไม่ต้องไปเทียบกับของคนอื่นก็ได้
เพียงแค่เห็นของรุ่นใหม่วางขายหรือโฆษณาตามสื่อต่างๆ
ก็เกิดความไม่พอใจในของเดิมที่มีอยู่ทันที
ทั้งๆ ที่มันก็ยังใช้ได้ดี ไม่มีปัญหาอะไรรบกวนใจ
ยกเว้นข้อเดียวคือ มันสู้ของใหม่ที่วางขายไม่ได้
ทั้งๆ ที่มีของดีอยู่กับตัว แต่คนเราแทนที่จะพอใจกลับรู้สึกเป็นทุกข์
เพียงเพราะใจไปจดจ่ออยู่กับสิ่งดีกว่า (หรือมากกว่า) ที่ตัวเองยังไม่มี

แต่เมื่อใดก็ตามที่ของชิ้นนั้นเกิดมีอันเป็นไป
เช่นทำตกหล่นหรือถูกขโมยไป เราก็จะกลับมาเห็นคุณค่าของมัน
และนึกเสียใจที่เสียมันไป จะกินจะนอนก็ยังนึกถึงมันด้วยความเสียดาย
ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใน กรณีที่เป็นสิ่งของเท่านั้น
แต่ยังเกิดกับกรณีที่เป็นคนด้วย เช่น คนรัก หรือแม้แต่พ่อแม่และลูก

ผู้คนจำนวนมากไม่เห็นคุณค่าหรือมีความสุขกับคนใกล้ชิด
เพราะไปนึกเปรียบเทียบคนอื่นว่าเขามีพ่อแม่ คนรัก หรือลูกที่ดีกว่าเรา
แต่วันใดที่เราเสียเขาไป เราถึงจะกลับมาเห็นคุณค่าของเขา
และเศร้าโศกเสียใจจนถึงกับกินไม่ได้นอนไม่หลับเลยทีเดียว
เฝ้าหวนคำนึงถึงวันคืนเก่าๆ ที่เขาเคยอยู่กับเรา

คนเรามักทุกข์เพราะจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ยังไม่มี หรืออาลัยในสิ่งที่สูญเสียไป
พูดให้ครอบคลุมกว่านั้นก็คือ
ทุกข์เพราะใจยังติดยึดอยู่กับอนาคตและอดีต
อนาคตและอดีตที่ว่ามิได้หมายถึง
สิ่งดีๆ ที่ยังไม่มีหรือที่เสียไปเท่านั้น
แต่ยังรวมถึงสิ่งไม่พึงปรารถนาที่ (คาดว่า) รออยู่ข้างหน้า
เช่นอุปสรรค และสิ่งไม่พึงปรารถนาที่พานพบ คำต่อว่า หรือการกระทำที่น่ารังเกียจ

คำตำหนิติเตียนไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน แต่ก็ทำอะไรเราไม่ได้
หากเราไม่เก็บเอาคิดซ้ำคิดซาก คำพูดเหล่านั้นผ่านพ้นไปนานแล้ว
แต่ที่ยังบาดใจเราอยู่ก็เพราะเราไม่ยอมปล่อยวางมันต่างหาก
ยิ่งคิดคำนึงถึงมันมากเท่าไรก็ยิ่งซ้ำเติมตัวเองมากเท่านั้น

การเอาเปรียบ กลั่นแกล้ง ทรยศ หักหลัง ก็เช่นกัน
แม้เป็นอดีตไปนานแล้ว แต่เราก็ยังทุกข์อยู่กับเหตุการณ์ดังกล่าว
ไม่ใช่เพราะเขายังทำเช่นนั้นกับเราอยู่
แต่เป็นเพราะเราชอบย้อนภาพอดีต
กลับมาฉายซ้ำในใจอย่างไม่ยอมเลิกรา
ย้อนแต่ละทีก็เหมือนกับกรีดแผลลงไปที่ใจ
หยุดย้อนอดีตเมื่อใดใจก็หายเจ็บเมื่อนั้น

อดีตเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ส่วนอนาคตยังมาไม่ถึง
แต่จะมาถึงหรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้
แต่บ่อยครั้งเรากลับยึดมั่นสำคัญหมายอย่างเป็นจริงเป็นจัง
ว่ามันจะต้องเกิด ขึ้นแน่ เท่านั้นยังไม่พอถ้าเป็นเรื่องแง่ลบด้วยแล้ว
เรามักจะวาดภาพไปในทางเลวร้าย
แล้วก็ยึดมันเอาไว้ไม่ให้คลาดไปจากใจ ทั้งๆ ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์

ชายผู้หนึ่งเดินขึ้นตึกไปหาหมอ เพื่อฟังผลตรวจโรค
พอหมอบอกว่า พบก้อนมะเร็งระยะที่สองในปอดของเขา
เขาก็ถึงกับทรุด เข่าอ่อนเดินไม่ได้ กลับถึงบ้านก็กินไม่ได้
นอนไม่หลับ ซึมไปเป็นเดือน

ส่วนหญิงผู้หนึ่ง ป่วยกระเสาะกระแสอยู่นานหลายสัปดาห์
แล้ววันหนึ่งหมอก็บอกว่า เธอเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายที่ตับ
จะอยู่ได้ไม่เกิน ๓ เดือน ปรากฏว่าผ่านไปแค่ ๑๒ วัน เธอก็สิ้นใจ
ทั้งสองกรณีไม่ได้ทรุดฮวบเพราะโรคมะเร็งเล่นงาน
แต่เป็นเพราะใจเสีย ทันทีที่ได้ยินข่าวร้าย
ใจก็นึกภาพอนาคตของตัวเองไปในทางเลวร้าย
ยิ่งผู้ป่วยรายที่สองด้วยแล้ว
เธอนึกไปถึงวันตายของตัวเองเลยทีเดียว
แถมยังปรุงแต่งไปในทางที่มืดมน
เท่านั้นไม่พอเธอยังหมกมุ่นกับภาพดังกล่าวไม่หยุดหย่อน
ทั้งๆ ที่มันยังไม่เกิดขึ้น ผลก็คือถูกความทุกข์ท่วมทับจนมิอาจทานทนต่อไปได้

บ่อยครั้งเราเป็นทุกข์เพราะเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
เช่น การสอบไม่ติดหรือตกงาน
โดยตัวมันเองไม่ก่อปัญหาแก่เรา มากเท่ากับใจที่ปรุงแต่งไปล่วงหน้า
ว่านับแต่นี้ไปชีวิตจะลำบากยากแค้นเพียงใด แล้วจะอยู่ดูโลกนี้ต่อไปได้อย่างไร
แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจพบว่าที่แท้เราตีตนก่อนไข้ไปเอง
เพราะปัญหาต่างๆ ที่ตามมาไม่ได้หนักหนาสาหัสอย่างที่คิด
สามารถแก้ไขให้ลุล่วงไปได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้ปรุงแต่งเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึงเท่านั้น
กับสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า บางครั้งเราก็ปรุงแต่งให้เลวร้ายเกินจริง
เช่น อยู่รีสอร์ตคนเดียวกลางดึก ได้ยินเสียงผิดปกติ
ก็ปรุงแต่งไปทันทีว่าถูกผีหลอก หรือไม่ก็มีคนจะมาทำร้าย
เห็นคู่รักกำลังคุยอย่างสนิทสนมกับชายหนุ่มในร้านอาหาร
ก็คิดไปทันทีว่า เธอกำลังนอกใจ

การคิดปรุงแต่งที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงนั้น
เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แต่เมื่อใดที่เราหลงยึดว่ามันเป็นเรื่องจริง
เราก็กำลังก่อทุกข์ให้กับตัวเอง
แถมยังสามารถสร้างปัญหาให้แก่คนอื่นได้ด้วย

วัยรุ่นนั่งกินอาหารอยู่หน้าร้าน เผอิญขี้นกหล่นใส่หัว
แต่เขากลับคิดว่าเจ้าของร้านถ่มน้ำลายใส่หัว
จึงทะเลาะกับเจ้าของร้านอย่างรุนแรง
สักพักก็ออกจากร้านแล้วกลับมาพร้อมกับพวกอีกหลายคน
ควักปืนออกมายิงกราด
ถูกภรรยาเจ้าของร้านซึ่งกำลังท้อง ๕ เดือนตายคาที่
กลายเป็นฆาตกรที่ถูกตำรวจหมายหัวทันที

การยึดติดสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเอง
เป็นที่มาอีกประการหนึ่งของความทุกข์
ทีแรกเราเป็นฝ่ายปรุงแต่งมันขึ้นมา
แต่เผลอเมื่อใดมันก็กลับมาเป็นนายเรา
สามารถผลักใจของเราไปสู่ความทุกข์
และชักนำชีวิตของเราไปในทางเสื่อมได้ง่ายๆ

กี่ครั้งกี่หนที่เราทำร้ายตัวเองและทำร้ายซึ่งกันและกัน
เพียงเพราะหลงเชื่อ ความคิดที่เราปรุงแต่งขึ้นมา
พูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นมาเอง
แต่เป็นความจริงแท้ๆ จะไม่ก่อปัญหา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่สร้างความทุกข์แก่เรา
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ อยู่ในขณะนี้
เช่น รถเสีย เงินไม่พอใช้ ทะเลาะกับคนรัก ลูกคบเพื่อนไม่ดี งานไม่ก้าวหน้า
แต่ถ้าเรามัวแต่นึกถึงเรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะทำอะไร ก็กวาดเอาปัญหาต่างๆ มาครุ่นคิดด้วย
ทั้งๆ ที่ไม่เกี่ยวกันเลย เช่น กำลังทำงานอยู่
ก็ไปกังวลถึงรถ ถึงลูก ถึงพ่อแม่ แล้วยังห่วงคู่รักอีก
อย่างนี้แล้วจะไม่ทุกข์ได้อย่างไร

ปัญหาเป็นเรื่องที่ต้องแก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
แต่เมื่อใดที่เรากวาดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมจิตใจ
ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลา (หรือไม่ใช่เวลา) ที่จะแก้ไข
ก็เตรียมตัวกลุ้มได้เลย นี้เป็นการยึดติดอีกแบบหนึ่ง

อันที่จริงแม้มีปัญหาแค่เรื่องเดียว
แต่ถ้าหมกมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลา ก็ทำให้คลั่งได้
ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเล็กแต่ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ง่ายๆ
เช่น หมกมุ่นกับสิวไม่กี่เม็ดบนใบหน้าวันแล้ววันเล่า
ก็อาจทำให้เจ็บป่วยหรือถึงกับทำร้ายตัวเองได้

การยึดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมใจ
บางครั้งก็ไปไกลถึงขนาดไปกวาดเอาปัญหาของคนอื่น
มาเป็นของเราเสียเอง เช่น เพื่อนมาปรึกษาปัญหาชีวิต
ก็เลยเอาปัญหาของเขามาเป็นของตนด้วย
จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

เท่านั้นยังไม่พอบางคนถึงกับแบกปัญหาของประเทศมาไว้กับตัว
เลยเป็นเดือนเป็นแค้นกับสถานการณ์บ้านเมือง
ทะเลาะกับใครไปทั่วที่คิดต่างจากตน
สุดท้ายก็เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาบ้านเมืองไป

การยึดติดที่ลึกไป กว่านั้นคือ การยึดติดในตัวตน
สาเหตุที่เราทะเลาะกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา
ก็เพราะเรายึดติดในความคิดของเรา

ความสำคัญมั่นหมายว่านี้เป็น " ความคิดของฉัน "
สะท้อนถึงความยึดติดในตัวตน
หรือที่ท่านพุทธทาสเรียกว่า ยึดติดใน " ตัวกู ของกู "

นอกจากความคิดแล้ว เรายังยึดติดสิ่งต่างๆ อีกมากมายว่า
เป็นตัวฉันของฉัน อาทิ สิ่งของ บุคคล ชุมชน ประเทศ ศาสนา
มีอะไรมากระทบกับสิ่งนั้น ก็เท่ากับว่ากระทบ" ตัวฉัน "
ด่าว่ารถของฉัน ก็เท่ากับด่าฉันด้วย
วิจารณ์ศาสนาของฉันก็เท่ากับวิจารณ์ฉันด้วย

เป็นเพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งของสูญหาย คนรักจากไป
เราจึงอดหวนนึกถึงไม่ได้ เพราะใจยังยึดว่าเป็นของฉันอยู่
จึงยังมีเยื่อใยที่ดึงให้ใจย้อนระลึกถึงอยู่เสมอ
เวลาให้ของแก่ใครไป ความยึดติดในของชิ้นนั้นก็ยังมีอยู่
จึงเฝ้าดูว่าเขาจะใช้ของชิ้นนั้นหรือไม่
ถ้าไม่ใช้ก็รู้สึกเป็นทุกข์ที่เขาไม่ได้ใช้ของ " ของฉัน "
ญาติโยมหลายคนจึงไม่สบายใจที่พระไม่ได้ฉันอาหารที่ตนถวาย

ยึดติดในตัว ตนอีกอย่างคือการยึดมั่นสำคัญหมายว่า
ฉันเก่ง ฉันหล่อ ฉันเป็นส.ส. ฯลฯ ไปไหนก็อดตัวพองไม่ได้
อยากแสดงบารมีให้ใครรู้ว่า " นี่กูนะ "
อยู่ที่ใดก็ต้องการให้คนชื่นชม สรรเสริญ เคารพ นบไหว้
แต่ถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติดังกล่าว ก็จะโมโหขุ่นเคือง
จนอาจคำรามว่า " รู้ไหมว่ากูเป็นใคร ?"
ยิ่งเจอคำวิจารณ์ด้วยแล้ว ยิ่งทนไม่ได้เข้าไปใหญ่

การ ยึดติดใน " ตัวกู ของกู หรือนี่กูนะ " เป็นรากเหง้าแห่งความทุกข์ นานัปการ
นำไปสู่การกระทบกระทั่งขัดแย้งและทำร้ายกัน
ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความเครียดบีบคั้นภายใน
เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา
ใช่แต่เท่านั้น แม้ได้สิ่งที่พึงปรารถนา
ก็ยังทุกข์เพราะได้ไม่สมใจ หรือทุกข์ที่คนอื่นได้มากกว่า

ที่น่าแปลกก็คือเราไม่ได้ยึดเอาแค่สิ่งดีๆ ที่ถูกใจ
ว่าเป็นตัวกูของกูเท่านั้น สิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกใจ
เราก็ยังยึดเป็นตัวกูของกูอีกเช่นกัน
เช่น ความเจ็บปวด เมื่อเกิดกับกาย
แทนที่จะเห็นว่า กายปวดเท่านั้น กลับไปยึดเอาว่า " ฉันปวด "
ความปวดเป็นของฉัน

เมื่อความโกรธเกิดขึ้นกับใจ
ก็ยึดมั่นสำคัญหมายว่า " ฉันโกรธ " ความโกรธเป็นของฉัน
ความยึดมั่นดังกล่าวรุนแรงชนิดที่ใจไม่ยอมไปไหน
มัวจดจ่อวนเวียนอยู่กับความปวดหรือความโกรธนั้นๆ อย่างเดียว
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเผลอของใจ
รู้ทั้งรู้ว่ายึดแล้วทุกข์แต่ก็ยังยึดเพราะขาดสติ
ถ้าใจมีสติ ก็จะไม่เผลอยึดต่อไป

ความปวดความโกรธยังมีอยู่ก็จริง แต่คราวนี้มันทำอะไรจิตใจไม่ได้
เพราะใจไม่โดดเข้าไปให้ความปวดความโกรธเผาลน
เหมือนกองไฟที่ยังลุกไหม้อยู่
แต่ตราบใดที่เราไม่โดดเข้าไปในกองไฟ
หากถอยออกมาห่างๆ เป็นแค่ผู้สังเกตเฉยๆ ไฟก็ทำอะไรเราไม่ได้

สติช่วยให้ใจแยกออกมาอยู่ห่างๆ
จากความเจ็บปวดและอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
กลายเป็น " ผู้ดู " มิใช่ " ผู้ปวด " หรือ " ผู้โกรธ "
จากความยึดติดกลายเป็นการปล่อยวาง

การปล่อยวางดังกล่าว
คือ หัวใจของการเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งหลาย
เพราะกล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว
ความทุกข์ทั้งมวลเกิดจากความยึดติด
ยึดติดอดีตกับอนาคต ยึดติดสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นเอง
ยึดติดปัญหาต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
รวมทั้งยึดเอาปัญหาต่างๆ มาเป็นของตน
ที่สำคัญคือ การยึดติดในตัวตน
เมื่อใดที่ปล่อยวางจากความยึดติดดังกล่าวได้
ความทุกข์ก็ไม่อาจทำอะไรเราได้อีกต่อไป

สติช่วยให้เรารู้ตัวเมื่อเผลอไปอาลัยอาวรณ์ในอดีต หรือวิตกกังวลกับอนาคต
พาจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบันเมื่อรู้ตัวว่า
เผลอไปจมอยู่กับเหตุร้ายที่ผ่านไปแล้ว
คอยทักท้วงใจไม่ให้หลงเชื่อความคิดปรุงแต่ง
เพราะตระหนักว่า ความจริงอาจไม่เป็นอย่างที่คิด
ในยามที่เผลอกวาดเอาปัญหาต่างๆ มาทับถมใจจนหนักอึ้ง

สติช่วยให้เราแก้ปัญหาเป็นเปลาะๆ เป็นเรื่องๆ
ไม่เอาปัญหาใดมาครุ่นคิดหากยังไม่ถึงเวลา (หรือไม่ใช่เวลา) ที่จะแก้
เวลาพักผ่อน ก็พักผ่อนเต็มที่
เมื่อถึงเวลาแก้ปัญหา ก็ใช้ปัญญาอย่างเต็มที่
ไม่มามัวตีโพยตีพาย หรือน้อยเนื้อต่ำใจว่า " ทำไมถึงต้องเป็นฉัน ?"

ความทุกข์นั้นไม่ได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา
แต่อยู่ที่ว่าเรามีท่าทีหรือรู้สึกอย่างไรกับมันต่างหาก

แม้ปัญหาจะหนัก แต่ถ้าเริ่มต้นจากการยอมรับมันว่า
เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว
ไม่ปฏิเสธผลักไสมันหรือก่นด่าชะตากรรม
ตั้งสติให้ได้แล้วหาทางแก้ไขมัน
แต่ขณะที่มันยังไม่หายไปไหน ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน

ไม่หวนนึกถึงอดีตอันผาสุก หรือปรุงแต่งอนาคตไปในทางเลวร้าย
ขณะเดียวกันก็ไม่หมกมุ่นอยู่กับปัญหา
หากปล่อยวางมันบ้าง ความสุขก็หาได้ไม่ยาก

นายทหารผู้หนึ่งไปเฝ้าสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ในฐานที่ทรงเคยเป็นอุปัชฌาย์ของตนมาก่อน
พอไปถึงประโยคแรกที่กราบทูลก็คือ " หนักครับ ช่วงนี้แย่มากเลยครับ "
ว่าแล้วเขาก็ทูลเล่าปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาในชีวิต

สมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงฟังอยู่นาน
แทนที่จะตรัสแนะนำหรือปลอบใจ
พระองค์กลับรับสั่งให้เขานั่งคุกเข่า ยื่นมือสองข้าง
แล้วพระองค์ก็เอากระดาษแผ่นหนึ่งวางบนฝ่ามือของเขา
" นั่งอยู่นี่แหละ อย่าไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา "

รับสั่งเสร็จพระองค์ก็เสด็จเข้าไปในตำหนัก
นายทหารนั่งในท่านั้นอยู่นาน จาก ๑๐ นาทีเป็น ๒๐ นาที
สมเด็จพระสังฆราชก็ยังไม่เสด็จออกมา
เขาเริ่มเหนื่อย มือและขาเริ่มสั่น กระดาษชิ้นเล็กๆ หนักขึ้นเรื่อยๆ
จนประคองแทบไม่ไหว พอสมเด็จพระสังฆราชเจ้าเสด็จกลับมา
ก็ทรงถามว่า " เป็นไง ?"

คำตอบของเขาคือ " หนักครับ พระเดชพระคุณ เมื่อยจนจะทนไม่ไหว "
" อ้าว ทำไมไม่วางมันลงเสียละ ?"
สมเด็จรับสั่ง " ก็ไปยอมให้มันอยู่อย่างนั้น มันก็หนักอยู่ยังงั้นนะซี
มันจะเป็นอื่นไปได้ยังไง "

กระดาษที่เบาหวิว แต่หากถือไว้นานๆ
ไม่ยอมปล่อย ก็กลายเป็นของหนักไปได้
แต่ปัญหาถึงจะใหญ่โตเพียงใด
ถ้าไม่ยึดถือเอาไว้ ก็ไม่ทำให้เราทุกข์ได้

ใช่หรือไม่ว่าหินก้อนใหญ่จะกลายเป็นของหนัก
และสร้างทุกข์ให้แก่เราก็ต่อ เมื่อเราแบกมันเอาไว้เท่านั้น
เมื่อมีสติรักษาใจ รู้เท่าทันความคิด ไม่เผลอยึดติดจนจิตหนักอึ้ง
แม้งานจะยาก อุปสรรคจะเยอะ ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้
คัดลอกจาก...ยึดติด [สารคดี กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑]
โดย พระไพศาล วิสาโล

ประเทศนี้มันแปลกพิลึก

โพสต์เมื่อ : 2008-12-16 11:07:06 _ ปิดข้อความ ex-link


ไปเที่ยวมา เกือบสิบวัน กลับมา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ก่อนออกไป มีผู้ก่อการร้าย ยึดสนามบินทั้งสองแห่ง
วันดีคืนร้าย กลัวเขาเอาเรื่องจากต่างประเทศ ถวายคืนเสียเฉยๆ

แต่แปลกพิลึก ไม่ยักจะมีการดำเนินคดีใดๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ชีวิตก็ดำเนินไป ไอ้พรรคที่สนับสนุนผู้ก่อการร้าย มิหนำซ้ำยังฉกชิง
วิ่งราวความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาลไปเสียเฉยๆ ก็ได้รับการโหวต
ให้เป็นนายกฯ อย่างไม่อับอาย ไม่รู้เตรียมคำตอบไว้ตอบนักข่าวต่างประเทศ
ในวันขึ้นรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้วหรือยัง เงินที่ใช้ไปทั้งหมด
คงซื้อได้แต่เสียงและสื่อในประเทศ

แสดงให้เห็นว่าเงินมันไม่ได้ใหญ่พอที่จะซื้อได้ทั้งโลก
ไม่งั้นข่าวคราวจากต่างประเทศคงไม่ระงม จนต้องประท้วงกันให้วุ่น
อะไรในประเทศนี้ที่เกิดขึ้น ก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ แต่ไม่เป็นไร ถ้าคิดว่า
คนในประเทศมันก็แค่ควายทาส ที่บอกอะไรมันก็เชื่อ แม้ไม่เชื่อ มันก็ไม่กล้าพูด
ดีออกจะตาย กวาดฝุ่นกลบไว้ใต้พรม วันดีคืนร้าย ลมพัดมาทีฝุ่นมันก็ฟุ้ง
เขารู้เขาเห็นกันทั้งโลก แต่คนไทยทำเป็นคนหูหนวกตาบอด

อยากทำอะไรก็ทำ ยิงคนเห็นๆ ทั้งภาพก็มีชัดเจน จนป่านนี้ยังไม่มีหมายจับ
ยึดสนามบินเสียหายไปเป็นแสนล้านไม่เป็นไร ถือว่าเป็นค่าปฎิกรณ์สงคราม
ที่ประเทศแพ้สงครามต้องจ่าย

"ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็นเย็นย่ำกรำไป
ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย" น่าเสียดายที่คนที่บอกว่าเป็นคนไทยด้วยกันเอง
กลับทำกันเสียได้ เหมือนไม่ใช่ไทยด้วยกัน

ประเทศนี้แปลกประหลาดจริงๆ บางพวกบางเหล่าทำอะไรไม่เคยผิด มันอึดอัด
คับข้องใจจริงๆ อับอายชาวโลกเขาเป็นที่ยิ่ง

ป้าแปะกลับมาทำหน้าที่แล้วนะคะ

โพสต์เมื่อ : 2008-12-16 10:25:43 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


ประเดิมด้วยนี่เลย ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ

ฝันเป็นจริงก่อนฝันร้าย [16 ธ.ค. 51 - 02:45]

235 ต่อ 198 ม้วนเดียวขาดลอย

ที่สุด "เดอะมาร์ค" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถึงฝั่งฝันในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทย

ด้วยวิธีโหวตเสียงในสภาฯ ไม่ใช่มาตรา 7

ก่อนอื่นเลยคงไม่กล้าปฏิเสธกันซะทีเดียวว่า คิวนี้ไม่ใช่ได้มาเพราะชื่อชั้น "อภิสิทธิ์" หรือกระแสของพรรคประชาธิปัตย์

แต่มาเพราะสถานการณ์เอื้ออำนวย

และ เบื้องหลังความสำเร็จจริงๆก็อยู่ที่การคุมเกมของ "ทีมจัดรัฐบาลมืออาชีพ" ระดับ "พินิจ จารุสมบัติ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" ที่แพ็กกันแน่นกับ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-สมศักดิ์ เทพสุทิน" แตะมือกับรุ่นเก๋า "บรรหาร ศิลปอาชา-พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์" ประคองเสียงแตกค่าย "เนวิน ชิดชอบ-สรอรรถ กลิ่นประทุม" ต่อสายกับมือประสานข้ามขั้ว "สุเทพ เทือกสุบรรณ"

เช็กตัวเลขกันแบบวันต่อวัน

ประสานทางลึก จับมือมัดข้าวต้มกันแน่น

ท่าม กลางสารพัดเกมบนดิน ใต้ดิน ที่งัดออกมาบี้กันมันหยด ชนิดนาทีต่อนาที ถึงขั้นต้องล็อกลูกทีมไปเก็บตัวกันที่เซฟเฮาส์ สู้กับเกมดูดกลับ ดักอุ้มกันที่สนามบิน เจาะแซะกันเป็นรายตัว แม้แต่เกม "แทงลม" เสนอตัวเลขหลัก 50 ล้านบาท ล่อให้ ส.ส.เปลี่ยนใจ

ป่วนหน้าตักของทีมงานจัดรัฐบาล

จนกระทั่งนาทีสุดท้ายยังต้องล็อกตัวผู้แทนฯในสังกัดขึ้นรถตู้คันเดียวกันมาโหวตที่สภาฯเพื่อประกันความมั่นใจว่าไม่มีคิวแหกโผ

สรุปว่า "เงิน" ไม่ใช่ปัจจัยพลิกผัน และ "ทหาร" ก็แค่เงื่อนไขกระตุ้น

แต่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ "สัจจะ" ของนักเลือกตั้งระดับ "บรรหาร-พินิจ-ปรีชา-สุวัจน์-สมศักดิ์-ไพโรจน์" ที่ให้สัญญาลูกผู้ชายกันไว้ไปไหนไปด้วยกัน ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยปล่อยชื่อของ "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หรือนายสันติ พร้อมพัฒน์ ออกมาเป็นแคนดิเดตนายกฯแถวสาม

กลายเป็นแรงเหวี่ยงอย่างแรงที่ก่อให้เกิดสวิงขั้ว

สุด ท้ายถึงจะพลิกเกมชูชื่อคนกลางอย่าง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ขึ้นมาเป็นนายกฯเพื่อชาติ ก็ไม่ทันกาล "นายใหญ่" แซะยังไงทีมจัดรัฐบาลมืออาชีพก็ไม่กล้ากลับคำ

ต้องรักษาเครดิตไว้เผื่ออนาคตภายหน้า

สรุปว่า โอกาสเอื้ออำนวย โชควาสนามาถึงคิวของ "อภิสิทธิ์" ซะที

แต่มันก็เสี่ยงกับ "จุดเริ่มที่นำไปสู่จุดจบ"

โดยสัญญาณร้อนๆตั้งแต่นาทีแรกที่รู้ผลอย่างไม่เป็นทางการว่านายกฯคนใหม่ชื่อ "อภิสิทธิ์" ม็อบเสื้อแดงอาละวาดปิดล้อมทางเข้าออกรัฐสภา

กดดันให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ก็ เตรียมตัวเตรียมใจล่วงหน้าได้ "อภิสิทธิ์" ในฐานะนายกรัฐมนตรีเดินทางลงพื้นที่ภาคอีสานกับภาคเหนือ จะต้องโดนไม่ต่างอะไรกับที่อดีตนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดนล้อมกรอบที่ปักษ์ใต้ และเจอรองเท้าบินที่กรุงเทพฯ

และก่อนอื่นเลย ในสถานการณ์เสียงของรัฐบาลที่เกินกึ่งหนึ่งแค่ 16 เสียง หากประชาธิปัตย์ยังคงมั่นใจกับมุกเก่าๆ "กูแน่อยู่คนเดียว" ไม่ให้ราคาเพื่อนพ้อง

โดนลองของแต่หัววันแน่

สำคัญเหนืออื่น ใด เดิมพันประเทศไทยภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่โงหัวไม่ขึ้น ประเทศไทยเจอซ้ำด้วยวิกฤติการเมือง ผลพวงจากม็อบพันธมิตรฯปิดสนามบิน นักท่องเที่ยวต่างชาติขวัญผวา นักลงทุนขยาด โรงงานเจ๊ง บริษัททยอยปิดกิจการ ตัวเลขคนตกงานเพิ่มขึ้นทุกวัน

กู่ไม่กลับ หลับไม่ตื่น รอส่งขึ้นเมรุเผาจริง

ใครเข้ามาเป็นรัฐบาล โอกาสตายเกินครึ่งค่อนตัว

และ โดยสภาพที่ผู้เล่นแถวสอง ทั้ง "หล่อเล็ก" นายอภิรักษ์ โกษะ-โยธิน เจอดาบ ป.ป.ช.หมดสภาพไปแล้ว ส่วน "หล่อโย่ง" นายกรณ์ จาติกวณิช ก็ต้องลุยไฟในฐานะตัวหลักทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่

ถ้าพลาด "อภิสิทธิ์" นำทีมบริหารงานล้มเหลว คุมไฟลามทุ่งไม่อยู่

ประชาธิปัตย์หมดตัวเล่นจริงๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เอาอะไรมาฝากนายกฯคนใหม่ ศึกษาบ้างก็ดีนะ

โพสต์เมื่อ : 2008-12-16 09:05:22 _ ปิดข้อความ ex-link แก้ไข


ผลกรรมเมื่อผิดศีล 5
ผิดศีลข้อ 1 ( ฆ่าสัตว์,เบียดเบียนทำร้ายสัตว์,กักขังทรมาณสัตว์) ผลกรรมคือ
1. มักมีปัญหาสุขภาพ ขี้โรค มีโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย รักษายุ่งยาก
2. มีอุบัติเหตุบ่อยๆ อาจมีอุปฆาตกรรม คือกรรมตัดรอน ทำให้ตายก่อนอายุขัย
3. อาจพิกลพิการ มีปัญหาร่างกายไม่สมส่วน ไม่สมประกอบ
4. กำพร้าพ่อแม่ คนใกล้ตัวโดนฆ่า 5.อายุสั้น ตายทรมาณ ตายแบบเดียวกับที่ไปฆ่าไปทรมาณสัตว์ไว้
6. อัปลักษณ์ มีปมด้อยด้านสังขาร
แนะ นำหนทางทุเลา -- ตั้งสัจจะว่าจะพยายามไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียน ไม่แกล้ง ไม่กักขัง ว่างๆก็ไถ่ชีวิตสัตว์ เช่นไปตลาดซื้อปลาที่เค้ากำลังจะขายให้คนไปทำกิน ให้เราซื้อไปปล่อยในเขตอภัยทาน (ท่าน้ำของวัด) หรือ ซื้อยาสมุนไพร ยาแผนปัจจุบันไปให้ถวายพระที่วัด หรือไปตามโรงพยาบาลทั้งของคนปกติและ ของสงฆ์เพื่อบริจาคค่ารักษา หรือรับอุปถัมภ์ค่ารักษาพยาบาล บริจาคเลือดและร่างกายให้สภากาชาดไทยหรือตามโรงพยาบาลต่างๆ และอื่นๆตามแต่ท่านจะสะดวกและตามกำลัง
...........................................................................

ผิดศีลข้อที่ 2 (ลักทรัพย์ ขโมย ฉ้อโกง ยักยอก ทำลายทรัพย์)

ผลกรรมคือ
1. ธุรกิจไม่เจริญก้าวหน้า เจ๊ง ขาดทุน ฝืดเคือง โดนโกง
2. มีแต่อุบัติเหตุให้เสียทรัพย์สิน ต้องชดใช้ให้คนอื่นอย่างไร้เหตุผล
3. ทรัพย์หายบ่อยๆหลงลืมทรัพย์วางไว้ไม่เป็นที่ หาก็ไม่เจอ
4. มีคนมาผลาญทรัพย์เรื่อยๆทั้งคนใกล้ตัวและคนทั่วไป
5. ลูกหลานแย่งชิงมรดก โดนลักขโมยบ่อยๆ 6.ตระกูลอับจนไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่คนมาทำลายทรัพย์
แนะนำหนทางทุเลา --

ตั้งสัจจะไม่ยุ่งกับทรัพย์สินของคนอื่น หากอยากได้ให้ขอเสียก่อน จนกว่าเจ้าของจะอนุญาตด้วยความเต็มใจ

หมั่นทำบุญสังฆทาน บริจาคค่าน้ำค่าไฟวัด เพื่อที่ศาสนาจะได้ไม่ขาดแคลนปัจจัยส่งผลบุญให้เราไม่ขัดสน มอบทุนการศึกษาแด่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ผลบุญทำให้เรามีปัญญาที่จะหาทรัพย์ อย่างสุจริต รวม ทั้งต้องตั้งสัจจะที่จะมีสัมมาอาชีพไม่ฉ้อโกงใครแม้แต่สลึงเดียว และอื่นๆตามแต่ท่านจะสะดวกและตามกำลัง
......................................................................
ผิด ศีลข้อ 3 (ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกเมียเขา ล่วงเกินบุตรธิดาของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต แย่งคนรักของคนอื่น,กีดกันความรักคนอื่น,นอกใจคู่ครอง,หลอกลวง, ข่มขืน,ค้าประเวณี, ล่วงเกินทางเพศต่างๆ) ผลกรรมคือ
1. หาคู่ครองไม่ได้ ,ไม่มีใครเอา, หน้าตาอัปลักษณ์ ,โดนเพศตรงข้ามล้อเลียนจนมีปมด้อย
2. เป็นหม้าย ,ผัวเมียตายจาก, ผัวหย่าเมียร้าง,คบใครก็มีเหตุให้หย่าร้างเลิกรา
3. คนรักนอกใจ ,คนรักมีชู้ ,มีเมียน้อย ,คบใครก็เจอแต่คนเจ้าชู้ ,โดนหลอกฟัน, ท้องไม่รับ, เสียตัวฟรี ,โดนข่มขืน
4. ไม่มีมิตรจริงใจ, เพื่อนฝูงไม่รัก, พี่น้องก็ไม่รัก ,พ่อแม่ทอดทิ้ง ,ชีวิต
ขาดความอบอุ่น, มีแฟนก็ไม่มีใครจริงจังด้วย,ครอบครัวไม่อบอุ่น
5. มีความผิดปกติทางเพศทางร่างกาย,ทางจิตใจ,ถูกกีดกันทางความรัก,สังคมไม่ยอมรับความรักของตน,มีความรักหลบๆซ่อนๆ
6. ต้องมีเหตุพลัดพรากจากคนรักและของรักอยู่เสมอ(ก่อนเวลาอันควร)
แนะ นำหนทางทุเลา -- ตั้งสัจจะว่าจะไม่ทำผิดเรื่องทางเพศ ไม่ทำให้ใครรู้สึกผิดหวังเสียใจในเรื่องความรัก ไม่กีดกัน ไม่คิดแย่งหรือไปรักกับคนรักของใคร ไม่คิด
ทำร้ายความรู้สึกคนรัก ไม่ล่วงเกินบุตรธิดาของใครก่อนได้รับอนุญาต รักเดียวใจ
เดียว ไม่นอกใจไม่มีกิ๊ก พอใจในคู่ครองของตนเอง
หมั่น ทำบุญถวายเทียนคู่ให้วัด ถวายธงคู่ประดับวัด ช่วยออกค่าใช้จ่ายงานแต่งงานและอื่นๆตามแต่ท่านจะสะดวกและตามกำลัง หรือให้ธรรมะด้านความรักแก่คู่รักที่รู้จัก เอาใจใส่คู่ครองคนรัก เอาใจใส่พ่อแม่ของตนเอง หากรักพ่อแม่เอาใจใส่พ่อแม่อย่างดีจะได้รับผลบุญทำให้ความรักของเราสดใสไม่ เจ็บช้ำ หากทรมาณพ่อแม่ ทำอย่างไรกับพ่อแม่ไว้ ต่อไปชีวิตรักก็จะเลวร้ายพอๆกับความรู้สึกเสียใจของพ่อแม่ที่เราได้กระทำไว้
...................................................................
ผิด ศีลข้อ 4 (โกหก ปลิ้นปล้อน กลับคำ ไม่มีสัจจะ หลอกลวงผู้อื่น ใส่ร้ายผู้อื่น ยุแยงให้คนแตกกัน ใช้วาจาดูหมิ่น พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ ขี้โม้ นินทา ด่าทอ ด่าพ่อล้อแม่ ด่าและเถียงผู้มีพระคุณ ผิดสัญญา สาบานแล้วไม่ทำตาม ) ผลกรรมคือ
1.ปากไม่สวย ฟันไม่สวย มีกลิ่นปาก มีปัญหาเรื่องปากเรื่องฟันอยู่เนืองนิจ
2.มีแต่คนพูดให้เสียหาย มีคนซุบซิบนินทาเรื่องของเรา มีคนคอยใส่ร้ายดูหมิ่นและส่อเสียดเราอยู่เสมอ
3.ไม่มีใครจริงใจด้วย มีแต่คนมาพูดจาหลอกลวง ผิดสัญญาต่อเรา
4.เกิดในสังคมที่พูดแต่คำหยาบคำส่อเสียดปลิ้นปล้อน นินทาอยู่เนืองนิจ เพียงตื่นมาก็พบเจอความไม่เป็นมงคล (สังคมที่ปากไม่เป็นมงคล)
5.หลงเชื่อคนอื่นได้ง่าย โดนหลอกได้ง่าย ไม่มีความระวังเวลาโดนโกหก
6.ไม่มีใครเชื่อถือในคำพูดของเรา, เป็นคนที่พูดอะไรแล้วคนเมิน,พูดติดๆขัดๆ, นึกจะพูดอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ
แนะ นำหนทางทุเลา — ตั้งสัจจะว่าจะไม่พลั้งปากโกหกหรือส่อเสียด นินทายุแยงใคร ไม่ด่าใคร พูดตามความเป็นจริงทุกอย่าง สิ่งใดควรพูดก็ควรพูด ไม่ควรพูดก็อดทนไว้ ไม่ด่าไม่เถียงไม่นินทาผู้มีพระคุณเช่นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ให้คำสัญญาใครไว้ต้องรักษา อย่าสาบานอะไรพร่ำเพรื่อ ว่างๆก็ออกค่าใช้จ่ายให้ค่าทำฟันแก่คนยากคนจนและอื่นๆตามแต่ท่านจะสะดวกและ ตามกำลัง หมั่นให้สัจธรรมความจริงแก่คนทั่วไป พูดแต่ธรรมะ สอนธรรมะอยู่เสมอ หมั่นพูดหรือเผยแพร่ธรรมะให้คนอื่นฟังบ่อยๆ ทำตัวให้มีธรรมะให้มีสัจจะ พูดอะไรก็ไม่ผิดคำพูดไม่กลับคำ ไม่หลอกลวงใคร คนจะเชื่อถือมากขึ้น
.............................................................
ผิดศีลข้อ 5 (ดื่มของมึนเมา เสพยาเสพติด ให้ยาเสพติด ให้ของมึนเมา ขายของมึนเมา ขายยาเสพติด) ผลกรรมคือ
1. สติปัญญาไม่ดี ขี้หลงขี้ลืม เรียนไม่เก่ง อ่านหนังสือไม่จำ อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ
2. เกิดในตระกูลที่โง่เขลา เต็มไปด้วยอบายมุข
3. หากกรรมหนักจะเกิดเป็นเอ๋อ ปัญญาอ่อน เป็นโรคทางปัญญา
4. ลูกหลานสำมะเลเทเมา มีลูกหลานติดยาเสพติด
5. เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่มีสติระวัง มีแต่ความประมาท
6. มักลุ่มหลงในสิ่งผิดได้ง่าย เป็นคนที่โดนมอมเมาให้หลงใหลในสิ่งผิดได้ง่าย (ขาดสติ)
แนะ นำหนทางทุเลา — ตั้งสัจจะว่าจะไม่ดื่มของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด ไม่จำหน่าย จ่ายแจกของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด หมั่นทำธรรมทานวิทยาทานให้ปัญญาความรู้แก่คนทั่วไป และอื่นๆตามแต่ท่านจะสะดวกและตามกำลัง

กลับมาถึงแล้วค่ะ

โพสต์เมื่อ : 2008-12-16 07:48:43 _ ปิดข้อความ ex-link


ตั้งแต่เมื่อคืน วันก่อนที่โรงแรมที่พัก เจอทหารเรืออเมริกันได้คุยกันเล็กน้อย
เขาว่าปกติแล้ว เขาต้องอยู่ที่เมืองไทยตอนนี้ เพราะเขาเป็นทหารเรือประจำการอยู่ที่โอกินาว่า
เป็นคนนิวยอร์ก เขาได้พักร้อนจะไปเที่ยวเมืองไทยสองอาทิตย์ แต่ในที่สุด ด้วยความปรารถนาดี
ของปชป. (รัฐบาลปัจจุบัน) เขาเลยต้องมาเที่ยวโตเกียวแทน

ดีไหมล่ะค่ะ นักท่องเที่ยวประเภทนี้จะมีอยู่อีกเท่าไหร่ แทนที่จะได้มาใช้จ่ายที่เมืองไทย
แม้ไม่มาก แต่ก็เงินเขาที่เราอยากได้ไม่ใช่หรือคะ การท่องเที่ยวพังวินาศสันตะโร
แต่ยังมีคนทำท่ายิ้มเหยๆ ออกมาขอบคุณสส.ที่โหวตให้เป็นนายกฯ ทุเรศ!

ไม่รู้สิคะ อคติหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ป้าว่าไอ้เด็กบ้า มันยิ้มไม่ค่อยสดชื่นสักเท่าไหร่
คงกังวลใจไม่น้อยที่ต้องตอบปัญหาอีกมากมาย ที่สำคัญคือตอบคำถามคนในครอบครัว
ทั้งพ่อแม่เมียและลูกว่า "มารก ไปชนะเลือกตั้งตอนไหนหรือ ไม่ยักจะรู้ ทำไมอยู่ดีๆ
ถึงได้ไปทำอุบาทว์อย่างนั้นได้ หรือพรรคนี้มันเป็นอย่างนี้มาตลอด ไอ้เรา(ครอบครัวมัน)
ก็นึกว่ามารกได้ไปเรียนจบมาจากเมืองนอกเมืองนา น่าจะเข้าใจดีถึงคำว่าประชาธิปไตย
ไหงยังเลวซ้ำซากเหมือนไอ้ชวนป๋วยปี่แป่กอ ตราลูกกตัญญูต่อทหารไปอีกจนได้ เฮ้อ!
แล้วนี่จะเอาหน้าที่ไหนไปยืดได้ คงต้องก้มหน้ารับตำแหน่งอย่างน่าอายต่อไป" ทุเรศ!

นั่งแท็กซี่กลับบ้าน ก็ฟังแท็กซี่บ่นถึงตอนปิดสนามบินว่าลำบากเดือดร้อน ทำมาหากินไม่ได้
พรรคที่ทำลายชาติ เพื่อขึ้นมาเถลิงตำแหน่ง มันน่าภูมิใจตรงไหนหรือ แล้วจะมีปัญญา
กอบกู้ไหมล่ะเนี่ย มีปัญญาแค่แย่งชิงเขามา หากทำไม่ได้ ประเทศต้องย่อยยับไปอีกเท่าไหร่
ไม่ทราบจะด่าอย่างไรดีถึงจะหายแค้น คนไทยไม่เคยจดเคยจำ ว่าพรรคนี้มันเลวอย่างไร
หากทหารไม่ช่วย มันเคยมีปัญญาเป็นรัฐบาลเองไหมล่ะนั่น

ด่าว่ารัฐบาลคุณทักษิณโกงชาติ บ้านเมือง เห็นแต่ประเทศเจริญก้าวหน้า เงินคงคลังเหลือบานเบอะ
รอให้ไอ้ทหารเลวมาปล้นไปเกือบหมดประเทศ ไอ้พรรคเฮงซวยก็ไม่เคยมีประวัติหาเงินเป็น
เลยด้วยซ้ำ มีปัญญากู้เขาอยู่อย่างเดียว คิดแล้วเศร้าจริงๆค่ะ