วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ชื่ออาจผิด แต่สมญาไม่เคยผิด



วลีจากหนังจีนนะคะ ฟังดูแล้วก็เห็นจริงตามไปด้วย เพราะชื่อนั้นพ่อ-แม่
ไม่ก็ปู่ ย่า ตา ยายตั้งให้ตั้งแต่เกิด ซึ่งก็แน่นอน ตอนเกิดมาก็ยังไม่มีลักษณะ
อะไรชัดเจน การตั้งชื่อก็เลยมักตั้งตามใจชอบ นอกจากบางทีก็ตั้งตาม
ลักษณะที่เห็น เช่นแดง ดำ สมัยนี้ติดฝรั่งก็ให้ชื่อพิงก์ และบางทีก็ตั้งเอาเคล็ด
เช่นว่าผอมมากๆ ก็จะตั้งชื่อให้ว่า"สมบูรณ์"(ลองสังเกตดู คนชื่อสมบูรณ์ ส่วนใหญ่จะผอมโกรก เกือบทุกราย)

แต่สมญานามนั้น มักถูกตั้งให้ตอนโตแล้ว ซึ่งอาจเป็นเพื่อนๆ และก็ตั้งตามลักษณะที่เห็น
จึงมักจะออกในแนวล้อเลียน เช่นอาจเรียก ไอ้ตี๋ เพราะหน้าตากระเดียดไปทางคนจีน (ทั้งๆที่อาจไม่ใช่) @!~=*:-(
เพราะอาจตัวใหญ่และดูทึ่มๆสักหน่อย จะเห็นได้ว่า สมญานามนั้น ไม่เคยผิด เพราะพอเรียกปุ๊บคน ที่ได้ยินมักคล้อยตามด้วยทุกที

ทีนี้ลองมาดู สมญานามทางการเมืองดูบ้าง ลองดูนะคะ ว่า ไอ้ฆาตกรเด็ก
ได้รับการขนานนามว่าอย่างไรบ้าง เริ่มมาตั้งแต่สมัยท่านนายกฯสมัคร
ที่ท่านเรียกว่า"มะม่วงจำบ่ม" เท่านั้นเอง เห็นภาพเลย กะการไม่เอาไหน
ประดักประเดิด หวานก็ไม่หวาน ออกเปรี้ยวไม่อร่อย เนื้อหรือก็ไม่เนียน
เข้ากันได้ดีกับคนที่ยังไม่พร้อมจะทำงานใหญ่ แต่ดันทุรังจะทำ ผลเป็นไงล่ะคะ
ดูผิวภายนอกก็พอดูได้ แต่เนื้อในมันกินไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้เน่าเสียไปอย่างน่าเสียดาย
นี่ถ้าหากเชื่อสุภาษิตเขาว่า"อดเปรี้ยวไว้กินหวาน" รอให้บารมีแก่กล้า แล้วค่อยออกมาเป็น
อาจกลายเป็นนายกฯที่เพรียบพร้อมไปอีกคนหนึ่งก็ได้ แต่ด้วยความไม่เอาไหน เลยเสียของไปตั้งแต่ยังหนุ่ม


มีอะไรอีกสมญานามสำหรับคนคนนี้ และรัฐบาลคณะนี้ ลองหามาเล่า แบ่งปันกันนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ซื่อสัตว์

ไม่ผิดหรอกค่ะสะกดถูกแน่นอน อนุสนธิมาจากผลโพลล่าสุดของเอแบค
จากการเปรียบเทียบจุดแข็งของพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคคือ

พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ในสายตาของสาธารณชน พบว่า

พรรคเพื่อไทยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเหนือพรรคประชาธิปัตย์เกือบทุกตัว ชี้วัด

ยกเว้นเรื่องเดียว คือ ความโปร่งใส ซื่อสัตย์สุจริต โดยพบว่า ร้อยละ 51.6 ระบุความโปร่งใส

ซื่อสัตย์สุจริต เป็นจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะที่ร้อยละ 48.4 ระบุเป็นจุดแข็งของ

พรรคเพื่อไทยเช่นกัน อย่างไรก็ตามความแตกต่างที่ค้นพบในเรื่องนี้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ

เพราะเป็น ตัวเลขที่ไม่แตกต่างกันมากนัก

เอ่อ อุ๊ยต๊ายตายว้ายกรี๊ด เจอผลอย่างนี้ต้องย้อนกลับไปดูว่าไปสำรวจ ทำโพล์มาจากไหน
ได้ความว่ากรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ

ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ตราด สระแก้ว พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี พิจิตร เพชรบูรณ์

เชียงใหม่ มุกดาหาร หนองคาย ชัยภูมิ ศรีสะเกษ อุดรธานี ขอนแก่น พังงา ปัตตานี

และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,143 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 1 - 7 พฤษภาคม 2554

โอ้แม่เจ้าชาวไทย เชื่อว่าแมลงสาปซื่อสัตย์ โปร่งใส ไม่ต้องไปดูอื่นไกล เอาที่ใกล้ที่สุด
ก็เมื่อประชุมครม.นัดเทกระจาด เมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง มันแสดงความโปร่งใส ซื่อสัตย์ตรงไหนไม่ทราบ
เอ้า เอาเป็นว่าช่วงที่ไปสำรวจ ปชช.ยังไม่ได้ทราบข่าวการแดรกมโหฬารก็เอาเถอะ

แต่ก่อนหน้านี้ ไม่เคยรู้สึกเลยหรือว่ารัฐบาลนี้โกงกินมหาศาล อย่าไปโทษว่ามาจากพรรคร่วมเลย
อยู่ด้วยกันมันก็โกงด้วยกันนั่นแหละ เมื่อเข้ามาใหม่ๆก็มีทุจริตปลากระป๋องเน่า นั่นก็สส.พรรคปชป.
ไหนยังจะเรื่องอื่นๆอีกจิปาฐะ ที่มีคนเขามาตั้งกระทู้ให้ดูถึงผลงานอันเลวร้ายของพรรคนี้
ย้อนกลับไปก็โน่นเรื่องใหญ่ การแจกสปก-401 นั่นก็อีก โอ๊ยมากมาย จำไม่หวาดไม่ไหว
แต่รับรองเรื่องโกงกินพรรคนี้ไม่เป็นสองรองใครแน่นอน

นึกขึ้นได้ การจ้างพยานเท็จปรักปรำให้ยุบพรรคการเมืองอื่น นี่ก็ถือเป็นความโปร่งใส
ซื่อสัตย์มากเลยสิท่า ที่เลวร้ายที่สุด คือเมื่อเข้ามาบริหารประเทศ กลับมีคำสั่งให้
ทหารทำร้าย ฆ่าประชาชนกลางเมืองหลวง แล้วตอแหลว่าไม่ได้สั่ง ทั้งๆที่หลักฐานพยาน
ชัดแจ้งได้ดูได้เห็นกันไปทั่วโลก ไอ้เมือกเองก็รับแล้วว่าสั่ง โดยกระโดดลงไปฟัดกับHRW
แสดงความขี้เท่อออกมาเป็นการรับกลายๆว่ามีการสั่งการให้มีการฆ่าจริง แต่แถว่าคนอื่นฆ่ามากกว่า

ไปด่าทอว่าผลการสอบยังไม่เสร็จสิ้น แต่ไอ้เมือกก็เอาไปบอกนักข่าวว่าพรรคเพื่อไทยสนับสนุนให้คน
ไปเผาบ้านเผาเมือง ที่อย่างนี้กลับไม่คิดว่การสอบก็ยังไม่ชัดเช่นกันว่าใครเป็นคนเผา คนที่โกหกหน้าด้านๆ
อย่างนี้น่ะหรือที่ประชาชนที่ตอบแบบสอบถามเห็นว่ามีความซื่อสัตย์เหนือกว่าพรรคเพื่อไทย

จากผลโพลนี้ก็ชี้ได้ว่า คนตอบโพล คนทำโพล ก็หาได้มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองไม่
โกหกได้แม้แต่ตัวเอง อย่างดีก็เป็นไได้แค่สัตว์ที่แสนซื่อของใครสักคนเท่านั้นเอง

วันอังคารที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

พรรคร่วมฯ

จะมีการเลือกตั้งแล้วนะคะ???!!!!!!
จะได้เลือกจริงหรือไม่ไม่ทราบ เอาเป็นว่าถ้าได้มีสิทธิ์เลือกตั้งอีกครั้ง
ขอเสนอข้อคิดสักหน่อยเพื่อใช้ในการประกอบการตัดสินใจ

สำหรับเสื้อแดงคงไม่ต้องแนะว่าจะให้เลือกพรรคใด แต่อาจมีประโยชน์บ้าง
สำหรับท่านที่ยังไม่ตัดสินใจ

การเมืองเป็นเรื่องของการเลือกคนเข้าไปบริหารประเทศ(นี่ว่ากันแบบบ้านๆ
ตามระบอบประชาธิปไตยนะคะ แต่แบบไทยๆก็มีรายละเอียดปลีกย่อย
เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย เช่นว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง
เป็นเพียงพรรคที่มือที่มองไม่เห็นพอใจก็เพียงพอแล้ว แฮ่ม!!) แต่อย่างไรก็ดี
เมื่อต้องเลือกผู้แทนเราเข้าไปทำหน้าที่ เราก็ต้องเลือกให้ดี

การเมืองระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองที่มีผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งมา
มากที่สุด ก็จะได้จัดตั้งรัฐบาล เราเลือกผุ้แทนอย่างไร เราก็จะได้คนบริหาร
ประเทศแบบนั้น ดังนั้นเราจึงควรเลือกจากนโยบายของพรรคที่นำเสนอ
พินิจพิจารณาให้ดี ว่าเป็นนโยบายที่ทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น

ที่สำคัญต้องเลือกพรรคที่มีผลงาน เป็นพรรคที่เคยทำตามนโยบายที่ว่าไว้
ได้แน่นอน ไอ้ประเภท ไม่รู้จักว่านโยบายคืออะไร คอยแต่ลอกเขาก็อย่า
ไปเลือก หรือไอ้ประเภทที่ขอโอกาสเข้ามาแก้ปัญหาที่ตัวเองก่อไว้ก็อย่า
ไปเลือก (บ้าหรือเปล่า ก่อเอง ไม่มีปัญญาแก้ แต่ยังมีหน้ามาขอโอกาส
แก้ไปด้วยกัน)

ทีนี้ก็มาถึงพรรคเล็กพรรคน้อย (แว่วๆว่าจดทะเบียนกันสักร้อยกว่าพรรค
เลยทีเดียว) พรรคเหล่านี้ ไม่เคยหวังว่าจะชนะเลือกตั้งจนได้เป็นแกนนำ
ในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วเขาก็ไม่ได้อับอาย หน้าด้านแถลงกันดื้อๆเลยว่า
หวังเพียงจะได้ไม่กีเสียง(อาจหวังถึง10-20เสียง) หวังเพียงจะได้กลับมา
เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง หนอยแน่ ไม่ได้บอกว่าจะยืนยันอยู่กับพรรค
รัฐบาลที่เคยร่วมกันมานะคร้าบ เขาบอกว่าเขาร่วมกะใครก็ได้(หน้าด้านฉิบหาย)
พูดง่ายๆคือให้กูได้มีส่วนร่วม อุดมการณ์ นโยบายอย่างไรกูไม่สน
สนอย่างเดียวได้มีโอกาสได้เข้าไปสวาปามอีกครั้ง

พรรคเหล่านนี้จะเลือกทำไมคะ หากหวังดีต่อประเทศจริง เมื่อมีโอกาสร่วม
ทำไมไม่แก้ไข ทำไมไม่ปรับปรุง ทำไมไม่ช่วยกันทำให้ประเทศดีขึ้น

พรรคร่วมรัฐบาลนี้มีพรรคอะไรบ้างคะ นี่เลย 1พรรคภูมิใจไทย (ที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้งด้วยซ้ำ
เพราะวันที่ได้รับเลือก ผู้แทนเหล่านี้ไม่ได้อยู่พรรคนี้
และพรรคนี้ก็ไม่เคยอยู่ในสารบบที่สมัครรับเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งครั้งที่
ผ่านมาด้วยซ้ำ เป็นพรรคที่ตั้งขึ้นมาทีหลังเป็นพรรคเฉพาะกิจ ที่หักหลัง
พรรคเดิมที่สังกัดอยู่)
2พรรครวมชาติพัฒนา
3พรรคชาติไทยพัฒนา
4พรรคกิจสังคม
5พรรคเพื่อแผ่นดิน

อีกสี่พรรคก็นี่แหละค่ะ พรรคที่พร้อมยอมร่วมกับใครก็ได้เพียงเพื่อได้
เป็นรัฐบาล(จะได้มีโอกาสเข้าไปโกงกินงบประมาณ)

จำชื่อจำหน้าพรรคร่วมรัฐบาลเหล่านี้ไว้ให้ดี เพราะคนเหล่านี้ไม่สมควร
ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของเรา เพราะความผิดใหญ่หลวงคือ
เมื่อมีการฆ่าประชาชนกลางเมือง พรรคเหล่านี้ที่ร่วมรัฐบาลอยู่
ไม่ได้ทำอะไร เพื่อที่จะหยุดยั้ง ระงับเหตุ แม้จะอ้างว่าไม่ได้สั่งการ
แต่การเงียบนั่งดูเขาสั่งการก็เลวพอกัน เผลอๆเลวยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
เพราะมีโอกาสที่จะระงับเหตุได้แต่ก็ไม่ทำ

หวังว่าข้อคิดนี้คงจะช่วยให้ท่านที่ยังไม่ได้ตัดสินใจพอตัดสินใจได้บ้าง
อ้อ ส่วนพรรคใหม่ๆที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหวังตอดคะแนนก็อย่าไปเลือกเลยค่ะ
เพราะหาได้ต่างไปจากพรรคร่วมเก่าที่เล่ามา เพราะพรรคใหม่ๆเหล่านี้
ก็ไม่ได้หวังว่าจะได้คะแนนถล่มทลายเพื่อเข้ามาจัดตั้งรัฐบาล ก็แค่หวัง
มาแจม กินตามน้ำไปเท่านั้นเอง เลือกไปก็เสียของ

วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2554

ถูกที่ถูกเวลา


[ภาพ: 571.jpg]

ทำอะไรมันต้องดูเวลา บางครั้งบางอย่างดีแสนดี มาก่อนกาล ต่อให้ดีอย่างไรก็ยากที่จะทำให้ดี ติดตลาดได้

แต่การที่นำคุณยิ่งลักษณ์ มาเป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์หนึ่งของพรรคเพื่อไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของไทย

ช่างเป็นการกระทำที่ถูกที่ถูกเวลาจริงๆ



มีเหตุผลสนับสนุนหลายข้อ ดังที่มีคนเขียนไว้แล้ว หน้าตา การศึกษาดี

ผลงานการบริหารที่มีก็การันตีได้ว่าเป็นคนมีความสามารถ แต่ที่สำคัญที่สุด

ในช่วงเวลาที่การเมืองคุกรุ่น มีการโจมตีกันอย่างรุนแรง การมีผู้หญิงเป็น

ผู้ลงแข่งในเกมนี้ก็น่าสนใจ



โดยเฉพาะพรรคที่ชอบเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น คราวนี้ เจอขู่แข่งเป็นผู้หญิง

ยิ่งด่าทอ ยิ่งใส่ร้าย กระแสจะตีกลับว่า โอ้โห แม้แต่ผู้หญิง มันยังไม่เว้น การด่า

ผู้หญิง ดูอย่างไรก็ไม่แมน ดูเป็นไอ้ขี้แพ้ชวนตีแน่นอน



ผู้หญิงอ่อนหวาน แต่เข้มแข็งกว่าผู้ชาย ใครๆก็รู้ ความอดทนหรือก็เหนือกว่า

เป็นไหนๆ ไม่อย่างนั้นธรรมชาติต้องให้ผู้ชายไปคลอดลูกแล้ว ลองให้ผู้ชายไปคลอดลูกดูสักที

รับรองโลกนี้เหลือประชากรไม่กี่คน เพราะคงตายไปทั้งพ่อและลูกนั่นแหละ



คุณยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่แค่ผู้หญิงสวยไร้สมอง เธอเคยทำงาน ย้ำ เคยทำงาน ไม่เหมือนไอ้ผู้ชายหน้าตัวเมีย

บางตัวที่ตั้งแต่เกิด ไม่เคยทำอะไรนอกจากคุยว่าตัวเองเก่ง ให้โอกาส ก็ทำผลงานให้เป็นที่ประจักษ์

ว่ามันดีแต่พูดจริงๆ แน่นอนคนไม่เคยทำงาน จะไปรู้ปัญหาอะไร เก่งแต่ตั้งคณะกรรมการ การตั้งคณะกรรมการ

มาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคณะ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่มีน้ำยา ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่กล้ารับผิดชอบ เพราะหากเกิด

เหตุผิดพลาดก็จะได้โทษว่า นี่ก็ทำตามที่คณะกรรมการเสนอมานี่นา



สรุป ว่าคุณยิ่งลักษณ์ มาถูกที่ถูกเวลาจริงๆ ได้เวลาแล้วที่ประเทศไทยจะมีผู้นำเป็นผู้หญิงเสียที

หากเป็นเวลาที่เร็วกว่านี้อีกสักสองหรือสามปี อาจดูเร็วไป แต่ขณะนี้ ใช่เลย ผู้นำหญิงมีอยู่ไปทั่วโลก

เปิดโอกาสให้หญิงไทยได้แสดงฝีมือบ้างเป็นไร

คนไทยต้องมีศักดิ์ศรี


เมื่อวันเสาร์ฟังคุณทักษิณ วิดีโอลิ้งก์มาคุยเรื่องนโยบายพรรค

เนื้อหาดีๆก็มีคนพูดกันไปหมดแล้ว ไหนจะเรื่องถมทะเลกันน้ำท่วม

ไหนจะเรื่องลดภาษี ไหนจะเรื่องรถไฟฟ้า ไหนเรื่องซื้อรถ ซื้อบ้านหลังแรกราคาถูก



มาคราวนี้จะขอข้ามไปไม่ชื่นชมล่ะนะคะ แต่จะขอพูดเรื่องที่ฟังแล้วจี๊ด

แม้จะเป็นเรื่องเก่า แต่ฟังทีไรก็จี๊ด นั่นคือเรื่องบัตร 30บาทรักษาทุกโรค

ย้ำอีกครั้งว่าเรื่องที่ต้องจ่ายแม้จะเพียง 30บาท แต่ก็เพราะเพียงเพื่อ

จะทำให้คนไทยมีศักดิ์ศรี คนไทยรู้สึกว่าไม่ใช่ขอทาน ไม่ใช่คนไข้อนาถา

อย่างน้อยก็ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล



สิ่งหนึ่งที่คนในบ้านนี้ เมืองนี้ มักไม่เข้าใจ คิดแต่เพียงว่า ถ้าเราแจกคนจะรัก

ไม่มีใครอยากเป็นคนที่คอยแต่รับแจกหรอกค่ะ เราอยากเป็นคนที่ศักดิ์ และมีสิทธิ์

เราไม่ต้องการของฟรี เราไม่ต้องการความสงสาร เราเพียงต้องการความรู้สึกเท่าเทียม

เราต้องการที่จะได้เข้าถึงทุกอย่าง ทั้งการศึกษา การสาธารณสุข



จริงอยู่ คนในโลกนี้ จะให้เท่าเทียมกันได้อย่างไร ขนาดนิ้วมือยังไม่เท่ากัน

อันนี้ก็ฟังมาจนหูชาแล้ว เราไม่ได้หวังจะมีช้อนเงินกินข้าว หรือดื่มน้ำจากแก้วคริสตัลราคาแพง

เราเพียงหวังจะมีโอกาสที่จะเท่าเทียม มีโอกาสที่รู้ว่าแม้จะเกิดมาจน แต่หาก ขยัน หมั่นศึกษาหาความรู้

ตั้งใจทุ่มเททำงานหนัก เราก็มีโอกาสที่จะเปลี่ยนฐานะได้ ไม่ได้จมปลักอยู่กับชาติกำเนิด

ที่ดันเกิดมาเป็นไพร่ ก็ต้องกลายเป็นไพร่ตลอดกาล



นโยบายคุณทักษิณที่จับจิตจับใจคนทั้งบ้านทั้งเมือง ก็ด้วยเหตุนี้แหละค่ะ คุณทักษิณเข้าใจ

ความรู้สึกของคนดี ว่าเราไม่ได้อยากให้สงสารเวทนา แล้วเอาของมาแจก แต่เราต้องการยืนอยู่บนขาของตัวเอง

เราขอเพียงได้มีโอกาส อย่าปิดกั้นแค่นั้นเอง แล้วนโยบายใหม่ก็ตอกย้ำความคิดนี้อีกครั้ง

คือเครดิตคาร์ดให้เกษตรกร เงินที่รัฐต้องจ่าย(ในการประกันราคาพืชผล ก็ต้องทำอยู่แล้ว)

แต่เงินนั้นมันย้อนกลับมาทำให้เกษตรกร(ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ) เกิดความรู้สึก

ฮึกเหิม รู้ว่างานที่กำลังจะทำมีคุณค่ามีราคา ทำไปแล้วต้องกลายเป็นเงิน

ไม่ได้ต้องทนทำไปเพราะมีหนี้ มีเถ้าแก่คอยจ้องเอาคืนอยู่



แค่นี้แหละค่ะ ที่อำมาตย์ ไม่เห็น อำมาตย์ ไม่รู้ คิดแต่เพียงว่าตัวเองจะสูงขึ้นมาได้

ก็ด้วยการเหยียบย่ำคนอื่นให้ต่ำลง หารู้ไม่ว่าการที่จะสูงขึ้นมาจริงๆนั้นอยู่ที่คนเขายก

ขึ้นให้เองต่างหาก

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

แค่อยากรู


หมู่นี้ได้ข่าว กกต.สดศรีเกือบทุกวัน เดี่ยวก็บ่นว่า"ใครทำปฏิวัติได้ เชิญเลย"
เดี๋ยวก็ว่า"เลือกตั้ง ครั้งนี้จะรุนแรง เลือกเสร็จ เดี่ยวก็จะมีการยุบพรรคอีก"
ไม่นานก็มีข่าวแพลมออกมาอีกว่า แอบไปสมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง
ตอนนี้ก็แห้วไปเรียบร้อย เดี๋ยวก็ว่า หากมี ตำหน่งที่ไหนเปิดรับสมัครอีก จะไปสมัครแม่ง(เอ๊ยอันนี้ เติมเอง)ทุกที่
หากได้รับตำแหน่งใหม่จะทิ้งตำแหน่งที่เป็นอยู่ คือกกต.เสีย
โดยฝันอันสูงสุด คืออยากไปเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ทำเอาวงการปั่นป่วน
ไปหมด เหมือนกับคนรับใช้ที่บ่นว่าไม่อยากทำงาน อยากลาออก
ในฐานะนายจ้าง ถามจริงๆเถอะ เราจะสบายใจที่จะใช้งานเธออีกไหม
รู้ทั้งๆรู้ว่าเธอไม่มีใจอยากทำงานให้บ้านเราแล้ว วันทั้งวันก็เฝ้าบ่น
และหางานทำอยู่ตลอด

หากเป็นลูกจ้างเราที่เราจ้างให้มาทำงาน ป่านนี้คงไล่เปิดไป
มีอย่างที่ไหน ไม่มีใจทำงาน แล้วยังทู่ซี้กินเงินเดือนไป หางานใหม่ไป
ทำไปบ่นไปอยู่ได้

ทีนี้ก็เลยเกิดความสงสัยว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ว่ามีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง
แล้วเวลาไม่มีการเลือกตั้ง พวกเขามีหน้าที่ทำอะไรกัน
สมมุติว่าเลือกตั้งแล้วเสร็จ ไม่มีปัญหา อยู่ครบเทอม 4ปี
ในระหว่าง 4ปีนั้น พวกเขามีหน้าที่ทำอะไรบ้าง วานผุ้รู้ช่วยแจงให้ฟังหน่อย
เพราะแว่วๆว่าเงินเดือนแต่ละคนก็ไม่ใช่น้อยๆ หรือพอหมดเลือกตั้ง
ก็รับเงินเดือนไป หางานอื่นไป เรื่อยๆจนกว่าจะได้เงินดีกว่า งานดีกว่า
สบายกว่า หรืออย่างไร

ก็บอกแล้วว่าแค่อยากรู้

เรื่องเล่าจากดูไบ


วันนี้ได้พบคนไทยที่ไปทำงานที่ดูไบ ไปดูแลควบคุมระบบรถไฟฟ้า ซึ่งสร้างเสร็จแล้ว

เขาเล่าว่าที่ดูไบเวลาร้อน ร้อนมากๆจนอุณหภูมิขึ้นไปถึง 45องศา


แต่ที่น่าสนใจหาใช่เรื่องความร้อนไม่ แต่เขาเล่าว่าคนดูไบ ชอบคนไทยมาก

พอรู้ว่าเป็นคนไทยจะยิ้มแย้มแจ่มใสให้ เขาเล่าว่า เคยขับรถผิดฎจราจร ถูกตำรวจเรียก

นึกว่าเป็นคนจีน พอดูบัตรเห็นว่าเป็นคนไทย เลยปล่อยไป


คนที่เล่า เพิ่งเคยเจอกัน ไม่ได้รู้จักกันเป็นส่วนตัว พอดีมีเหตุให้ต้องทำธุรกรรมร่วมกันนิดหน่อย

เขาไม่รู้ว่าเราแดงไหม เราก็ไม่รู้ว่าเขาแดงหรือเปล่า แต่จากที่เขาเล่า มันทำให้อดคิดไม่ได้

ว่าทำไมคนดูไบถึงชอบคนไทย ถ้าไม่ใช่เพราะคุณทักษิณ คนดูไบจะรู้จักคนไทยไหมหนอ

เขาจะรักเผื่อแผ่มาถึงคนไทยทุกคนหรือ


เผอิญไปกับพี่สาวที่ไม่ค่อยปลื้มคุณทักษิณเท่าไหร่ เลยไม่อยากทำให้สัมพันธภาพทางครอบครัวเสียไป

ไม่อย่างนั้นได้โพล่งออกมาแน่ว่า ถ้าไม่ใช่เพราะคนที่ดูไบรู้จักและรักคุณทักษิณ มีหรือเขาจะเผื่อแผ่ความรักมาให้

หรือหากคุณทักษิณ เป็นคนเลว เหมือนดังภาพที่คนทางเมืองไทยพยายามใส่ร้าย เขามิเกลียดขี้หน้า

จนพาลพาโลมาเกลียดคนไทยทุกคนล่ะหรือ


ได้มีโอกาสคุยกับเขาไม่นาน แต่แค่ได้ฟังมาค่นี้ ก็ทำให้สุขใจมากๆเสียแล้ว

ลองคิดดู หากคุณทักษิณไปว่าร้ายประเทศไทย ไปเล่าว่าประเทศไทยทำอะไรกับท่านบ้าง

คนดูไบเขาจะมาเอ็นดูรักใครเราหรือ


จะว่าเพราะคุณทักษิณไปค้าขาย เอาเงินไปเข้าประเทศเขา ก็จริงหรือเปล่า

เขาเป็นประเทศร่ำรวย ที่เป็นรัฐสวัสดิการ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเล่าเรียน รัฐออกให้หมด

ไม่ถือเป็นบุญคุณ แต่เป็นหน้าที่ที่รัฐที่ร่ำรวยต้องจัดหาให้พลเมือง เงินลงทุนของคุณทักษิณ จะมากพอที่

จะทำให้คนที่เขาไม่เดือดร้อนมาหลงรักได้อย่างไร


ไม่เคยได้ข่าวว่าคุณทักษิณไปสร้างภาพที่ดูไบสักที แปลกเนาะ คนเขายังรักได้