วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

สาธารณะ

กรูเบื่อจริงจริ๊ง ไอ้บ้าเนี่ย แม่งเอ๊ย ออกคำขวัญวันเด็กว่า "รอบคอบ รู้คิด
มีจิตสาธารณะ" จะบ้าตาย ใครเป็นคนคิดให้แม่งวะ

แล้วเด็กๆจะแปลออกไหมเนี่ยว่าไอ้จิตสาธารณะเนี่ยมันแปลว่าอะไร
เด็กๆคงรู้จักแต่สวนสาธารณะ ส้วมสาธารณะ แล้วมีจิตที่เป็นสาธารณะ
เนี่ย วัยรุ่นหน่อยมันไม่เอาไปแปลว่า รักใครก็ได้บ้างหรือไง

แล้วเด็กเล็กๆเนี่ยจะให้เขาเข้าใจว่าต้องมีจิตใจอย่างไร ถึงจะเรียกว่า
มีจิตสาธารณะ แล้วจิตสาธารณะเนี่ย มันจะเหมือนกับส้วมสาธารณะไหมน้อ

โธ่ว้อย แค่บอกซื่อๆตรงๆ ให้เด็กเข้าใจได้ รู้จักปรับปรุงตัว เกิดความรู้จึกฮึกเหิม
อยากโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเนี่ยมันยากนักหรือไง

เนี่ยๆอย่างอันนี่น่ะฟังปุ๊บรู้เลยว่าต้องทำอย่างไร ไม่ต้องแปลของคุณทักษิณ "เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคต ที่สดใส " หรือ"รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดี ๆ อนาคตดีแน่นอน" หรืออย่างเลวที่สุดก็นายชวนที่ให้ซ้ำบ่อยมาก คิดใหม่ไม่เป็น"ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม "

อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ลองไปอ่านดูแล้วกัน ตั้งแต่คำขวัญครั้งแรก
แล้วมันมีอันไหนไหมที่ต้องแปล

ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้าจงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า
ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพ เจ้าจงเป็นเด็กที่รักความสะอาด
ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย
ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด
ขอให้เด็กไทยในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันมั่นเพียรมากที่สุด

เด็กจะเจริญต้องรักเรียนและเพียรทำดี
เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะบากบั่นและสมานสามัคคี
อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤตเรียบร้อย
ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัยมีความเฉลียวฉลาด และรักชาติยิ่ง
รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
ยามเด็กจงมั่นเรียน เพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ
เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ
สามัคคีคือพลัง
เด็กคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจ ร่วมพลังสร้างความดี
เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรืองจะต้องทำตัวให้ดี มีวินัยเสียแต่บัดนี้
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย
เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง
เด็กไทยคือหัวใจของชาติ
ขยัน อดทน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
มีวินัยใจซื่อสัตย์ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม
ขยัน ศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย และคุณธรรม
รักวัฒนธรรมไทย ใฝ่ดี มีความคิด สุจริต ใจมั่น
สามัคคี มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม
นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม
นิยมไทย ใช้ประหยัด ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจซื่อสัตย์ ถือคุณธรรม
รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา
สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม
ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด
รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด
ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคต ที่สดใส
เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดี ๆ อนาคตดีแน่นอน
เด็กรุ่นใหม่ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด
มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม
ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม

ไอ้ที่ซ้ำๆน่ะมักจะมาจากนายกฯที่คิดไม่ค่อยเป็น ตามไปอ่านดูกันเองแล้วกันว่าเป็นใคร คำขวัญวัญเด็ก

เมืองไทยก็มีอย่างนี้นี่นา

อนุสนธิจากข่าวนี้ค่ะ ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่สอง ฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้ว
รับฟังได้เพียงว่า นายเอกชัย ใช้อาวุธปืนยิง ร.ต.อ.อาทิตย์ ผู้ตาย 2 นัดก่อนวิ่งหลบหนีไป เห็นว่า เป็นการตัดสินใจ
ของนายเอกชัยตามลำพัง จำเลยไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย พยานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า จำเลยร่วมกับนายเอกชัย
ฆ่าเจ้าพนักงานด้วยหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ พิพากษายกฟ้อง

ก็มีเหมือนกันนี่นาที่ว่า เมื่อศาลเกิดความสงสัย เพราะหลักฐานอาจไม่พอ ท่านว่า "ปล่อยคนผิดร้อยคน ยังดีกว่าจับคนไม่ผิด
หนึ่งคนเข้าคุก" เรื่องแบบนี้น่ะได้ยินได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็เชื่อเช่นนั้นมาตลอด

จนมาเมื่อเกิดตุลาการวิบัติเอ๊ย ภิวัฒน์ นี่แหละ เรื่องมันถึงวุ่นวายไปหมด หลักฐานไม่มี หรือไม่ชัด หากไม่ใช่พวกกันตัดสินให้
มันผิดเอาไว้ก่อน ไม่ต้องอ้างอิงหลักการไม่ว่าของไทยในอดีตหรือของสากลโลกที่เขาเชื่อและใช้กันอยู่

การตัดสินของไทยปัจจุบันจึงเลือกตัดสินเอาตามสีเสื้อที่สวมใส่จริงๆ ได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ของคุณสมยศหรือคุณสมบัติ
ไม่แน่ใจ ชอบใจมาก เธอว่าอะไรก็ตามที่มันเอียงมากๆ อีกหน่อยมันก็ล้ม

นักการเมือง

อ่านมติชนสุดสัปดาห์ เขียนโดยหนุ่มเมืองจันทน์ ในคอลลัมน์ฟาสท์ฟู้ด ธุรกิจ
ชื่อเรื่องว่าจุดสนใจ ตอนจบมีเรื่องเล่าให้ฟังว่า เพื่อนผู้หญิงสามคนจากโรงเรียนเดียวกัน
แยกย้ายกันไปมีแฟนบ้าง แต่งงานบ้าง เมื่อมาพบกัน ก็ถามไถ่กันเรื่องแฟนว่าแต่ละคน
เรียกแฟนตัวเองว่าอะไร คนหนึ่งตอบว่า เรียกว่า"สุภาพบุรุษ" เพราะเขาลุกขึ้น
ให้ผู้หญิงทุกครั้งที่เห็นผู้หญิง ส่วนอีกรายเรียกแฟนว่า""พ่อกรรมกร" เพราะเขาทำงาน
หามรุ่งหามค่ำ ทั้งกลางวันและกลางคืน ส่วนคนสุดท้ายตอบว่า เธอเรียกแฟนว่า
"พ่อนักการเมือง" เพราะทั้งวันเอาแต่พูด พูดเก่งแต่ทำงานไม่เป็นเลย

ย้อนไปตอนต้นของข้อเขียน เขาเขียนถึงน.พ.วันชัย วัฒนศัพท์ (เจ้าเดิมนั่นแหละ
ที่บอกว่าให้ทุกฝ่ายออกมาขอโทษ เรื่องทุกอย่างจบ และกล่าวประโยคเด็ดว่า
เรื่องที่เกิดเป็นเพราะความผิดพลาดในระดับผู้ปฏิบัติการ)

จากข้อเขียนหมอแกก็มีแนวความคิดดีๆหลายอย่าง น่าสนใจ ไม่ว่าจะเรื่องการใช้"เหตุผล"
มากกว่า"ความรู้สึก" การให้คู่ขัดแย้งมานั่งคุยกัน แบบเห็นหน้าเห็นตากัน เพื่อแก้ไขปัญหา
จะได้รับความรู้สึก แบบ"มนุษย์" ต่อ "มนุษย์" จะได้เข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งมากขึ้น

และในอีกข้อเรื่องการ"ตั้งคำถาม"ในการ"แก้ปัญหา" เมื่อตั้งคำถามให้ทั้งสองฝ่าย
ได้ช่วยกันหาทางออกมากกว่าที่จะตั้งคำถามว่า"ใครผิด ใครถูก" เพื่อจะได้"คำตอบ"
ที่ต้องการ คือวิธีการแก้ไข"ความผิดพลาดในครั้งหน้า"

หลักการดูดี แต่เมื่อใช้สมองซีกซ้่าย คือวิเคราะห์ คิดเป็นเหตุผล กลับคิดว่า
หมอมาช้าไปหรือเปล่า วันที่เกิดปัญหา ไฟกำลังลุกโชน หมอไปอยู่ที่ไหน
วันนั้น ยังไม่มีคนผิดหรือคนถูก หมอก็น่าจะนำเสนอแนวคิดนี้ น่าจะบอกไอ้เด็กเวร
ว่าการแก้ปัญหาต้องนั่งคุยกัน การเอารถถังและกำลังพลออกมาปราบปราม
ฝูงชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยมันไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา กลับซ้ำ
จะทำให้ปัญหายุ่งยากซับซ้อนขึ้นไปอีก

เมื่อเหตุการณ์ผ่านเลยมาจนถึงวันนี้ วันที่คนตายใกล้หลักร้อย คนบาดเจ็บอีกตั้งสองพัน
ความเจ็บปวดของคนส่วนใหญ่ ร้ายแรงจนยากจะเยียวยา หมอกลับมาเรียกร้อง
ให้"อภัย"ต่อกัน อย่ามัวแต่ชี้นิ้วหาคนผิด มันจะไหวหรือหมอ คนตายก็ตายไปนับร้อย
ยังคนเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจอีก พอภัยมาถึงใกล้ตัวคนทำผิด หมอกลับมาเรียกร้อง
ให้หยุด แล้วอภัยให้ทุกฝ่าย มันไม่ได้หรอกหมอ ถ้าเรื่องนี้จบด้วยการนั่งคุยกัย ถกกัน
แก้ปัญหาร่วมกัน เหมือนที่เคยไปออกทีวีร่วมกัน แล้วยอมรับทางออก เรื่องคงไม่จบ
เลวร้ายอย่างนี้

แต่มันเกิดอะไรขึ้น ข้อเรียกร้องที่ดูเหมือนจะลงเอยกันด้วยดี จากความพยายาม
ของหลายฝ่าย แม้จนวินาทีสุดท้ายที่กลุ่มสว.เดินทางมาขึ้นเวที รุ่งเช้า รถถังวิ่ง
เข้าทลายสิ่งกีดขวาง เสียงปืนที่รัวยิงเข้ามาเป็นชุด(ซึ่งจริงๆก็ไล่ยิงมาตั้งแต่
วันที่ 13 พค. 53แล้ว)

ในช่วงเวลานั้น หมอเคยออกมาไหม เคยออกมาเรียกร้องให้คนที่สั่งปราบ ฆ่าให้หมด
หยุดไหม ให้หันกลับมาใช้วิธีนั่งคุยกันไหม หมอเคยได้ยินที่มันบอกไหมว่า"หมดเวลา
คุยกันแล้ว"
หมอทำไมไม่ออกมาบอกว่า "ยังไม่สาย ไม่มีอะไรสายเกินแก้" หมอปล่อยให้
คนไม่กี่คนลุแก่อำนาจ ส่งกำลังมากวาดล้างประชาชนที่แค่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย
คนที่เสียชีวิต บางคนก็ไม่ได้แม้แต่ออกมาร่วมชุมนุมด้วย เพียงแต่โชคร้ายที่เข้าไปอยู่
ในทุ่งสังหาร เรียกว่าไปผิดที่ผิดเวลา พอเขาฆ่ากันตายเสร็จสรรพ หมอกลับมาเรียกร้อง
ให้หยุดการชี้นิ้วหาคนผิด ให้ยอมอภัยให้แก่กัน หากคนเหล่านั้นเป็นเพียงคนที่หมอรู้จัก
หรือรักใคร่ชอบพอ อยากรู้ว่าหมอจะยังออกมาพูดอย่างนี้ไหม หมอจะกล้าบอกไหมว่า
ให้เลิกแล้วต่อกัน อภัยให้แก่กัน แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่

หากหมอเองยังทำไม่ได้ แต่ที่พูดได้เพราะหมอถือว่าคนที่เจ็บคนที่ตาย ไม่ได้มี
ความสำคัญต่อหมอ แม้เพียงแค่นับเป็นเพื่อนร่วมชาติ หมอถึงออกมาพูดอย่างนี้ได้
น่าเสียดายนักที่สิ่งที่หมอพูด สิ่งที่หมอเรียกร้องมันมาช้าเกินไป นอกจากจะไม่ทำ
ให้คนที่เจ็บปวดเห็นด้วยกับหมอ

มันกลับทำให้เขาว่าหมอก็ไม่ได้ต่างไปจาก
"นักการเมือง"ที่ดีแต่พูด แต่ไม่รู้จักลงมือทำ

รายงานตัว

เมื่อวานไปร่วมกิจกรรมที่เชียงใหม่มาด้วย เดินทางโดยสายการบินโอเลี้ยงไทย
ด้วยเหตุที่ราคาถูกที่สุดที่จะหาได้ บินเที่ยวบ่ายสามโมงฝ่าๆ

ถือกระเป๋าแดงแจ๋ ไปด้วย โหลดใต้ท้องเครื่องไป ทั้งๆที่ใบเล็กจี๊ดเดียว
แต่ขี้เกียจถือ เมื่อเดินทางถึงสนามบินเชียงใหม่ รับกระเป๋ามาเจออย่างนี้แหละค่ะ

ขำก็ขำ โกรธก็โกรธ สงสัยไอ้พนักงานโหลดกระเป๋ามันคงหงุดหงิด
ว่าจะส่งแมวไปบอกผู้บริหาร มันอยู่เหมือนกัน

ไปถึงมีราชรถมาเกยถึงที่ โดยอภินันทนาการจากน้องสองคนที่เชียงใหม่
คือน้องหินและน้องแก้ม ไปรับแล้วยังเอาไปส่งให้เอาสัมภาระลงที่โรงแรม
แล้วพาไปยังถนนคนเดิน ได้ถ่ายรูปมาเล็กน้อยดังนี้

มีคนบอกว่าสาวงามท่านนี้สวยระดับนางงาม เป็นนางงามสูงอายุ
จากภาพจะเห็นว่าท่านงามแต๊ๆ

อันนี้เป็นเหล่าคนตาบอดที่ถนนคนเดิน สามารถเล่นเพลงของเสื้อแดงได้
ประชาชนเฮกันมากในจุดนี้

จบการเดินก็มานั่งสังสรรกันต่อ ได้เจอแกนนั่ง(หน้าจอ)หลายหลายท่าน
มิหนำซ้ำยังได้รับความอนุเคราะห์จากคุณอาข่า เลี้ยงดูจนอิ่มจังตังค์อยู่ครบ ฮ่าๆๆๆๆ

เดินทางกลับด้วยมิตรไมตรีจากน้องทั้งสองมารับไปขึ้นเครื่องอีกครั้ง(น่ารักจริงๆ)
งวดหน้าจะไปเยือนอีกค่ะ เมืองหลวงของเสื้อแดง

ขอจบด้วยรูปสุดท้ายในห้องที่โรงแรม รายนี้ไปไหนไปด้วยทุกครั้ง ไม่ว่าจะผ่านฟ้า
ราชประสงค์ แม้จนมาเชียงใหม่เปิ้นก็ยังมาด้วยเจ๊า

วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

เคยรู้อะไรบ้างไหมเนี่ย

จะให้ตรงกับอารมณ์ความรู้สึก ก็ต้องตั้งหัวข้อกระทู้ว่า "แม่งเคยรู้อะไรบ้าง"
เขาก็ว่าหยาบไป ควรตั้งหัวข้อกระทู้ให้สุภาพ กลายเป็น "มารดาท่านเคยรู้อะไรบ้าง"
ยิ่งไปกันใหญ่ พาลติดคุกเอาได้ง่ายๆ เลยตั้งเบาๆแบบด้านบนล่ะค่ะ

อาการนี้เกิดเมื่ออ่านเจอข่าวนี้แหละค่ะ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนยังไม่ทราบกรณีที่
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
เดินทางไปพบแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อหารือเกี่ยวกับบันทึก
การประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ เจบีซี ซึ่งขณะนี้เรื่อง
ดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภา ส่วนตัวเห็นว่าสามารถ
สะท้อนปัญหามายังรัฐบาลได้ ผ่านรายงานคณะกรรมาธิการ

ส่วนกรณีนายวศิน ธีรเวชญาณ ลาออกจากการเป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวนั้น
ตนยังไม่ทราบรายละเอียดการลาออก แต่ทราบว่าการทำงานมีแรงกดดันมาก อย่างไรก็ตาม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีรายชื่อผู้ที่จะมาทำหน้าที่แทนนายวศินอยู่ในใจ
แล้ว


ทั้งๆที่ข่าวนี้ เกิดมาตั้งแต่ก่อนที่ที่พวกพธม.จะชุมนุมกันอีก ไอ้บ้าเนี่ยยังกล้าออกมา
บอกไม่รู้เรื่อง เรื่องน้ำท่วมใหญ่โตมหาศาลกินพื้นที่ไปทั่วทุกภาค แก้ปัญหาไม่ได้
ก็บอกว่า "คาดไม่ถึง" เฮ้อ หน่ายกับมันจริงจริ๊ง

วาซาบิเทียม

อ่านข่าวนวัตกรรมในโลกวันนี้ พบว่าบัดนี้มีคนไทยที่สามารถ
ผลิตวาซาบิเทียมจากเมล็ดมัสตาร์ดได้แล้ว สามารถส่งออกได้
โดยร่วมมือกับบริษัทชื่อดังของญี่ปุ่น

วาซาบิ ที่มาจากต้นวาซาบิแท้ๆ มันหายาก ปลูกก็ไม่ได้ในประเทศ
สั่งเข้ามาก็ลำบาก อีกอย่างแม้แต่ประเทศต้นแบบคือญี่ปุ่น ก็มีผลลิตน้อยลงทุกวัน
จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก เพราะเป็นที่ทราบกันว่า
อาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยม เป็นอาหารที่คนชื่นชอบไปทั่วโลก
ดังนั้นความต้องการวาซาบิจึงสูงตามไปด้วย

ก่อนอื่นขออนุญาตให้ไปอ่านข่าวก่อนนะคะ เพราะจะได้ร่วมชื่นชม
กับคนไทยที่มีความสามารถ อ่านเสร็จแล้วค่อยมาอ่านว่าทำไมถึงเขียนเรื่องนี้

http://www.dailyworldtoday.com/columblan...m_id=45614

พออ่านจบจะเห็นร่วมกันว่า อันของทุกอย่างในโลกนี้ ล้วนมีคุณค่า
บางอย่างก็มีคุณค่ามีราคากว่าของบางอย่าง อาจมีคุณประโยชน์มากกว่า
ที่สำคัญ มันเป็นของหายาก ผลิตยาก ปลูกลำบาก แต่ก็ยังอยากได้
อยู่ดี เลยต้องมีคนคิดค้นหาวิธีที่จะลิตให้ได้ง่ายๆ ให้ได้จำนวนมากๆ
เพื่อสนองความต้องการของตลาด

อันนี้แหละค่ะสำคัญ เพราะเมื่อของแท้แม้จะดี แต่ถ้าหายาก ผลิตซ้ำให้ออก
มาดีแบบเดิมไม่ได้ ก็ต้องหาทางผลิตจากวัสดุอื่นๆ ซึ่งอาจได้ผลออกมาว่า
ดีเท่าหรือดีกว่าเดิม สำคัญที่สุดคือผลิตได้บ่อยๆ ผลิตได้มากๆ มากเพียงพอ
กับความต้องการ การใช้ของเทียมก็ไม่ได้ผิดอะไร กลับดีเท่าหรือดีกว่าเสียอีก
เผลอๆอีกหน่อยคนอาจไม่สนใจวาซาบิแท้ๆอีกต่อไป คงจะมีการพูดถึงและนำเสนอ
ไว้ในพิพิธภัณฑ์แทนก็เป็นได้

ดังนั้นการผลิตวาซาบิเทียมคงไม่ผิด ไม่ถูกกล่าวหาว่าทำเทียมเจ้าเทียมนาย
เพราะวาซาบิไม่ใช่เจ้า เรามาช่วยกันผลิตของเทียมที่ดีอย่างนี้ใช้แทนของเก่า
ที่แม้อาจดูว่าดี แต่หายากกันดีกว่าไหมคะ ต่อนี้ไป จะได้มีของดีมาใช้เรื่อยๆ
ไม่มีทางขาดตลาดอีกต่อไป

ข่าวการเลือกตั้งในพม่า

กว่าจะเข้ามาตั้งกระทู้ ก็ไม่ทันคุณแฟนเดฟเสียแล้ว
เพราะเธอเพิ่งเอาข่าวการถล่มกันหลังเลือกตั้งมาลง

ที่จะเล่าให้ฟังนี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนการถล่มนะคะ
เพราะข่าวการเลือกตั้งในพม่า มันบังเอิญไปคล้ายกับ
เมืองเมืองนึงใกล้ๆพม่าแหละค่ะ แม้อาจจะไม่รุนแรงเท่า
แต่ก็ดูคล้ายคลึงกัน เผลอๆอาจเป็นต้นแบบของารเลือกตั้ง
ของประเทศตอแหลแลนด์ดินแดนติดกับพม่ากก็เป็นได้

ลองดูข่าวสิคะ เขาพาดหัวข่าวว่า"ทั่วโลกประท้วงเลือกตั้งพม่า"
ตามข่าวก็คนพม่าที่อยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลกแหละค่ะที่ประท้วง
คนประท้วงก็ไม่ใช่คนพม่าทั้งหมดหรอกค่ะ เช่นที่กรุงลอนดอน
มีผู้ชุมนุมราว 700คนจาก 16องค์กร รวมถึงชนกลุ่มน้อยต่างๆ

ส่วนที่ในยุโรป ก็มีผู้ประท้วง โตเกียวก็มี อ.แม่สอดในไทยก็มีนะคะ
น้อยหน่อย แค่ 40คน(คงกลัวถูกกระชับพื้นที่) พวกที่ออกมาประท้วง
ก็ให้เหตุลว่าการเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 20ปีของพม่าในครั้งนี้จะไม่ได้
มีผลดีต่อระบอบประชาธิปไตยของพม่า เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรม
ให้คณะทหารปกครองประเทศได้ต่อไป(อันนี้แหละค่ะ ดูคุ้นมากๆ)

ส่วนบรรยากาศการเลือกตั้งก็มีคนออกมาใช้สิทธิ์น้อยมาก เพราะมีการเรียกร้อง
ให้ประชาชนงดการออกไปใช้สิทธิ์ แต่ถ้าเป็นเมืองที่มีข้าราชการ ก็จะมีคนออไป
เข้าแถว เพราะได้รับคำสั่งให้ต้องออกไปใช้สิทธิ์ (และคงต้องถูกสั่งด้วยว่า
ต้องเลือใคร) เห็นภาพเหมือนทหารประเทศเพื่อนบ้านพม่าเลยที่ออกกมายืนเข้า
แถวอย่างเป็นระเบียบรอเลือกตั้ง

อ้อ หนังสือพิมพ์ยังลงข่าวอีกนะคะ ว่ามีการร้องเรียน การเลือกตั้งครั้งนี้มากมาย
เช่น บอกว่า หีบบัตรเลือกตั้งมีบัตรลงคะแนนเสียงอยู่เต็มหีบบัตร (เออันนี้คุ้นมากๆอีก
แล้วนะคะ ไอ้ประเทศเพื่อนบ้านน่ะเขาถึงขนาดมีคลิ้ปเผยแพร่เลยด้วยซ้ำว่ามี
การยกหีบบัตรมาจากไหนไม่รู้ ที่มีบัตรอยู่แล้ว อิอิ)

ยังค่ะ ความคล้ายคลึงอีกอย่างคือผู้มีสิทธิ์ออกเสียงจำนวนมากร้องเรียนว่า
ไม่สามารถลงคะแนนได้ เนื่องจากไม่มีชื่อตัวเองอยู่ในบัญชีรายชื่อหน้าหน่วยเลือกตั้ง
นอกจากนั้นในบางพื้นที่ยังมีเจ้าหน้าที่มีอคติ โดยขอให้ผู้ไปใช้สิทธิืลงคะแนนให้พรรคปชป.
เอ๊ยไม่ใช่พรรคยูเอสพีดี ต่างหาก

เป็นไงคะ คล้ายกันจนนึกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในประเทศตอแหลแลนด์ซะอีก ฮา